จุติเทพยุทธ์เหนือสวรรค์
ข้อมูลเบื้องต้น
------------------------------------------------
นิยายจุติเทพยุทธ์เหนือสวรรค์
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Hainan Shangxiaqiusuo Culture Media Co., Ltd. (fbook)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Company Limited
ประพันธ์โดย : 龙人 (Lóng rén) I แปลและเรียบเรียงโดย : อรุณรัชช์ ลิน
------------------------------------------------
บนโลกใบนี้สถานที่มีความไม่เท่าเทียมมากที่สุดก็คือสนามรบ และที่ยุติธรรมมากที่สุดกลับเป็นความตาย!
บนพื้นปฐพีและสวรรค์ที่ไม่มีวันถูกทำลาย แต่ศพยังคงรอการกลับไป
ลั่วถูคนขี้แพ้ที่ถูกตระกูลทอดทิ้ง ได้เขามาในพื้นแผ่นดินนี้ จากอาชีพคนธรรมดาที่แสนต่ำต้อย------คนขนศพ
ในขณะที่เขาขนศพ ก็ได้เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเขา
เขาได้รับการยอมรับจากศิลากำเนิดเทพอย่างไม่คาดคิด
เขาได้เดินไปในเส้นทางเทพยุทธที่แข็งแกร่งอย่างท้าทายสวรรค์
------------------------------------------------
แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
อาชีพคนขนศพ
แสงอาทิตย์แผดเผา ผืนแผ่นดินเปรียบเสมือนหม้อนึ่งขนาดใหญ่ อากาศที่ร้อนระอุทำให้ความว่างเปล่าดูคล้ายว่ามีเปลวเพลิงลุกโหม
ลั่วถูคุกเข่าหอบหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่ที่พื้นเหมือนกับปลาขาดน้ำ ถุงเก็บศพที่แบกอยู่บนหลังยิ่งนานไปก็ยิ่งหนักขึ้นทุกที ทำให้ทุกก้าวรู้สึกคล้ายจะล้มลงเสียให้ได้ นี่มันไม่เหมือนขนศพหนึ่งศพแล้ว อย่างกับแบกภูเขาลูกใหญ่ที่กดทับจนหายใจแทบไม่ออกมากกว่า
ลั่วถูอดหัวเราะอย่างขมขื่นไม่ได้ เขาหยุดพักชั่วครู่ จากนั้นวางถุงเก็บศพลง และเลิกชายเสื้อดูบาดแผลบริเวณเอวของตน จากเงามืดสีเทาจุดเล็กๆ มันขยายใหญ่ขึ้นจนครอบคลุมทั่วเอวของเขา คราวนี้แม้แต่ปากถุงเก็บศพก็ดูราวจะอ้าปากส่งรอยยิ้มเย้ยหยันให้ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าใบมีดของเผ่าปีศาจไม่เพียงแทงอยู่ในศพเท่านั้น เพราะในถุงเก็บศพของภารกิจนี้ยังซ่อนใบมีดไว้อีกเล่มหนึ่งด้วย แถมตอนที่เขาตรวจดูศพกลับไม่พบรายละเอียดเล็กน้อยเลยสักนิด ทว่าตอนที่เขาแบกศพขึ้นหลัง เมื่อก้าวเดินไปบนเส้นทางแสนขรุขระ ใบมีดเล่มนั้นกลับแทงทะลุศพออกมา ถึงขนาดทะลวงถุงเก็บศพจนขาดไปด้วย และทิ้งแผลขนาดไม่ใหญ่มากที่เอวของเขานั่นเอง
พลังสีเทาของเผ่าปีศาจ มันคือพิษมารอันตรายถึงชีวิตชนิดหนึ่ง ผู้ที่ถูกพิษร่างกายจะเปลี่ยนเป็นสีเทาอ่อน และเมื่อพิษลามไปถึงหัวใจเมื่อไรย่อมจบชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงเขาจะกินยาต้านมารเข้าไปแล้ว ทว่าพิษมารบนใบมีดเล่มนี้แข็งแกร่งกว่าที่คิดไว้มากนัก ยาต้านมารธรรมดาของสำนักซินตันจึงไม่อาจต้านทานได้
เมื่อพิษมารเข้าสู่ร่างกายก็ทำให้แต่ละย่างก้าวของเขายิ่งหนักหนาขึ้นทุกขณะจิต แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องทำภารกิจขนศพนี้ให้สำเร็จให้จงได้ แน่นอนว่าเขายังต้องรีบกลับเมืองตงเหยียน ถึงจะสามารถไปยังสำนักซินตันเพื่อขับพิษออกและรักษาชีวิตเอาไว้ แต่ว่าการจะกลับไปได้ไหมนั้น งานนี้คงต้องพึ่งโชคชะตาเสียแล้ว
ลั่วถูดึงถุงน้ำออกมาดื่มอย่างเจ็บปวด จากนั้นเทน้ำอุ่นๆ ราดศีรษะของตนโดยไม่สนใจว่าเสื้อผ้าจะเปียก การกระทำเช่นนี้เองที่ช่วยให้เขามีสติขึ้นมาบ้าง เขาถอนหายใจยาวๆ และแบกถุงเก็บศพขั้นหลังอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขาได้จัดเก็บใบมีดให้เข้าที่เสียใหม่แล้ว ทว่าถุงเก็บศพยังคงหนักดั่งภูผาเช่นเดิม
“ไม่ได้การแล้ว ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปต้องตายแน่!” ลั่วถูสูดลมหายใจลึก เขารู้ว่าท่ามกลางอากาศร้อนระอุเช่นนี้ หากยังฝืนเดินต่อ รังแต่จะทำให้เลือดสูบฉีดมากยิ่งขึ้น จากนั้นพิษมารจะยิ่งแพร่กระจายเร็วขึ้น ถ้าเป็นอย่างนี้ล่ะ ก็ไม่ต้องพูดถึงโอกาสเดินออกจากสนามรบแห่งนี้เลย ตอนนี้เขาต้องหาที่พักสักที่เพื่อต้านพิษมารก่อน พอคิดได้เช่นนั้น ลั่วถูเงยหน้ามองไปข้างหน้า ไม่ไกลจากนี่มีแผ่นศิลาสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านค้ำฟ้า สูงทะลวงเมฆา สู้แสงตะวันเหนือนภา และอีกด้านของแผ่นศิลาปรากฏเป็นเงาขนาดใหญ่ ใต้ร่มเงาตรงนั้นอย่างน้อยก็ไม่ต้องถูกแสงอาทิตย์แผดเผา
“ศิลากำเนิดเทพ ท่านคือผู้ปกปักวิญญาณนับหมื่น หากข้าขอยืมร่มเงาคงไม่นับว่าเป็นการดูหมิ่นหรอกนะ!” ลั่วถูคิดในหัว และแบกศพไปทางศิลากำเนิดเทพอย่างยากลำบาก
……
ศิลากำเนิดเทพ วัตถุศักดิ์สิทธิ์ของกว่าหมื่นชนเผ่าบนโลกซิงเหิน ก่อนหน้านี้เมื่อนานมาแล้ว มันเป็นดังสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของฝึกฝนที่ซึ่งนำไปสู่การรู้แจ้งของผู้คนบนโลกซิงเหิน เพราะมีศิลากำเนิดเทพ ถึงได้กำเนิดวิถีการฝึกฝนของโลกซิงเหิน ซึ่งนำไปสู่การกำเนิดของศิลาเทพ ศิลาจักรพรรดิ และศิลาราชัน อันนับไม่ถ้วนบนโลกซิงเหิน
ศิลาทุกชิ้นบนโลกซิงเหินเป็นตัวแทนสรรพสิ่งไม่ว่าจะเป็นการสืบทอด วิชายุทธ์ พลังจิต กฎเกณฑ์ หรือวิถีทาง และศิลาอันนับไม่ถ้วนบนโลกใบนี้ล้วนเชื่อมโยงถึงศิลากำเนิดเทพทั้งหมด เพียงแต่เมื่อไม่กี่พันปีก่อน หลังจากเกิดภัยพิบัติหมื่นดวงดาว ศิลากำเนิดเทพได้สูบเอาพลังวิญญาณจากทั่วแผ่นดินใหญ่ในพริบตาและปลดปล่อยพลังอันไร้ที่สิ้นสุด เพื่อปกป้องอันตรายจากภัยพิบัติที่มุ่งทำลายแผ่นดินนี้ไว้ ทว่าหลังจากนั้นเป็นต้นมา ศิลากำเนิดเทพเมื่อใช้พลังจนหมดสิ้น จึงกลายเป็นเพียงศิลาธรรมดาแผ่นหนึ่งเท่านั้น วิชามากมายนับหมื่นนับพันในศิลาพลันสูญหาย เหลือไว้เพียงสิ่งที่ดูคล้ายลายสลักเท่านั้น นับแต่นั้นก็ไม่มีผู้ใดสามารถฝึกฝนพลังจิตและวิถีอันยิ่งใหญ่จากศิลาได้อีกเลย ศิลาหินนี้จึงค่อยๆ กลายเป็นเพียงตำนานและสัญลักษณ์ของโลกซิงเหินไปโดยปริยาย
ศิลาเทพรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูงสามร้อยสามสิบสามจั้ง[1] ทว่ากลับมีความยาวเพียงเก้าจั้งกว่าๆ เท่านั้น ทุกอย่างล้วนตรงตามคุณลักษณะของสิ่งที่แสนยิ่งใหญ่ ทว่ามันกลับเป็นเพียงก้อนหินธรรมดาๆ เท่านั้น ลั่วถูแทบจะล้มลงใต้ศิลาทันทีที่เดินไปถึง ถุงเก็บศพบนหลังร่วงลงมา เขารู้สึกราวกับว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ร่างของเขาอีกต่อไป ภาพเบื้องหน้าช่างพร่ามัวและหม่นแสงเหลือเกิน เขาพยายามพิงศิลาหินให้ตัวเองได้นั่งลง ทันใดนั้นเอง เขากลับรู้สึกถึงรสเฝือนในลำคอ และกระอักเลือดพุงออกมากระเซ็นเปรอะฐานของศิลา ในสีแดงสดของโลหิตนั้นมีสีเทาหม่นปะปนอยู่ด้วย
ลั่วถูอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างเศร้าใจ พิษมารลามเข้าสู่หัวใจเป็นที่เรียบร้อย ดูท่าเขาเข้าใกล้ความตายมากขึ้นแล้ว แม้จะไม่อยากยอมรับเท่าไรนัก แต่เขารู้ดีว่าสิ่งที่ตัวเขาหวาดกลัวเหลือเกินคือการไม่ได้ออกจากสนามรบแห่งนี้นั่นเอง ซ้ำร้ายก่อนตายยังใช้เลือดของตนหมิ่นเกียรติแห่งศิลากำเนิดเทพอีก ช่างเป็นความผิดร้ายแรงเหลือเกิน
“นี่มันเป็นแค่อุบัติเหตุ ท่านศิลาเทพมีดวงวิญญาณสถิตอยู่ต้องเข้าใจแน่ ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจจริงๆ …” ลั่วถูฉีกเสื้อของตน ใช้มันเช็ดรอยเลือดบนศิลากำเนิดเทพอย่างระมัดระวัง ถึงขนาดเอาน้ำที่เหลือถุงสุดท้ายเทราดลงไป จึงเช็ดรอยเลือดออกได้สะอาดหมดจด หลังจากได้กระอักเลือดออกมาดูเหมือนร่างกายของลั่วถูจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้างเล็กน้อย ภายใต้เงาศิลากำเนิดเทพมีอากาศเย็นสบายก็จริง แต่เขารู้ดีว่าไม่อาจเสียเวลาอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป ที่ตั้งใจไว้ว่าจะกลับเมืองตงเหยียนเกรงว่าไม่อาจกลับไปได้เสียแล้ว หนทางเดียวคือเขาต้องหาที่อยู่ของเผ่ามนุษย์ที่ใกล้ที่สุด บางทีอาจยังมีโอกาสหายารักษาพิษมารพบ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้ร่างกลายเป็นสีเทาและกลายเป็นเถ้าถ่านในท้ายที่สุด
“ให้ตายเถอะเจ้านี่ ทำไมถึงหนักขนาดนี้นะ!” ลั่วถูแบกถุงเก็บศพขึ้นหลังอีกครั้ง อีกนิดเดียวเกือบจะโดนทับจนล้มอยู่แล้ว เขารู้สึกได้ถึงความอ่อนแอที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ร่างของเขาแทบจะคุกเข่าลงที่พื้น พยายามเท่าไรร่างกายก็ลุกไม่ขึ้น ใจอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น หรือครั้งนี้จะต้องผิดสัญญาต่อคนอื่นเข้าแล้ว?
การเป็นคนขนศพ มีเพียงสิ่งเดียวที่ลั่วถูภาคภูมิ นั่นคือการไม่เคยผิดสัญญากับใคร ภารกิจที่ได้รับมาทุกครั้งล้วนสำเร็จไปได้ด้วยดี เพราะเป็นศิษย์ของสำนักจ๋าเสวีย ทำให้เขาไม่ค่อยมีเวลารับภารกิจขนศพสักเท่าไรนัก ทว่าหากอาศัยเพียงเงินเดือนอันน้อยนิดของสำนักจ๋าเสวีย แล้วเมื่อไรเขาถึงจะเก็บเงินพอซื้อยาเปิดวิญญาณเพื่อเปิดวิญญาณครั้งที่เจ็ดได้เล่า? ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือก ต้องทำงานที่เสี่ยงอันตรายเช่นคนขนศพ เพราะได้รับค่าตอบแทนที่สูง…
การเปิดวิญญาณคือขั้นตอนที่ทุกชีวิตบนโลกซิงเหินต้องเคยพบเจอ เพราะการเปิดวิญญาณสำเร็จหรือไม่นั้นจะเป็นตัวกำหนดความสำเร็จและตำแหน่งในภายภาคหน้าของทุกคน หากเปิดวิญญาณสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกย่อมเป็นอัจฉริยะ พรสวรรค์ระดับนี้ไม่จำเป็นต้องลงไปฝึกฝนที่โลกระดับล่าง แต่จะได้ฝึกฝนบนโลกชั้นสูง ได้รับการฝึกฝนที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่า สำนัก หรือว่า ตระกูล นิกายไหนก็ตามย่อมส่งมอบความคาดหวังอันยิ่งใหญ่แก่ผู้ที่เปิดวิญญาณได้ตั้งแต่ครั้งแรกกันทั้งนั้น
เด็กบนโลกซิงเหินไม่ว่าหญิงหรือชายที่ครอบครัวพอมีฐานะดีหน่อยโดยทั่วไปจะเริ่มฝึกร่างกายตั้งแต่เล็ก เมื่ออายุได้ห้าขวบก็สามารถฝึกฝนวิชายุทธ์พื้นฐานจากศิลาสงครามได้ และเมื่ออายุเข้าแปดขวบก็เริ่มเข้าสู่การเปิดวิญญาณครั้งแรก
การเปิดวิญญาณครั้งแรกของทุกคนสามารถรับยาเปิดวิญญาณจากวิหารศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าต่างๆ ได้ ไม่ว่ายากดีมีจนล้วนไม่ต่างกัน และผู้ที่เปิดวิญญาณได้สำเร็จจะได้ลงทะเบียนในวิหารศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งวิหารสามารถส่งตัวไปยังสำนักแห่งชนเผ่าของโลกชั้นสูงได้โดยตรง โดยสำนักของชนเผ่ามนุษย์นั้นมีอยู่ด้วยกันห้าสำนัก ทั้งยังมีตระกูลระดับเก้า นิกายระดับแปด ทั้งหมดล้วนเฝ้ารอรับสมัครผู้มีพรสวรรค์กันทั้งสิ้น
แต่ผู้ที่ไม่สามารถเปิดวิญญาณสำเร็จในครั้งแรก ต้องแสวงหาทรัพยากรสำหรับการเปิดวิญญาณครั้งที่สองด้วยตัวเอง โดยอาจได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว หรือทำภารกิจสำเร็จเพื่อรับคะแนนความสำเร็จไปแลกกับวิหารศักดิ์สิทธิ์ก็ได้เช่นกัน เพียงแค่ทุกครั้งที่เปิดวิญญาณล้มเหลว ยาเปิดวิญญาณที่ต้องใช้ในครั้งต่อไปจะเพิ่มเป็นทวีคูณ เช่นเปิดวิญญาณครั้งแรกจะใช้ยาเปิดวิญญาณแค่หนึ่งเม็ด แต่ครั้งที่สองต้องใช้สองเม็ด และครั้งที่สามต้องใช้สี่เม็ด ครั้งสี่ที่ต้องใช้แปดเม็ด… เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งจำนวนครั้งมากเท่าไร ความต้องการยาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น อีกทั้งยังมีขีดจำกัดครั้งใหญ่อยู่ด้วย ถ้าหากอายุครบสิบห้าปีแล้วยังไม่สามารถเปิดวิญญาณสำเร็จ รากวิญญาณจะค่อยๆ สลายไป สุดท้ายจะกลายเป็นคนธรรมดาไร้วิชา ดังนั้นผู้เปิดวิญญาณต้องเปิดวิญญาณให้สำเร็จก่อนอายุสิบห้าปี เมื่อผ่านอายุสิบห้าปีไปแล้ว คนส่วนใหญ่ก็เลือกจะยอมแพ้ แน่นอนว่าพวกคนยากจนหลังจากเปิดวิญญาณครั้งที่สองก็จะไม่ฝืนต่อ เพราะพวกเขาไม่อาจสรรหาทรัพยากรจำนวนมากราวกับน้ำในมหาสมุทรนี้ได้ เพราะยาทุกเม็ดต้องแลกมาด้วยความพยายามอย่างยาวนานของพวกเขา เว้นเสียแต่ว่าจะไปทำงานเสี่ยงอันตรายแทน
ความเสียใจของลั่วถูก็คือรากวิญญาณของเขาช่างไร้ค่าเหลือเกิน เขาเกิดเป็นเชื้อสายตรงของตระกูลระดับห้า ที่จริงแล้วครอบครัวของเขามีทรัพยากรมากมายยิ่งกว่าที่ครอบครัวทั่วไปจะหาได้ทั้งชีวิตอยู่แล้ว ทว่ารากวิญญาณของเขาไม่เพียงมืดมัว แต่ยังมีถึงเก้าสีผสมปนเปไปหมด ช่างไร้ค่ายิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้จริงๆ และทรัพยากรของตระกูลจะให้เขาผลาญไม่หยุดหย่อนก็ไม่ได้ เมื่อเขาใช้ไปมากคนอื่นย่อมได้น้อยลง ลั่วถูที่น่าสงสารด้วยการสนับสนุนของตระกูลแต่เขายังคงเปิดวิญญาณไปห้าครั้งและล้มเหลวทั้งหมด… ผู้นำตระกูลลั่วจึงสิ้นหวัง จากระดับพรสวรรค์ปกติของลูกหลานตระกูลลั่ว ยาวิญญาณที่ลั่วถูผลาญไปสามารถใช้ในการเปิดวิญญาณของอัจฉริยะได้ถึงสิบคน แต่เมื่อใช้กับลั่วถูแล้วช่างไร้ประโยชน์โดยสมบูรณ์ ดังนั้นเขาจึงถูกส่งมายังโลกชั้นล่าง โดยหวังว่าจะได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ ในโลกชั้นล่างให้มากหน่อย อย่างน้อยก็พอให้หาข้าวกินเองได้
ทว่าลั่วถูไม่ยอมแพ้ ในบันทึกนับพันปีที่ผ่านมา มีผู้อาวุโสที่เปิดวิญญาณถึงครั้งที่แปดจึงทำสำเร็จ แต่ว่าในตำนานบอกว่ารากวิญญาณของผู้อาวุโสท่านนั้นมีเพียงห้าสีผสานกัน ไม่ต้องสงสัยเลยรากวิญญาณของลั่วถูไร้ประโยชน์ยิ่งกว่านั้นมากนัก ถ้าอย่างนั้นหากแปดครั้งไม่สำเร็จ ก็สิบครั้ง หากสิบครั้งยังไม่สำเร็จก็สิบสองครั้ง เป็นลูกหลานของตระกูลระดับห้าแท้ๆ หากไม่สามารถประสบความสำเร็จด้วยลำแข้งของตนได้ เช่นนั้นมีแต่จะต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงาของผู้อื่นตลอดชีวิต ดังนั้นเขาจะต้องเปิดวิญญาณให้สำเร็จให้จงได้
ในสำนักจ๋าเสวีย ลั่วถูได้รับคะแนนเพียงเล็กน้อย แต่การที่เขาอยู่ในสำนักซินตันมาหลายปีก็พอจะมีมิตรสหายอยู่บ้าง บางครั้งก็ไปให้อาจารย์ปรุงยาทุบตี บางครั้งก็เสี่ยงเป็นหนูทดลองยาให้อาจารย์ปรุงยา เขาจึงได้รับยาเหลือทิ้งสำหรับฝึกฝนมาบ้าง และแน่นอนว่าคนทดลองยาจะได้รับยาเปิดวิญญาณเป็นรางวัล เพราะรู้ถึงวิธีนี้เขาจึงได้หาคะแนนและยาเปิดวิญญาณได้เร็วกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ทว่าสำหรับเขามันยังคงขาดอีกมากทีเดียว เพราะการเปิดวิญญาณครั้งที่หก เขาต้องใช้ยาถึงสามสิบสองเม็ด ในขณะที่เขาอาจต้องมีครั้งที่เจ็ด ที่ต้องใช้ยาถึงหกสิบสี่เม็ด และถ้าหากเรื่องโชคร้ายยังคงเกิดขึ้นซ้ำซากอีก การเปิดวิญญาณครั้งที่แปดของเขาต้องใช้ยาหนึ่งร้อยยี่สิบแปดเม็ด หนึ่งร้อยยี่สิบแปดคือตัวเลขแห่งสวรรค์ ที่คงมีแค่สวรรค์เท่านั้นที่จะบันดาลให้เขาได้ แม้แต่คนที่เกิดในตระกูลระดับห้า ก็ใช่ว่าจะหายาเปิดวิญญาณมากมายขนาดนั้นได้ในเวลาอันสั้น เว้นเสียแต่ว่าในตระกูลจะมีนักปรุงยาขั้นกลางอยู่ด้วย ทว่าวัตถุดิบสำหรับยาวิญญาณก็มีราคาแพงมากเช่นกัน อีกทั้งของพวกนี้ส่วนมากยังอยู่ในมือของกลุ่มเผ่าพันธุ์ ตระกูลและแต่ละครอบครัวสามารถมีไว้ในครอบครองได้เพียงน้อยนิด ไม่อาจใช้อย่างสิ้นเปลืองได้เด็ดขาด ดังนั้นเรื่องใดที่ลั่วถูสามารถทำได้และได้รับคะแนน เขาก็ทำแทบทั้งหมดเท่าที่ทำได้ คนขนศพเป็นเพียงหนึ่งในอาชีพที่เขาทำเท่านั้น ทั้งยังเป็นอาชีพที่ได้รับยาเปิดวิญญาณและคะแนนรวดเร็วที่สุด แน่นอนว่ามีความเสี่ยงสูงที่สุดเช่นกัน!
————————————————————————————-
[1] จั้ง หมายถึง หน่วยวัดความยาวของจีนในสมัยโบราณ 1จั้งเท่ากับ10ฉื่อ หรือ ประมาณ2.5เมตร
------------------------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดต
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลย~
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
ภาพเต่าลึกลับแบกหิน
ที่ใดมีสงคราม ที่นั่นย่อมมีคนขนศพ และที่แห่งนี้ก็คือสงครามระหว่างชนเผ่า อำนาจของชนเผ่าต่างๆบนแผ่นดินต้นกำเนิดนั้นช่างซับซ้อน ไม่มีพันธมิตรที่ยั่งยืนและไม่มีศัตรูตลอดกาล ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามืดทั้งห้าหรือเผ่าแสงทั้งห้า ก็มีเพียงตาชั่งแห่งผลประโยชน์เท่านั้นที่จะวัดความสัมพันธ์ที่แท้จริงของพวกเขาได้
ทว่าต้นกำเนิดของสงครามครั้งนี้ช่างโง่เขลาเสียเหลือเกิน หากว่าด้วยเรื่องของการแบ่งทรัพยากรบนแผ่นดินต้นกำเนิด ขอเพียงบรรดาเผ่าใหญ่มานั่งจับเข่าคุยอย่างตรงไปตรงมาเสียก็เรียบร้อยแล้ว เพราะไม่ว่าใครหน้าไหนก็ล้วนทราบดี ไม่มีฝ่ายไหนได้ประโยชน์จากการก่อสงครามไม่รู้จบเช่นนี้ทั้งนั้น ต่อให้แข็งแกร่งดั่งเผ่าปีศาจ ทรงพลังดั่งเผ่าเร้นลับ อย่างไรเสียในการรบย่อมมีการบาดเจ็บล้มตายเป็นแน่ ยิ่งเป็นชนเผ่าที่แข็งแกร่ง ยิ่งง่ายต่อการถูกผู้คนเพ่งเล็ง เพราะจะใครก็ไม่อยากทำลายดุลอำนาจของความแข็งแกร่งระหว่างชนเผ่าอยู่แล้ว หากสมดุลนี้ถูกทำลายลงเมื่อใด ผู้ที่โชคร้ายที่สุด ก็คือผู้ที่อ่อนแอที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ในสงครามครั้งนี้เผ่ามนุษย์เรียกได้ว่าเป็นพวกที่แสนอ่อนแอ แต่เผ่ามนุษย์นั้นกลับมีความทนทานมากที่สุด ภูมิปัญญาของเผ่ามนุษย์ก็ยิ่งใหญ่ที่สุดเช่นกัน เมื่อรวมทั้งสองสิ่งเข้าด้วยกันก็ทำให้ในสงครามครั้งนี้เผ่ามนุษย์เป็นฝ่ายที่สูญเสียน้อยที่สุด แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น ในสนามรบนี้เผ่ามนุษย์ก็ยังคงมีศพนับหมื่นที่ต้องจัดการอยู่ดี ด้วยเหตุนี้คนขนศพจึงเริ่มงานยุ่งขึ้นมาจนได้ เผ่ามนุษย์ให้ความสำคัญกับร่างของคนในเผ่าเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนมากผู้เสียชีวิตจะถูกเพื่อนร่วมเผ่าเก็บไปด้วยตอนถอยทัพ ทว่าศัตรูไม่ได้ให้เวลาเก็บกวาดสนามรบสักเท่าไรนัก อีกทั้งอาณาเขตของสนามรบยังกว้างใหญ่เกินไป ศพของผู้เสียชีวิตมากมายจึงถูกทิ้งอยู่ในแดนของศัตรู ในเวลาแบบนี้มีเพียงคนขนศพเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ เพราะพวกเขาเป็นแค่คนธรรมดา หรือไม่ก็คนที่ยังไม่เปิดวิญญาณ การเข้าไปในเขตของศัตรูเพื่อหาศพของคนในเผ่าจึงจะไม่เกิดความขัดแย้งกับทั้งสองฝ่าย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนขนศพจะปลอดภัยไร้กังวลแต่อย่างใด ใครจะรู้ว่าอยู่ๆ นักรบเผ่าปีศาจตนไหนจะเกิดอยากระบายอารมณ์เอาคนขนศพมาเป็นเป้าธนู หรือบางทีปีศาจที่ง่วนอยู่กับสังหารจนเป็นบ้าก็เกิดอยากจะทดลองพิษปีศาจของมันขึ้นมาเสียอย่างนั้น หรือเผ่าผีก็อาจจะลองความรู้สึกอันยอดเยี่ยมตอนที่ได้กระชากกลืนกินดวงวิญญาณ ส่วนเผ่ากระดูกก็ชอบรวบรวมกระดูกมนุษย์เสียยิ่งกว่าอะไรดี มีเพียงเผ่าอสูรจากในห้าเผ่ามืดเท่านั้นที่ปฏิบัติค่อนข้างดีต่อคนขนศพเผ่ามนุษย์ เพราะเผ่าอสูรเองก็ให้ความสำคัญกับศพเหมือนกันกับเผ่ามนุษย์…
ทว่าสิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่เพียงการลอบโจมตีจากพวกชอบไล่ฆ่ากับงานอดิเรกแสนวิปริตแต่อย่างใด ยังมีสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือกับดักที่ออกมาจากซากศพ
นักรบเผ่ามืดมากมายมีความชอบที่แปลกประหลาด เช่นพวกเขารู้ว่าคนขนศพเผ่ามนุษย์จะไม่ทิ้งศพไว้ในสนามรบ ฉะนั้นพวกเขาจึงวางกับดักต่างๆ ไว้ในศพ จากนั้นเฝ้าดูตอนที่คนขนศพตกไปในกับดักของพวกเขา ฟังเสียงคร่ำครวญของคนขนศพ สำหรับพวกเขามันช่างเป็นความสุขสำราญอย่างหนึ่ง อีกทั้งการทำแบบนี้ยังไม่ผิดกฎสนามรบอีกด้วย แม้แต่สัญญาระดับสูงของโลกซิงเหินก็ไม่อาจจัดการเรื่องนี้ได้ อย่างไรเสียพวกเขาก็อ้างได้อยู่ดีว่าเป็นกับดักที่วางไว้ก่อนคนพวกนั้นจะออกรบเสียอีก และพวกเขาก็ไม่เคยสังหารคนขนศพด้วยตัวเอง… ส่วนศพที่ลั่วถูกำลังแบกอยู่นั้นเป็นศิษย์สงครามขั้นสองที่ถูกเผ่ามารสังหาร สำหรับคนที่ยังเปิดวิญญาณไม่สำเร็จอย่างลั่วถู แค่ศิษย์สงครามขั้นหนึ่งก็เป็นคู่ต่อสู้ที่ไม่อาจก้าวข้ามได้แล้ว ไม่ต้องพูดถึงศิษย์สงครามขั้นสองเลย พวกนั้นสังหารเขาให้ตายได้ง่ายดายไม่ต่างกับมดปลวกสักตัว
ต้องไม่ลืมว่าผู้ที่จะเปิดวิญญาณได้สำเร็จ จำเป็นต้องรวบรวมปราณและเป็นศิษย์สงครามระดับหนึ่งให้ได้เสียก่อน แถมยังเป็นศิษย์สงครามขั้นหนึ่งที่ธรรมดาที่สุด พวกเขามีพละกำลังเทียบเท่ากับวัวหนึ่งตัว ศิษย์สงครามขั้นสองจะมีพละกำลังเท่าวัวสองตัว เมื่อไปถึงศิษย์สงครามขั้นเก้าพวกเขาจะมีกำลังเท่าวัวเก้าตัว เมื่อทะลวงจากระดับศิษย์สงครามขึ้นสู่ระดับนักรบจะมีพละกำลังเท่าช้างหนึ่งเชือก ระดับของนักรบเองก็มีทั้งหมดเก้าขั้นเช่นกัน และทุกขั้นที่เพิ่มขึ้นจะมีพละกำลังของช้างเพิ่มขึ้นหนึ่งเชือก เมื่อทะลวงจากระดับนักรบขั้นเก้าสำเร็จ ก็จะก้าวขึ้นสู่ระดับปรมาจารย์ ปรมาจารย์ขั้นที่หนึ่งมีพละกำลังเท่ากับเจียว[1]หนึ่งตัว พลังของเจียวหนึ่งตัวเท่ากับช้างสิบเชือก… และนี่คือมาตรฐานผู้ฝึกตนของโลกซิงเหิน สำหรับระดับขุนพลมีพลังเท่ากับเจียวสิบตัว หรือมังกรหนึ่งตัว และเมื่อถึงระดับจอมทัพจะก้าวข้ามความเป็นมนุษย์ ทำได้กระทั่งถล่มดาวทลายจันทร์ จอมทัพขั้นที่หนึ่งมีพลังเท่าดาวหนึ่งดวง พลังของจอมทัพช่างมากมายเสียจนต้องใช้พลังทั้งดวงดาวถึงจะวัดระดับพลังได้ และบรรพบุรุษของลั่วถูเป็นถึงจอมทัพขั้นที่ห้า ด้วยความแข็งแกร่งของบรรพบุรุษนี่เองที่ทำให้ตระกูลของเขามีที่ยืนในโลกชั้นสูง
แต่ลั่วถูเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ถึงแม้ร่างกายของเขาถูกทางตระกูลขัดเกลามาตั้งแต่เด็ก กินยาวิญญาณมากมาย ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งไม่แพ้ใคร แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็มีพลังเท่ากับคนไม่กี่คน ผู้ที่ยังไม่เปิดวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดก็มีพลังเทียบเท่ากับคนเก้าคนเท่านั้น หากต้องการทะลวงไปสู่ระดับพลังที่สูงกว่านี้ก็ต้องเปิดวิญญาณให้สำเร็จ แน่นอนว่าผู้ที่เปิดวิญญาณไม่ได้ยังมีวิธีได้รับเกียรติยศบนโลกซิงเหินเช่นกัน นั่นก็คือทักษะศิลป์
แม้รากวิญญาณของลั่วถูจะไร้ค่าเกินทน แต่พลังวิญญาณของเขากลับแข็งแกร่ง อย่างน้อยก็มากพอจะทำให้ตระกูลระดับห้ายอมจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลเพื่อทำการเปิดวิญญาณถึงห้าครั้ง ต้องเป็นคนที่ถูกมองว่าเป็นบุคลากรชั้นเลิศของตระกูลเป็นแน่ เพียงแต่น่าเสียดายว่านอกจากฉลาดแล้ว รากวิญญาณของเขากลับถูกมองว่าเป็นโคลนตมไร้ค่าที่ไม่อาจขึ้นรูปเป็นสิ่งใดได้ สุดท้ายก็ถูกตระกูลทอดทิ้ง ไม่ว่าจะมีทักษะศิลป์ดีเลิศเพียงไร ก็ไม่อาจสู้คนที่เปิดวิญญาณสำเร็จและบรรลุเป็นศิษย์สงครามขั้นต้นได้ อย่างน้อยศิษย์สงครามยังมีลู่ทางให้เติบโตมากมาย แต่ศิลปะทำได้เพียงหาข้าวกิน มีเพียงต้องเปิดวิญญาณสำเร็จและมีความสามารถทางศิลปะที่ล้ำเลิศควบคู่กันไปเท่านั้น ถึงจะก้าวขึ้นสู่ระดับที่สูงยิ่งขึ้นได้ และสร้างเกียรติยศมากมายแก่ตระกูล
ลั่วถูในตอนนี้ไม่ได้คิดถึงวิธีที่จะสร้างเกียรติสักนิด เขาคิดเพียงต้องมีชีวิตรอดให้ได้เท่านั้นเอง พิษมารแล่นเข้าสู่หัวใจ แม้จะกินยาต้านมารทั้งหมดที่มีไปแล้ว ทว่าพลังสีเทายังคงแผลงฤทธิ์ทำให้ผิวหนังเขาให้กลายเป็นสีเทาอยู่ดี เขาขอเพียงยืดเวลาออกไปได้อีกสักหน่อย ถ้าสามารถไปฐานที่พักของเผ่ามนุษย์ได้ อาจซื้อยาต้านพิษมารระดับสูงได้ หรือไม่ก็เชิญผู้เชี่ยวชาญมาถอนพิษให้ได้
“ข้าจะตายจริงๆอย่างนั้นหรือ?” ข้างหน้าของลั่วถูพลันมืดมิด ศิลายักษ์ตรงหน้าราวกับจะสั่นไหวไปด้วย ศพบนหลังก็หนักอึ้งราวภูเขา เขาอยากจะวางมันลงเหลือเกิน แต่ก็ไม่อยากยอมแพ้… ทันใดนั้นเอง! รูปภาพแปลกประหลาดที่สร้างขึ้นจากลายเส้นง่ายๆ ถักสานขึ้นเป็นภาพก็ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา!
“รูปเต่าลึกลับแบกหิน…” ลั่วถูรู้สึกว่ามันพิลึกพิลั่นสิ้นดี ตอนที่เขาเห็นเส้นสายเชื่อมโยงกันเป็นภาพ ในหัวก็ราวกับได้ยินเสียงบางอย่างที่ไม่ชัดเจนเท่าไรนัก สายตาพร่ามัว ทิวทัศน์ตรงหน้าวูบไหว ทำให้ภาพเต่าลึกลับแบกหินดูคล้ายจะขยับได้
“ข้าตาฝาดหรือ?” ลั่วถูขยี้ตา เขารู้สึกว่าพิษเริ่มส่งผลต่อจิตใจของเขา ทำให้สายตาพร่ามัว หลังจากขยี้ตา เมื่อมองอีกทีภาพเต่าลึกลับแบกหินกลับกลายเป็นเพียงรอยตัดง่ายๆ ไม่กี่รอย ซ้ำยังแข็งทื่อไม่ขยับ เขาเองก็ไม่ต่างอะไรกับสรรพชีวิตมากมายที่ต้องผิดหวังมาหลายพันปี เพราะศิลากำเนิดเทพได้สูญเสียจิตวิญญาณไปแล้ว ไม่อาจทำให้ใครรู้แจ้งได้อีก ทั้งหมดที่เห็นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพหลอนเท่านั้นเอง
ผลจากการโจมตีของหมื่นดวงดาวในครั้งนั้น ทำให้ศิลากำเนิดเทพได้ใช้พลังทั้งหมดของมันไปแล้ว ถึงขนาดที่ว่าพลังวิญญาณของแผ่นดินต้นกำเนิดในบริเวณนี้ถูกสูบไปจนเกลี้ยง แม้จะปกป้องต้นกำเนิดของโลกซิงเหินไว้ได้ ทว่ามันกลับทำให้แผ่นดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ไร้ใครเทียม ต้องกลายเป็นเพียงแผ่นดินธรรมดาไปกว่าร้อยปี สุดท้ายแผ่นดินต้นกำเนิดก็ถูกชนเผ่าต่างๆ ทอดทิ้ง พวกเขาย้ายไปดินแดนและดวงดาวรอบข้างที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณ แถมพวกเขายังนำศิลาสงครามของตนไปด้วย แต่ยังคงส่งคนที่ระดับฝึกตนต่ำมาเฝ้าศิลากำเนิดเทพไว้ เมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนานที่นี่ก็กลายเป็นโลกชั้นล่าง หลงเหลือไว้เพียงความทรงจำของศิลากำเนิดเทพ
“แปลกจริง…” เมื่อลั่วถูคิดว่าตัวเองตาฝาด ภาพเต่าลึกลับแบกหินกลับขยับขึ้นมาอีกครั้ง แถมยังมีแสงกะพริบเคลื่นที่วูบไหวราวกับพายุหมุนอยู่บนเต่าลึกลับอีกด้วย… มันช่างเป็นความรู้สึกที่แปลกเหลือเกิน พิษมารทำให้เขาตาพร่ามัวจนทำให้เขาเห็นเป็นเงาประหลาด ที่มองแล้วชวนให้นึกถึงถุงศพที่เขาแบกอยู่ ท่าทางที่คุกเข่าข้างหนึ่งและเงยหน้าขึ้น เหมือนกับเต่าลึกลับที่ถูกทับเงยหน้าขึ้นและแบกหินอย่างยากลำบาก… ชั่วขณะนั้นเองราวกับชะตาบันดาล พลังในร่างขับเคลื่อนจุดแสงให้โคจรอย่างไม่อาจห้ามได้ จนกระทั่งรู้สึกว่าจู่ๆ เส้นลมปราณในร่างก็เกินการเคลื่อนไหวขึ้น
ถึงแม้ลั่วถูจะยังไม่ได้เปิดวิญญาณ แต่การอยู่ที่สำนักจ๋าเสวียและได้เรียนรู้มาหลายปี ตำแหน่งของจุดลมปราณในร่างย่อมไม่ใช่ความรู้ไกลตัวสักนิด แน่นอนว่าเหตุผลบางส่วนเป็นเพราะเขามาจากตระกูลที่ได้รับการศึกษามาอย่างดี ตอนที่เขาเคลื่อนลมปราณที่แสนอ่อนแอไปในร่างกายให้ไหลตามทิศทางของจุดแสง กลับรู้สึกว่าใต้พื้นดินมีแหล่งน้ำเย็นขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ เมื่อมันไหลผ่านระหว่างฝ่ามือที่สัมผัสกับพื้นดินเข้าสู่ร่างกาย ถุงศพที่แบกไว้พลันรู้สึกเบาขึ้นเล็กน้อย…
ถุงศพที่เบาขึ้นเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบายและหาที่เปรียบได้ ทั้งยังทำให้ความคาดหวังในใจของลั่วถูถูกเติมเต็มอีกด้วย ลมปราณในร่างไหลเวียนอย่างรวดเร็ว แผ่นดินที่หนักแน่นหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายในพริบตา จากร่างกายที่อ่อนแอในคราแรกราวกับถูกเปลี่ยนเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่กระทั่งพิษมารก็ไม่อาจกล้ำกรายได้
“อั่ก!” ลั่วถูกระอักเลือดสีเทาเข้มออกมาอึกใหญ่พร้อมกลิ่นคาวคลุ้ง แต่เมื่อได้กระอักเลือกออกมาก็รู้สึกสบายตัวขึ้นในทันที ถึงขนาดกลับมาแบกถุงศพได้อีกครั้งในพริบตา เพียงแค่นึกถึงภาพเต่าลึกลับแบกหิน ลั่วถูในตอนนี้ก็ไร้ซึ่งความลังเลอีกต่อไป เขาแบกศพมุ่งหน้าไปยังค่ายทหารที่ใกล้ที่สุด ท่าทางพิษมารจะถูกสะกดเอาไว้ในเวลาอันสั้น และมีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าจะสะกดพิษมารไปได้อีกนานแค่ไหน ดังนั้นยิ่งไปให้ถึงค่ายทหารได้เร็วเท่าไร ความหวังที่จะรอดชีวิตก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แถมหลังจากได้ขับเคลื่อนลมปราณไปเมื่อครู่ แรงกดดันที่ทับอยู่บนร่างกายเองก็ดูเหมือนจะเริ่มเบาลงทุกทีเช่นกัน
[1] เจียว คือ สัตว์อสูรรูปร่างคล้ายมังกรอาศัยอยู่ในน้ำ เจียวเป็นสัตว์เทพที่มีศักดิ์ต่ำกว่ามังกรอยู่ขั้นหนึ่ง ในตำนานจีนโบราณกล่าวว่า งูบำเพ็ญ500ปีจะกลายเป็นเจียว เจียวบำเพ็ญ1000ปีถึงจะกลายเป็นมังกร
------------------------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดต
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลย~
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
สนามรบฝานเหริน
สนามรบฝานเหรินนั้นช่างกว้างใหญ่ไพศาล มีคนเคยกล่าวไว้ว่าแท้จริงแล้วที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินต้นกำเนิด แต่เป็นเพราะศิลากำเนิดเทพ ที่นี่แห่งนี้จึงถูกตัดขาดออกจากแผ่นดินต้นกำเนิด ตอนแรกที่นี่เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนใฝ่หา ทว่าต่อมากลับต้องกลายเป็นสนามรบโดยเฉพาะ
สงครามไม่เคยไร้จุดหมาย บางครั้งเป็นเผ่าปีศาจเป็นผู้จุดชนวนสงคราม บางครั้งเป็นเผ่ามาร และมีบางครั้งที่เป็นเผ่าผี โดยปกติแล้วสงครามส่วนมากมักเริ่มต้นโดยห้าเผ่ามืด ราวกับว่าในสายเลือดของพวกเขามีสัญชาตญาณแห่งการต่อสู้อันดุดันไหลเวียนอยู่ทั่วสรรพางค์กาย เผ่าปีศาจมีความสามารถในการขยายเผ่าพันธุ์อย่างรวดเร็ว แต่อาณาเขตกลับไม่ใหญ่พอ เมื่อมีจำนวนประชากรมากถึงระดับหนึ่ง ก็ทำได้เพียงลดจำนวนคนในเผ่าผ่านสงคราม หรือปล้นสะดมทรัพย์สมบัติ อีกทั้งใช้วิธีนี้สร้างประชากรชั้นสูงในเผ่า สร้างโอกาสให้สมาชิกเผ่าได้ทะลวงขึ้นสู่ระดับที่สูงยิ่งขึ้นและก้าวขึ้นสู่โลกชั้นที่สูงยิ่งขึ้นไป
ถิ่นฐานของเผ่ามนุษย์นั้นอยู่ทางฝั่งตะวันออกของศิลากำเนิดเทพ มีลักษณะเป็นป้อมไม้ทรงกลมมีอาณาเขตกว้างราวสิบลี้[1] ที่สร้างขึ้นบนเนินเขา หลังกำแพงที่ตั้งอยู่บนเนินเขาลาดชันซึ่งสร้างด้วยไม้และหินนั้นสามารถเห็นเงาของท่อนไม้ยักษ์ได้อย่างอยู่ไกลๆ ถ้ามีคนคิดจะบุกโจมตีค่ายเมื่อใด คนพวกนั้นจะต้องเจอเข้ากับท่อนไม้ยักษ์ที่กลิ้งลงโจมตี ต่อให้เป็นระดับศิษย์สงครามทั้งหมด หากถูกท่อนไม้ยักษ์กลิ้งทับเข้า เกรงว่าคงกลายเป็นแผ่นเนื้อบดในทันที และใช่ว่าใครหน้าไหนจะบุกมาถึงป้อมไม้นี้ได้ง่ายดายตามอำเภอใจแต่อย่างใด ป่าไม้ถูกถางจนกลายเป็นพื้นที่เปิดโล่งผืนหนึ่ง ไม่มีทางที่จะเข้าใกล้ป้อมไม้โดยรอดพ้นจากสายตาของหอสังเกตการณ์ที่สูงถึงสิบจั้งได้แน่นอน
เมื่อลั่วถูมาถึงหน้าป้อมไม้ ยามที่พระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าเข้าสู่ภูเขาที่อยู่ห่างไกลนั้นเอง ทว่าบรรยากาศหน้าป้อมกลับไม่ได้เงียบสงบแม้แต่น้อย มีคนขนศพจำนวนมากเร่งฝีเท้าเดินกลับป้อม และคนเก็บกวาดสนามรบก็รีบเร่งกลับค่าย ทั้งยังมีบางส่วนที่ขนส่งเสบียงอีกด้วย ทหารที่รับหน้าที่ตัดไม้หาฝืนก็เริ่มกลับที่ของตนเช่นกัน
ลั่วถูเห็นกลุ่มนักรบเผ่ามนุษย์ลากรถที่ขนซากสัตว์ป่าจากทุกสารทิศทยอยกลับมา มีคนที่กลับมาจากป่า มีคนกลับมาจากที่รกร้าง มีทั้งคนที่กลับมาจากสนามรบ และมีคนที่เดินกลับมาจากแม่น้ำด้วยเช่นกัน… โดยรวมแล้วช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตกดิน เป็นเวลาที่ป้อมปราการไม้วุ่นวายมากที่สุด ดูเหมือนทุกคนจะวุ่นวายกับการขนข้าวของเต็มมือกันเต็มไปหมด แต่ก็ยังปรากฏที่สีหน้าเป็นทุกข์อยู่ดี มีทหารที่บาดเจ็บทั้งกอง ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในสนามรบก็จริง ทว่าสัตว์ป่าเองก็อันตรายไม่แพ้กัน แถมยังมีเผ่าต่างๆ ที่มาล่าสัตว์เหมือนกันอีกด้วย
ในแผ่นดินต้นกำเนิดนี้อาชีพคนขนศพนับเป็นอาชีพที่ต่ำต้อยแต่พวกเขากลับไม่ถูกพวกนักรบเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด เพราะไม่มีนักรบคนไหนรู้ว่าหลังจากที่ตนก้าวเข้าสู่สนามรบแล้ว ตนจะรอดกลับมาได้ ดังนั้นสำหรับคนขนศพแล้ว อย่างน้อยในค่ายทหารนี้ก็ได้รับการดูแลบ้าง โดยเฉพาะหลังสงคราม การได้พาเพื่อนร่วมเผ่าที่ไปรบกลับบ้าน นับเป็นเกียรติของพวกเขา
“ลั่วอูฐ!” เสียงแห่งความยินดีช่วยให้ลั่วถูตั้งสติและดึงตัวเองออกมาจากมิติพิศวงได้ในทันที ภาพเต่าลึกลับยังคงวนเวียนอยู่ในสมองของเขาไม่หยุด พลังอันหนาแน่นคอยประคับประคองให้ร่างกายของเขาดูดซับมันอย่างเชื่องช้า เจ้าสิ่งนี้เองที่ทำให้เขาสามารถแบกศพที่หนักถึงหนึ่งร้อยกว่าจิน[2] จากศิลากำเนิดเทพกลับมาถึงค่ายทหารเป็นระยะทางกว่าร้อยลี้ได้ จะเรียกว่าปาฏิหาริย์ก็คงไม่ผิดนัก…
“อ๊ะ!” ลั่วถูได้สติกลับมาอีกครั้ง และหยุดโคจรปราณที่ได้รับมาจากภาพเต่าลึกลับแบกหินในทันที และกระอักเลือดเสียออกมาอีกครั้ง เลือดสีเทาเข้มส่งกลิ่นฉุนรุนแรง ในขณะที่เขาถอนจิตออกจากภาพมิตินั้นก็ราวกับเสาหลักที่คอยค้ำจุนต้านทานอาการบาดเจ็บได้ถูกถอดออกไป ทำให้บาดแผลบนร่างแผลงฤทธิ์อีกครั้ง
“ลั่วอูฐ!” เสียงนั้นรีบรุดใกล้เข้ามา ลั่วถูมองเห็นใบหน้าที่เป็นกังวล เขาคือซ่งตง ศิษย์จากสำนักจ๋าเสวียเหมือนกันและยังเลือกเป็นอาชีพคนขนศพด้วยกันนั่นเอง
“ซ่งตง เจอหน้าเจ้าทีไร ดูเหมือนข้าจะโชคร้ายไปเสียทุกที…” ลั่วถูยิ้มอย่างสลดใจ ถ้าหากบอกว่าเขายังมีเพื่อนละก็ ซ่งตงคือหนึ่งนั้น เมื่อเขาเห็นซ่งตงเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ค่ายทหารก็อยู่ตรงหน้าแล้ว คงพอจะรักษาชีวิตน้อยๆ นี้ไว้ได้
“พูดไร้สาระให้มันน้อยๆ หน่อย ทำไมถึงบาดเจ็บขนาดนี้… สีเทา… นะนี่เจ้าถูกพิษมาร!” ซ่งตงรีบเข้าพยุงตัวลั่วถูไว้ กลับเห็นผิวหนังบริเวณไหล่ของลั่วถูกลายเป็นสีเทา สีของเลือดก็เป็นเทาเข้ม จึงตกใจอย่างช่วยไม่ได้
“อย่างเจ้าคงไม่ยากจนถึงขนาดยาต้านมารก็ไม่มีปัญญาพกไปสนามรบหรอกนะ!” ซ่งตงรีบนำขวดหยกสีเทาออกจากกระเป๋า เทยาต้านมารออกมาหลายเม็ด และกรอกใส่ปากของลั่วถูทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดอะไร
“สหาย มาช่วยกันหน่อย…” ในขณะที่ซ่งตงป้อนยาให้ลั่วถู ก็ได้นักรบในละแวกนั้นช่วย นำถุงศพที่ลั่วถูแบกมาไปไว้บนรถที่ว่างเปล่าคันหนึ่ง
เมื่อถึงหน้าป้อมไม้ ไม่มีใครบังอาจขโมยผลงานกันในเวลาแบบนี้ นี่คือการให้เกียรติคนในเผ่าและให้เกียรติคนขนศพเช่นกัน ถ้ามีศพของบุคคลสำคัญที่ต้องส่งจากสนามรบกลับไปยังแผ่นดินต้นกำเนิด บนถนนจะมีแต่คนมายื้อแย่งกันทำภารกิจศพนี้ ทว่าในสนามรบแห่งนี้กลับไม่เกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้น เพราะที่นี่คนส่วนมากเป็นทหาร หากบังเอิญเจอกับพวกนักล่ารางวัลระหว่างทางเข้า พ่อค้าไร้ยางอายพวกนั้นย่อมไม่ลังเลที่จะลงมือแย่งผลงานเป็นแน่ แต่ในเมื่อค่ายทหารอยู่เบื้องหน้าแล้ว ลั่วถูกับซ่งตงไม่ต้องกังวลถึงปัญหานี้เลย
“เปล่าประโยชน์ ข้าหลงอุบายของเจ้าลูกสุนัขเผ่ามารเข้า ยาต้านมารธรรมดาไม่มีประโยชน์แล้ว! พาข้าไปพบท่านหมอฉิงเถอะ” ลั่วถูยิ้มอย่างขมขื่น ยาของซ่งตงกับยาที่เขาเตรียมไว้คุณภาพไม่ต่างกันมาก ล้วนเป็นของราคาถูก เป็นยาระดับทั่วไป ยาต้านมารระดับสูงมีราคาสูงกว่ายาทั่วไปถึงสิบเท่า อย่างไรเสียคนขนศพมีใครบ้างที่ไม่ได้ทำเพราะตั้งใจเอาคะแนนความสำเร็จไปแลกกับยาเปิดวิญญาณ ใครจะไปยอมเอาคะแนนมากถึงสิบเท่าไปแลกกับของอย่างยาต้านมารกัน
“ถึงอย่างนั้นเจ้าก็ยังเดินกลับมาได้ ดูท่าคนอย่างเจ้าจะยังไม่ถึงคราวตาย… ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย!” ซ่งตงให้ลั่วถูขึ้นรถคันนั้น และเขาวิ่งตามอยู่ข้างหลัง
สำหรับคนขนศพที่ได้ลงทะเบียนไว้ ค่ายทหารก็ไม่ได้ละเลยขอเพียงมีป้ายคาดเอวก็เข้าไปได้ทันที อย่างไร้สิ่งกีดขวาง นักรบโดยทั่วไปจะเข้าใจหัวอกคนขนศพเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อพบคนขนศพที่บาดเจ็บกำลังแบกศพเพื่อนร่วมเผ่ากลับมา หากใครพอช่วยเหลือได้ ก็ไม่มีใครเกี่ยงลงมือ ดังนั้นซ่งตงจึงพยุงลั่วถูเข้าป้อมทันที หลังจากเข้าป้อมแล้ว ซ่งตงถือป้ายของลั่วถูไว้ นำถุงศพมอบให้หัวหน้ากองผู้เฝ้าประตูป้อม การทำเช่นนี่นับเป็นการส่งภารกิจเรียบร้อยแล้วและคะแนนจะส่งให้เจ้าของป้ายเอง แน่นอนว่าศพที่ส่งมอบผ่านหัวหน้ากอง รางวัลของหัวหน้ากองได้ส่วนแบ่งไปต้องไม่น้อยแน่ รางวัลที่ตระกูลของผู้ตายมอบให้ต้องแบ่งในหัวหน้ากองครึ่งหนึ่ง แต่เวลานี้ลั่วถูไม่มีทางเลือกแล้ว ที่เขามายังค่ายทหารก็เพราะต้องการการคุ้มครองนั่นเอง เช่นนั้นก็มีแต่ต้องยอมถอยให้สักก้าว
……
สำหรับลั่วถูที่มีชีวิตกลับมาถึงป้อมทหารได้ ทำเอาท่านหมอฉิงประหลาดใจอย่างมาก จากที่เขาสังเกตพิษอยู่รอบนอกหัวใจของลั่วถู แม้พิษจะยังไม่เข้าสู่หัวใจ แต่ก็ส่งผลต่อหัวใจไม่น้อย ขอเพียงพิษมารยังไม่เข้าสู่หัวใจยาต้านมารขั้นสูงก็เพียงพอจะช่วยชีวิตน้อยๆ ของเขาได้
สถานการณ์ตรงหน้านี้แม้แต่ท่านหมอฉิงเองก็ยังคาดไม่ถึง เพราะดูราวกับว่ามีกำแพงล่องหนคอยขัดขวางไม่ให้พิษมารเข้าสู่หัวใจอยู่ หากช้าอีกเพียงนิดพิษมารคงเข้าสู่หัวใจไปแล้ว ถึงตอนนั้นลั่วถูคงไม่รอดแล้วจริงๆ ในสถานการณ์แบบนี้เขาพูดได้แค่ว่าลั่วถูโชคดีเหลือเกิน แต่สำหรับยาต้านมารระดับสูงนี้ ลั่วถูก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนไปไม่น้อยแพงระยับ การหาศพครั้งนี้นับว่าสูญเปล่าเสียแล้ว คะแนนส่วนนั้นถูกท่านหมอฉิงรับไปหมดแล้ว แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะชีวิตสำคัญกว่ามากนัก อีกทั้งราคาของท่านหมอฉิงก็นับว่ายุติธรรมอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงนับได้ว่าเขาคือขุนพลใหญ่ของเรือนพยาบาลประจำกองทัพนี้นั่นเอง
หลังจากได้กินยาต้านมารขั้นสูง ลั่วถูถูกซ่งตงพาตัวมาพักในศาลาเรียบง่ายแห่งหนึ่งที่มุมของค่ายทหาร ถึงแม้กองทัพจะไม่ได้ดูถูกคนขนศพ แต่คนขนศพก็มีตำแหน่งต่ำมาก อีกทั้งยังเป็นคนธรรมดาทั้งหมด จึงแบ่งพื้นที่ตรงมุมหนึ่งของค่ายให้คนขนศพและคนงานของกองทัพอยู่รวมกันที่นั่น
ลั่วถูเหนื่อยมากจริงๆ ถึงจะจัดการเรื่องการรักษาได้แล้ว แต่ภายใต้การกัดกร่อนของพิษมาร เขาก็แทบจะทรุดตัวนอนลงโดยไม่สนว่าสภาพแวดล้อมจะแย่สักแค่ไหน เมื่อหัวถึงพื้นก็หลับลึกเสียจนฟ้ามืด นี่ทำให้ซ่งตงถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทรัพยากรพวกนั้น ลั่วถูยังโชคดีที่รอดกลับมาได้ แต่คนขนศพที่ออกไปคราวนี้ไม่ได้มีเพียงลั่วถูคนเดียวแต่อย่างใด ในสงครามครั้งนี้ดูเหมือนมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น จากที่เขารู้มา คนขนศพที่ออกไปหลายวันมานี้เกรงว่ากลับมาได้ไม่ถึงครึ่ง บางทีอาจมีบางส่วนที่ตายเพราะกับดักจากเผ่าอื่นเหมือนลั่วถู และยังมีบางส่วนที่ถูกสังหารโดยสัตว์ป่าเช่นกัน นี่คือความจริงอันโหดร้าย
แท้จริงแล้วซ่งตงทราบดีว่า สัตว์ป่ามากมายในสงครามครั้งนี้ไม่ใช่สัตว์ที่มีต้นกำเนิดที่นี่ แต่เป็นสัตว์ที่ผู้มีอำนาจจากโลกชั้นสูงเปิดประตูมิติส่งมันมา นี่คือสนามรบและในขณะเดียวกันก็เป็นลานฝึกฝนเช่นกัน พวกเขาทั้งล่าสัตว์และล่าชนต่างเผ่า บรรดาเผ่าในโลกชั้นสูงไม่ได้สนใจว่าลานฝึกฝนบนโลกชั้นล่างจะมีคนตายมากน้อยเท่าไร พวกเขาสนแค่ว่าหลังจากสงครามจบลงจะสามารถสร้างนักรบชั้นสูงได้มากเท่าไร และพวกมดแมลงที่ยังเปิดวิญญาณไม่ได้แบบคนขนศพ ก็ไม่ถูกนับว่ามีชีวิตอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว
ซ่งตงมองลั่วถูที่หลับลึกแต่ตัวเขาเองกลับเขาไม่ลง เพราะเขารู้ดีว่าคืนนี้เป็นคืนที่ผิดปกติจากข่าวที่ผู้อาวุโสในตระกูลส่งมา ตระกูลซ่งมีเครือข่ายใหญ่กว่าตระกูลลั่วมาก แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่ลูกหลานสายตรงเหมือนลั่วถู ดังนั้นถึงแม้เขาจะมาจากตระกูลระดับหก ทว่ากลับไม่มีโอกาสเปิดวิญญาณครั้งที่ห้า ทำได้เพียงพยายามด้วยตัวเองที่โลกเบื้องล่างตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่เขากลับยังคงได้รับข่าวสารบางอย่างจากทางตระกูลได้อยู่ดี
“ลั่วถู เจ้าไม่ควรมาที่ค่ายทหารนี้เลย…” ซ่งตงยิ้มด้วยความขมขื่นอย่างฉับพลัน แต่ถ้าลั่วถูมาไม่ถึงค่ายทหารนี่ ก็คงไม่รอดมาถึงตอนนี้…
[1] ลี้ คือ หน่วยวัดระยะทางของจีนโบราณ 1ลี้เท่ากับประมาณ500เมตร
[2] จิน คือ หน่วยวัดน้ำหนักของจีน 1จินเท่ากับ500กรัม
------------------------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดต
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลย~
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ