วิเคราะห์ตัวเลขส่งออกไทย ม.ค. 68 โตพุ่ง 13.6% จาก 3 ปัจจัยหนุน
The Bangkok Insight
อัพเดต 26 ก.พ. 2568 เวลา 06.01 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. 2568 เวลา 06.01 น. • The Bangkok InsightSCB EIC ไขที่มาตัวเลขส่งออกไทย มกราคม 2568 โต 13.6% จากทองคำ อิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น การเร่งส่งออกก่อนนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐเริ่มมีผลในวงกว้าง คาดหนุนไตรมาสแรกขยายตัวต่อเนื่อง
จากมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยเดือน มกราคม 2568 ที่เร่งตัวสูงถึง 13.6% อยู่ที่กว่า 25,277 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปี 2567 และขยายตัวจาก 8.7% ในเดือนก่อน ซึ่งนับว่าสูงกว่าคาดการณ์มาก สาเหตุหลักมาจากการส่งออกทองคำ วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น และการเร่งส่งออกก่อนนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ จะเริ่มมีผลเป็นวงกว้าง
ส่งออกทองคำพุ่งพรวด 148.9%
SCB EIC ระบุ การส่งออกทองคำขยายตัวสูงมากถึง 148.9% เทียบกับ 7.2% ในเดือนก่อน โดยเฉพาะตลาดสวิตเซอร์แลนด์ (5,716.1%) และสิงคโปร์ (2,577.9%) นอกจากนี้ ยังพบประเด็นพิเศษว่า การส่งออกสินค้ากลุ่มโลหะมีค่าและของที่หุ้มด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ ขยายตัวมากถึง 3,418.1% ซึ่งเกือบทั้งหมดส่งออกไปยังตลาดอินเดีย
สำหรับประเด็นพิเศษที่เกิดขึ้นนี้ SCB EIC ประเมินว่า แท้จริงแล้วเป็นการส่งออกทองคำในรูปของทองคำผสมแพลทินัมในสัดส่วนไม่มากเพื่อประโยชน์ทางภาษีของผู้นำเข้าอินเดีย โดยผลจากการส่งออกทองคำ รวมถึงสินค้ากลุ่มโลหะมีค่าและของที่หุ้มด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ พิเศษนี้ มีส่วนทำให้มูลค่าการส่งออกของไทยเดือน มกราคม 2568 ที่ขยายตัวสูงถึง 13.6% ขยายตัวมากถึง 7.4% นั่นคือ มูลค่าการส่งออกที่ไม่รวมทองคำ (สะท้อนกิจกรรมการส่งออกที่เกิดขึ้นจริง) โตเพียง 6.2%
ประเด็นพิเศษเกี่ยวกับทองคำที่เห็นนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากทางการอินเดียได้ปรับปรุงอัตราการจัดเก็บภาษีนำเข้าทองคำ เงิน แพลทินัม อัญมณี และเครื่องประดับต่าง ๆ หลายครั้งในช่วงปี 2565-2567 เพื่อแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าทองคำ และสนับสนุนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศ
ทั้งนี้ การปรับปรุงภาษีนำเข้าในปี 2567 ได้เปิดช่องว่างทางกฎหมายให้ผู้นำเข้าทองคำในอินเดียบางส่วนหันมานำเข้าทองคำผสมแพลทินัมและเงินมากขึ้น โดยกำหนดเกณฑ์ไว้ว่า ทองคำที่มีส่วนผสมของแพลทินัมหรือเงินไม่ต่ำกว่า 2% จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จะเสียอัตราภาษีนำเข้าต่ำกว่าการนำเข้าทองคำปกติ ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอินเดีย - UAE ส่งผลให้อินเดียนำเข้าทองคำผสมแพลทินัม จากประเทศ UAE เพิ่มขึ้นอย่างมากจากระดับปกติราว 3-8 ล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 103.3 ล้านดอลลาร์ในเดือน มิถุนายน 2567 และ 668.2 ล้านดอลลาร์ ในเดือน กรกฎาคม 2567
ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 ทางการอินเดียจึงได้ปรับปรุงอัตราการจัดเก็บภาษีนำเข้าอีกครั้ง เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างทางกฎหมายในการนำเข้าทองคำผสมแพลทินัมหรือเงินจาก UAE ผู้นำเข้าอินเดียจึงเปลี่ยนกลยุทธ์การนำเข้าทองคำผสมแพลทินัมจากแทนซาเนีย แอฟริกาใต้ และไทยแทน เพื่อให้เสียอัตราภาษีนำเข้า 0% ตาม Duty Free Tariff Preference (DFTP) Scheme by India for Least Developed Countries และความตกลงการค้าเสรี อาเซียน-อินเดีย
จากกลยุทธ์ดังกล่าว ส่งผลให้ไทยส่งออกโลหะมีค่าและของที่หุ้มด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมากจากปกติที่ราว 20-40 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน สู่ระดับ 113.6, 486.2 และ 998.8 ล้านดอลลาร์ในเดือน พฤศจิกายน, ธันวาคม 2567 และเดือน มกราคม 2568 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ทางการอินเดียเห็นถึงปัญหาช่องว่างทางกฎหมายเรื่องนี้และประกาศจะปรับปรุงกฎหมายนี้ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568
ส่งออกโตดีเกือบทุกหมวด ยกเว้นสินค้าเกษตร
หากพิจารณารายหมวด พบว่า
1. สินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 17% เติบโตต่อเนื่อง 10 เดือน เทียบกับเดือนก่อนที่ 11.1% โดยอัญมณีและเครื่องประดับหักทอง, ทองคำยังไม่ขึ้นรูป, เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, อากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ยาง, เครื่องปรับอากาศ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล เป็นสินค้าหลักที่ขยายตัว
ขณะที่เหล็ก, เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว, รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ ทรานซิสเตอร์ และไดโอด เป็นสินค้าหลักที่หดตัว
2. สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรขยายตัวชะลอลงเหลือ 3% ต่ำกว่าเดือนก่อนที่ 6.7% โดยผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยงขยายตัวดี ขณะที่เครื่องดื่มหดตัว
3. สินค้าแร่และเชื้อเพลิงกลับมาขยายตัว 0.3% หลังจากหดตัวติดต่อกัน 4 เดือน โดยเฉพาะเดือนก่อนที่หดตัวมากถึง 33.7% โดยน้ำมันดิบขยายตัว น้ำมันสำเร็จรูปหดตัวน้อยลง 4.3% หลังจากหดตัวแรง 29.8%, 21.4%, 16.3% และ 33.7% ในช่วงเดือน กันยายน - ธันวาคม 2567 ตามลำดับ
4. สินค้าเกษตรกลับมาหดตัว 2.2% หลังขยายตัวสูง 10.7% ในเดือนก่อน และขยายตัวติดต่อกัน 6 เดือน โดยเฉพาะยางพารา ขณะที่ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง, ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และข้าว หดตัว
ส่งออกสหรัฐ อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์โต-จีน EU28 CLMV ชะลอตัว
หากพิจารณารายตลาดหลัก พบว่า
1. ตลาดอินเดียขยายตัวสูง 129.8% เพิ่มกว่า 2 เท่า เทียบกับเดือนก่อนที่ 62.7% โดยจำนวนสินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวสูงมี 12 ใน 15 รายการ โดยเฉพาะอัญมณีและเครื่องประดับที่ขยายตัวมากถึง 1,846% สูงกว่าเดือนก่อนเกือบ 3 เท่า และคิดเป็น 57.1% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดไปอินเดียในเดือนนี้
2. ตลาดสวิตเซอร์แลนด์กลับมาขยายตัว 852.7% หลังจากหดตัว 78.1% เดือนก่อน จากการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับที่ขยายตัวสูง 2,822% คิดเป็น 93.5% ของมูลค่าส่งออกไทยทั้งหมดไปสวิตเซอร์แลนด์เดือนนี้ (ทองคำยังไม่ขึ้นรูปขยายตัวมากถึง 5,716%)
3. ตลาดสหรัฐ ขยายตัวดีต่อเนื่อง 22.4% จาก 17.5% ในเดือนก่อน โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล, เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัวมากถึง 77.9%, 42.6%, 40.6% และ 33.7% ตามลำดับ อีกทั้ง การส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับขยายตัวมากถึง 36.4%
4. ตลาดจีนชะลอตัวบ้าง 13.2% เทียบกับ 15.0% ในเดือนก่อน โดยอากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ, ยางพารา, ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม และผลิตภัณฑ์ยางเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวมาก 4,311.7%, 211.1%, 96.2%, 95.77% และ 85.5% ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกแผงวงจรไฟฟ้า ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่หดตัว
5. ตลาดยุโรปขยายตัวชะลอลงเหลือ 13.2% จาก 21.7% ของเดือนก่อน จำนวนสินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัวลดลง 10 ใน 15 รายการสำคัญ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวมากถึง 118.3% ขณะที่รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบหดตัว 39.4%
6. ตลาด CLMV ชะลอตัวลงมากเหลือ 5.2% จาก 20.7% ในเดือนก่อน โดยการส่งออกไปเวียดนามและเมียนมายังคงขยายตัว 16.4% และ 14.7% ตามลำดับ แต่ตลาดลาวหดตัวเล็กน้อย 0.5% ตลาดกัมพูชาหดตัว 7.3% โดยเฉพาะอัญมณีเครื่องประดับหดตัว 44.4%
นำเข้าเดือนมกราคมขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 7
มูลค่าการนำเข้าสินค้าไทยเดือน มกราคม อยู่ที่ 27,157.2 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวชะลอลงเหลือ 7.9% (SCB EIC ประเมิน 3.7% ขณะที่ Reuters Poll มีค่ากลางของการคาดการณ์ 3%) เทียบกับ 14.9% ในเดือนก่อน แต่ยังขยายตัวต่อเนื่อง 7 เดือน โดยการนำเข้าอาวุธและยุทธปัจจัย, สินค้าทุน, สินค้าอุปโภคบริโภค, สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป และยานพาหนะและอุปกรณ์ขนส่งขยายตัว 52.1%, 17.8%, 9.0%, 4.2% และ 1.4% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม สินค้าเชื้อเพลิงยังหดตัวเล็กน้อย 1% สำหรับดุลการค้า โดยเดือนมกราคมขาดดุล 1,881.2 ล้านดอลลาร์
คาดมูลค่าการส่งออกสินค้าโตดีต่อเนื่องในไตรมาสแรกปีนี้
SCB EIC ประเมินมูลค่าการส่งออกไทยในไตรมาสแรกจะขยายตัวดีตามแรงส่งจากปีก่อน อานิสงส์วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น แนวโน้มการเร่งสั่งซื้อของประเทศคู่ค้าก่อนนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงราคาสินค้าส่งออกกลุ่มน้ำมันและกลุ่มเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันเพิ่มขึ้น เช่น พลาสติกและปิโตรเคมี ตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2568 จากอากาศหนาวมากกว่าคาด และการส่งออกทองคำในรูปแบบโลหะอื่นไปยังอินเดียก่อนจะปรับปรุงเกณฑ์ช่องว่างการนำเข้าทองคำ
แรงกดดันต่อการส่งออกไทยจะเพิ่มขึ้นมาก
แนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวชะลอลง จากผลนโยบายกีดกันการค้า การลงทุน และการเคลื่อนย้ายพรมแดน ที่จะเกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ส่งผลให้บรรยากาศการค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังปี 2568 จากผลกระทบนโยบายกีดกันการค้าในโลก รวมถึงผล Front load การเร่งผลิตและส่งออกในช่วงปลายปี 2024 และต้นปี 2025 หมดลง
ความต้องการสินค้าขั้นกลางที่ไทยส่งออกไปจีนเพื่อผลิตเป็นสินค้าขั้นปลายอาจชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าขั้นปลายที่จีนส่งออกไปตลาดสหรัฐ รวมถึงปัญหาจีนผลิตล้นตลาด (China’s overcapacity) จะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในตลาดโลก กดดันความสามารถการแข่งขันของสินค้าไทยในการส่งออกและสินค้าผลิตขายในประเทศ
ราคาน้ำมันและกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น พลาสติกและปิโตรเคมี มีแนวโน้มลดลง จากนโยบายเพิ่มการขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯ โดยมองว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปี 2568 จะอยู่ที่ 75 ดอลลารสหรัฐต่อบาร์เรล ต่ำกว่าปีก่อนที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
SCB EIC ประเมินว่า การส่งออกของไทยปีนี้มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐ เนื่องจากไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐ เป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน และอันดับที่ 11 ของประเทศคู่ค้าสหรัฐ ทั้งหมด โดยไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2560 ช่วงก่อนเกิดสงครามการค้ารอบแรก
นอกจากนี้ SCB EIC ประเมินว่า ไทยอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ของสหรัฐ ตั้งแต่ไตรมาส 2 เนื่องจาก ไทยเก็บอัตราภาษีนำเข้า Most Favored Nation (MFN) สูงกว่าสหรัฐ และค่าเฉลี่ยโลก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกไปตลาดสหรัฐ เพิ่มเติมจากที่เคยประเมินไว้
SCB EIC ประเมินแนวโน้มการส่งออกไทยปี 2568 (ณ พ.ย.2567) ที่ 2% (ข้อมูลระบบดุลการชำระเงิน) โดย SCB EIC อยู่ระหว่างการทบทวนและเผยแพร่มุมมองใหม่ในเดือน มี.ค. นี้
บทวิเคราะห์โดย: SCB EIC
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ส่งออกไทยเดือน ม.ค. ขยายตัวพุ่ง 13.6% โตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7
- ส่งออกไทยขยายตัวแข็งแกร่ง ทำสถิติสูงสุดใหม่ สั่งจับตานโยบายการค้า ‘ทรัมป์’
- สรุปตัวเลขส่งออกปี 2567 สร้างสถิติใหม่ 10.5 ล้านล้านบาท คาดปีนี้โตต่อเนื่อง ยืนเป้าหมายขยายตัว 2-3%
ติดตามเราได้ที่