ปะป๊าของผมเป็นตัวร้าย (mpreg)
ข้อมูลเบื้องต้น
โอบกอดลืมตาขึ้นมาอีกครั้งในร่างของเด็กทารก ก่อนพบว่าปะป๊าของเขาเป็นตัวร้ายส่วนหม่าม้าเป็นตัวประกอบผู้น่าสงสารที่โดนนายเอกกลั่นแกล้ง ทั้งปะป๊ายังเกลียดชังลูกชายอย่างเขาเข้าขั้นรุนแรง จ้องจะเขี่ยทิ้งทุกครั้งที่มีโอกาส แต่ไป ๆ มา ๆ ไฉน คุณปะป๊าถึงได้ตามดูแลลูกชายคนนี้ราวกับรักนักรักหนา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นบอกว่าไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดมา แต่ถึงจะดีอย่างไรลูกชายคนนี้ก็ไม่ให้อภัยหรอกนะ เชิญโบ้และเจ็บช้ำใจต่อไปเถอะ!
"ฉันไม่มีทางหลงรักเด็กที่ไม่ได้เกิดมาจากความตั้งใจ เด็กคนนั้นคือความผิดพลาดของฉันและเธอไม่มีค่าอะไรในสายตาฉัน!"
นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของนักเขียน ตัวละคร สถานที่เป็นสิ่งสมมุติขึ้นโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ติดเหรียญอ่านล่วงหน้าตั้งแต่ตอนที่15เป็นต้นไปค่ะ
บทนำ
บริเวณซอกแคบข้างโซฟามีร่างของเด็กหนุ่มวัยมัธยมปลายกำลังยืนมองบุพการีของตนเองทะเลาะกันด้วยสายตานิ่งเฉยเนื่องจากเขาเห็นภาพนี้เป็นประจำจึงไม่ได้รู้สึกอะไรกับการทะเลาะกันของคนทั้งสอง เป็นไปได้ก็อยากเดินหนีเลยด้วยซ้ำแต่การกระทำนั้นอาจเป็นการดึงดูดความสนใจเขาจึงเพียงยืนนิ่งอยู่กับที่ทำเสมือนว่าไร้ตัวตน แต่ถึงจะพยายามแค่ไหนก็ถูกสนใจอยู่ดี
“แกด้วยอีกคน โตจนจะเข้ามหาลัยอยู่แล้วยังทำอะไรที่มีประโยชน์ไม่ได้ เงินก็ไม่มีให้ฉันสักบาท ไม่มีอะไรดีเหมือนลูกคนอื่นเสียชาติเกิดจริง ๆ!” คำก่นด่าแสนรุนแรงถูกพ่นออกจากปากผู้เป็นแม่ เสียดแทงเข้าไปกลางใจคนฟังแม้จะได้ยินประโยคเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่เคยชินกับมันเสียที เขายังเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้ยิน ยังเสียใจที่ตนเองดีได้ไม่เท่าลูกบ้านอื่น ทั้งที่ตลอดมาเขาก็พยายามมาตั้งมากมาย ไม่ว่าจะทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียน รับผิดชอบในสิ่งที่สามารถแบ่งเบาภาระได้ แต่คนในครอบครัวกลับไม่เคยเห็นเพียงเพราะเขาไม่ได้หาเงินมาให้พวกท่านใช้
“มันไม่มีประโยชน์เหมือนแกนั่นแหละ ไม่รู้จะปล่อยให้มันเกิดมาเป็นภาระทำไม!” คราวนี้เป็นคำต่อว่าจากผู้เป็นพ่อ เขาเห็นด้วยนะว่าปล่อยให้เขาเกิดมาทำไม ในเมื่อไม่มีใครรักหรือต้องการเขาจริง ๆ เลยสักคน
“ถามตัวแกเองเถอะ อยากมีไอ้มารหัวขนนี่ไว้เลี้ยงดูยามแก่ แต่เป็นไงล่ะสุดท้ายก็มาเป็นภาระซ้ำยังโง่เหมือนพ่อมัน!”
“กูไม่ได้โง่เว้ย เดี๋ยวก็ตบปากให้!” ว่าแล้วก็พุ่งเข้ามาหาภรรยาด้วยแรงอารมณ์ ทั้งเขย่าทั้งกระชาก โอบกอดที่กลัวว่าแม่จะเป็นอะไรรีบพุ่งเข้ามาห้ามด้วยว่าบิดาเป็นคนโมโหร้าย อาจพลั้งมือทำรุนแรง
“พ่อหยุดได้แล้ว อย่าทำแม่!”
“ปล่อยนะ ไอ้ผัวไม่ได้เรื่อง ปล่อย!”
“ไม่ปล่อยเว้ย กูจะเอาให้มึงตายคามือกูนี่แหละ!”
ยื้อหยุดฉุดกระชากกันอยู่นานก่อนฝ่ายชายจะลงมือตบไปที่ใบหน้าภรรยาจริง ๆ โอบกอดที่พยายามห้ามปรามโดนลูกหลงไปด้วยเมื่อดึงแขนบิดาไว้ไม่ให้กระทำต่อ
ร่างของเด็กหนุ่มล้มลงกับพื้น มองภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกใจเสียเมื่อการทะเลาะกันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เขาทนเห็นภาพที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายถูกกระทำไม่ได้จึงเอาตัวเข้าไปขวาง ครั้งนี้จึงโดนตบเข้าไปเต็ม ๆ เสียหลักล้มไปทางโซฟาหัวโขลกเหลี่ยมไม้
โอบกอดรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดบริเวณศีรษะเขายกมือขึ้นกุมบาดแผลเมื่อได้กลิ่นคาวเลือดชวนอาเจียน ก่อนเงยหน้าขึ้นมองมารดาถูกทุบตีโดนทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะภาพทุกอย่างกำลังเลือนลางเขาจึงตัดสินใจโทรแจ้งตำรวจเพราะรู้ว่าตนเองไม่สามารถหยุดการทะเลาะกันได้
เมื่อฝากความหวังไว้ที่เจ้าหน้าที่แล้วรอยยิ้มปล่อยวางจึงปรากฏขึ้นบนริมฝีปากก่อนร่างทั้งร่างจะล้มพับอย่างหมดแรงพร้อมคำอธิษฐานทิ้งท้ายไว้
เกิดใหม่กี่ชาติก็ขออย่าให้พบเจอครอบครัวเลวร้ายแบบนี้อีกเลย…
บทที่1 ความรักที่ปราถนา
ภายในห้องพิเศษของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งมีร่างของชายหนุ่มหน้าตาน่ารักกำลังอุ้มเด็กน้อยวัยแรกเกิดไว้ในอ้อมแขนด้วยความรักใคร่ นิ้วเรียวเขี่ยแก้มกลมของลูกชายพลางยิ้มเอ็นดู ในใจนึกไปถึงผู้เป็นพ่อ ตั้งแต่วันที่เขาเข้าโรงพยาบาลจนถึงวันออกอีกฝ่ายยังไม่มาเยี่ยมเขาเลย แม้แต่ข้อความไถ่ถามยังไม่มีมาถึง
ความรู้สึกเศร้าใจก่อเกิดขึ้นแต่ทุกอย่างก็พลันหายไปเมื่อมือเล็กของลูกน้อยกำรอบนิ้วชี้ ดึงความสนใจของผู้เป็นแม่ให้ไปตกอยู่ที่ตนเอง
“ว่าไงครับตัวเล็ก อยากกลับบ้านหรือยัง?” โอบเอื้อถามแก้วตาดวงใจ แต่ลูกชายเพียงลืมตามองนิ่งๆ ไม่นานก็หลับไป
“ว้า หลับเสียแล้ว ยังไม่ทันคุยกับหม่าม้าเลย” โอบเอื้อพูดด้วยท่าทีเสียดาย ตั้งแต่วันคลอดจนมาถึงวันนี้เขายังไม่เคยได้ยินเสียงลูกร้องสักแอะ กินนมเสร็จก็นอนไม่มีงอแง ไม่สบายตัวก็แค่ลืมตามองแม่ ทำเอาเขารู้สึกประหลาดใจที่ลูกชายแตกต่างจากเด็กคนอื่น แต่เป็นแบบนี้ก็ดีลูกเขาจะได้ไม่ไปสร้างความรำคาญใจให้ใครในบ้าน
โอบเอื้อยิ้ม แต่นั่งจ้องเด็กน้อยได้ไม่ทันไรเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ก่อนคนด้านนอกจะผลักเข้ามา ในใจของคนรอคาดหวังให้เป็นพ่อของลูกแต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อมันไม่ใช่อย่างที่คิด
“กลับกันเถอะครับคุณโอบเอื้อ” บอดี้การ์ดนามว่าโชคเอ่ยบอกคนของเจ้านาย มองเห็นแววตาผิดหวังคู่นั้นแล้วก็เข้าใจว่าเป็นอะไรแต่ไม่ได้ให้ความสนใจมากพอ
“ครับ โอบเอื้อพยักหน้าอุ้มลูกชายเดินออกจากห้อง
คุณแม่ลูกอ่อนสอดส่องสายตาเข้าไปในรถเมื่อเห็นว่าไม่มีคาร์ซีทติดอยู่ คนที่เป็นห่วงความปลอดภัยของลูกจึงหันไปถามคนสนิทของชวินด้วยความเกรงใจปนกลัวถูกด่า เพราะสถานะของเขาตอนนี้ไม่ได้อยู่สูงพอให้สั่งใคร
“ขอโทษนะครับ พอดีรถไม่มีคาร์ซีทเด็กแรกเกิด ผมไม่ค่อยไว้ใจให้ลูกนั่ง”
บอดี้การ์ดสองคนที่ยืนอยู่ข้างรถหันมามองคนพูด ก่อนพวกเขาจะคร่อมศีรษะกล่าวขอโทษ
“จะรีบนำมาติดให้เดี๋ยวนี้ครับ ขออภัยที่ทำให้คุณโอบเอื้อไม่สบายใจ”
เมื่อโอบเอื้อไม่ได้ถูกต่อว่าอย่างที่นึกจึงยิ้มกว้างเอ่ยขอบคุณ เวลาผ่านไปไม่นานคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดก็ถูกนำมาติดตามต้องการ
รถคันหรูขับเข้ามาจอดในโรงจอดรถของบ้านหลังใหญ่หลักหลายล้าน โอบเอื้อมองเห็นว่ารถของผู้เป็นเจ้าบ้านจอดนิ่งอยู่ในโรงจอดรถยิ้มดีใจ รีบอุ้มลูกเดินเข้าไปในบ้าน
เมื่อเข้ามาถึงโถงเรือนโอบเอื้อจึงยืนนิ่งมองเจ้าของบ้านที่กำลังเดินลงมาจากบันได เมื่ออีกฝ่ายมองเห็นเขากับลูกจึงชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง มองมาด้วยสายตาเย็นชา
ชายในชุดสูทก้าวลงบันไดจนมาถึงขั้นสุดท้ายแต่แทนที่เขาจะหยุดให้ความสนใจลูกที่เพิ่งคลอดกลับเดินผ่านหน้าไปอย่างไม่ใยดี ทำให้โอบเอื้อต้องเรียกรั้งไว้แม้ความรู้สึกตอนนี้จะย่ำแย่จนแทบเอ่ยอะไรไม่ออกก็ตาม แต่ต้องกดความรู้สึกไม่ดีพวกนั้นลงแล้วทำเป็นว่าตนเองปกติ
“คุณชวินช่วยตั้งชื่อลูกให้หน่อยสิครับ น้องยังไม่มีชื่อเล่นเลย” โอบเอื้อเอ่ยทั้งรอยยิ้มขอร้อง ที่เขายังไม่ตั้งชื่อเล่นลูกเพราะรออีกฝ่าย อยากให้คนโตกว่ามีส่วนร่วมเมื่อลูกโตขึ้นจะได้ไม่นึกน้อยใจว่าพ่อไม่สนใจอะไรตัวเองเลย
ชวินหมุนตัวกลับมามองโอบเอื้อ เขาไล่สายตามองคนพูดตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนพ่นคำพูดแสนเจ็บปวดออกมา
“เธอกับเด็กนั่นไม่มีค่าพอให้ฉันต้องใส่ใจหาชื่อมาตั้งให้ สถานะเป็นแค่ผู้อยู่อาศัยก็เจียมตัวไว้หน่อย!” กล่าวจบก็เดินจากไป ทิ้งให้โอบเอื้อเจ็บช้ำใจกับคำพูดของตนเอง
น้ำตาหยาดใสรินไหลแต่โอบเอื้อก็รีบเช็ดมันออกก้มลงพูดกับเจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนด้วยท่าทางที่พยายามให้เป็นปกติมากที่สุด
“คุณปะป๊ายังไม่ได้คิดชื่อให้ น้องรอก่อนนะครับคนเก่ง”
“…” ไม่มีเสียงใดตอบกลับ มีเพียงแก้วตาใสมองมาด้วยความใสซื่อปนไม่เข้าใจ…สาบานว่าไม่เข้าใจ ยามนี้โอบกอดกำลังก่นด่าผู้ชายเมื่อครู่ด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจ อยากตะโกนให้ได้ยินว่าไม่ตั้งชื่อให้ก็แค่เดินหนีไม่สนใจ จะพ่นวาจาร้าย ๆ ออกมาทำไม แต่เขาดันทำแบบนั้นไม่ได้เพราะตอนนี้เขาเป็นเพียงเด็กทารกที่เกิดได้เพียงไม่กี่วัน ทั้งนี้ยังนึกเศร้าใจเมื่อหม่าม้าของเขาโดนกระทำแบบนี้
ชาติก่อนครอบครัวของเขาเลวร้ายทั้งพ่อทั้งแม่ แต่มาตอนนี้มารดาเขานั้นแสนดีที่สุด แต่ถูกทำร้ายจิตใจโดยผู้ชายคนเมื่อครู่เขาจึงสัญญาว่าจะปกป้องหม่าม้าของเขาเอง จะไม่ให้ใครมาทำร้ายหรือทำให้เสียใจเด็ดขาด แต่ตอนนี้เขาเป็นแค่เด็กแรกเกิดจึงทำได้เพียงมองหน้าผู้เป็นแม่ด้วยความห่วงใย แม้ภาพตรงหน้าจะเลือนลางเพราะสายตายังมองเห็นไม่ชัดก็ตาม
โอบกอดจำเรื่องราวชีวิตในชาติก่อนได้หมดทุกอย่าง รับรู้ว่าชีวิตที่แล้ว
บัดซบมากแค่ไหน พยายามแทบตายแต่ไม่มีใครมองเห็นหรือไม่เคยได้รับความรักจากครอบครัว มีเพียงคำต่อว่าและการกระทำรุนแรงให้ช้ำใจ
แต่มาตอนนี้เขาได้รับทั้งอ้อมกอดและความรักที่หวังมาตลอดแล้วเขาจึงอยากรักษามันไว้
โอบกอดยังจำวินาทีสุดท้ายที่เขาจะจากโลกใบเก่ามาได้ดี จำภาพเหตุการณ์ที่หัวชนกับขอบโซฟาหรือตอนโทรแจ้งตำรวจ หลังจากวางสายความรู้สึกปล่อยวางก็เข้ามาแทนที่ และตอนนั้นเขาก็เหนื่อยมากด้วยจึงได้ปิดเปลือกตาลงหวังพักเอาแรง แต่ใครจะไปรู้ว่าพอลืมตาขึ้นมาอีกทีเขากลับได้อยู่ในสถานที่ใหม่ที่ไม่คุ้นชิน
โลกอันมืดมิดมีเพียงตัวเขาคนเดียวอยู่ที่นี่ความรู้สึกว่างเปล่าและโดดเดี่ยวกัดกินหัวใจจนเขาหายใจไม่ออก ทั้งที่คุ้นชินกับความรู้สึกแย่ ๆ เหล่านั้นแต่ตอนนี้กลับรู้สึกสิ้นหวังเหลือเกิน
มันทรมาน เสียใจ ราวกับว่าความรู้สึกที่กำลังสะกดกลั้นมาตลอดหลายปีกำลังปะทุขึ้น
เด็กหนุ่มทรุดกายนั่งลงกับพื้นเมื่อหมดแรงที่จะยืนต่อ แววตาสับสนไม่เข้าใจว่าตอนนี้ตนเองเป็นอะไร แต่นั่งหาคำตอบท่ามกลางความรู้สึกอึดอัดได้ไม่ทันไรเสียงส้นรองเท้ากระทบกับพื้นก็ดังเข้ามาใกล้ โอบกอดเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง เจอเข้ากับชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในชุดสูทสีดำ สีหน้าและแววตาของอีกฝ่ายเรียบนิ่งติดเย็นชายิ่งทำให้คนมองรู้สึกอึดอัดมากกว่าเดิม แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้หลบสายตายังมองสังเกตว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใครทำไมถึงมาอยู่ที่นี่
“…”
“ ..”
ความเงียบกลืนกินบรรยากาศอยู่นานหลายนาทีเมื่อไม่มีใครยอมพูดอะไร
ทั้งสองมองสบตากันก่อนชายชุดดำจะเลิกคิ้วขึ้น
“มีอะไรสงสัยหรือเปล่า?” ถามพร้อมยิ้มมุมปาก เมื่อสายตาของอีกคนมองมาราวกับกำลังสงสัย
“คุณเป็นใคร”
“เป็นยมทูต”
“…”
โอบกอดจ้องมองนิ่ง
ตอนนี้ความรู้สึกอึดอัดกำลังลดน้อยลงลมหายใจจึงเริ่มเป็นปกติมากขึ้น
“มองอย่างนี้คือไม่เชื่อ?”
“เปล่า” โอบกอดส่ายศีรษะปฏิเสธ เขาหลุบตามองต่ำ เหตุการณ์ตอนนี้มันก็ไม่น่าเชื่ออยู่แล้ว ลองเชื่อคำพูดชายตรงหน้าดูคงไม่เสียหาย
“หึ แต่แววตาของเธอไม่ได้สื่ออย่างนั้น” ยมทูตหนุ่มเดินมาหยุดยืนตรงหน้าโอบกอด เขายื่นมือไปตรงหน้าเด็กหนุ่มเพื่อให้ใช้พยุงตัว ซึ่งโอบกอดก็ยอมรับไมตรีนี้ไว้ คว้ามือชายชุดดำออกแรงดึงตัวเองลุกขึ้นยืน
“ขอบคุณครับ” โอบกอดเอ่ยเสียงเบา ความรู้สึกอึดอัดมลายสิ้นตั้งแต่ตอนที่เขาจับมือคนตรงหน้า ความสบายใจเข้ามาแทนที่ราวกับมีพลังวิเศษที่สามารถช่วยเขาได้
“คุณรู้ไหมว่าทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่?” โอบกอดละสายตาจากมือชายชุดดำขึ้นมองหน้า
“เรื่องมันยาว เธออยากฟังจริง ๆ เหรอ?”
“ใช่ ต่อให้ยาวแค่ไหนผมก็อยากฟัง” โอบกอดยืนยัน
ยมทูตหนุ่มนามว่าอามินยิ้มมุมปาก เขายอมเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโอบกอดให้ฟัง
“เธอคือดวงวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทางเราส่งไปเกิดผิดที่ผิดเวลา ตอนนี้ฉันจึงต้องมารับวิญญาณเธอกลับไป” สีหน้าของคนเล่าดูไม่ทุกข์ร้อนกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่โอบกอดนั้นนึกโทษคนตรงหน้าไปแล้ว เพราะชีวิตที่ผ่านมามันเลวร้ายกับเขาเหลือเกิน
“คุณเป็นถึงยมทูต แต่ทำงานผิดพลาดแบบนี้ไม่รู้สึกระอาใจบ้างเลยเหรอ มันคือชีวิตของคนคนหนึ่งเลยนะ!”
“ใจเย็น ฉันรู้น่าว่าชีวิตที่ผ่านมาของเธอเป็นยังไง แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรมายืนยันสักหน่อยว่าถ้าเธอเกิดถูกที่เธอจะโชคดี”
“อย่างน้อยมันก็คงดีกว่าที่นี่!” โอบกอดสวนกลับอารมณ์ขุ่นมัว
“ถ้าอย่างนั้นฉันขอโทษ อีกอย่างตอนนี้ฉันกำลังจะส่งเธอไปเกิดใหม่ ก็ถือว่าฉันได้ไถ่โทษแล้วกัน” ชายหนุ่มบอกสีหน้ารู้สึกผิด แต่การส่งโอบกอดไปเกิดใหม่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมเพราะโลกเก่าโอบกอดได้สิ้นอายุขัยไปแล้ว เขาจึงต้องส่งอีกฝ่ายไปโลกใบใหม่
“ไม่ ผมไม่อยากเกิดใหม่แล้ว” โอบกอดปฏิเสธ เขากลัวการเจอครอบครัวใหม่ กลัวว่าตัวเองจะเผชิญกับเรื่องที่ทำให้เสียความรู้สึก เขาไม่ชอบ เขาไม่ต้องการ เขาอยากเป็นแค่วิญญาณลอยไปลอยมาไม่มีจุดหมาย
“ช่วยไม่ได้ล่ะนะ แต่นี่คือคำสั่ง” จบประโยคโลกสีดำก็หมุนควงทำเอาเวียนหัว ก่อนภาพทุกอย่างจะตัดไป
เรื่องราวดังกล่าวทำให้โอบกอดไม่รู้สึกตกใจที่มาเกิดเป็นลูกหม่าม้าโอบเอื้อ ยิ่งได้รับความรักและอ้อมกอดที่ไม่เคยได้มาตลอดชีวิตที่ผ่านมายิ่งทำให้เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจ มันมีความสุข รู้สึกดี ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่กลัว ถึงพ่อจะไม่รักก็ช่างแต่เขาจะใส่ใจแค่หม่าม้าของเขาคนเดียว เพราะหม่าม้าเป็นทุกอย่างของเขาแล้ว
โอบเอื้อพาลูกน้อยเข้ามาในห้องวางเจ้าตัวเล็กไว้บนเตียงเด็ก นั่งคุยหยอกล้อลูกชายที่ลืมตามองไม่ยอมหลับ พอได้คุยเล่นกับลูกก็ทำให้โอบเอื้อลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้ แม้จะแค่ชั่วคราวก็ตาม
บทที่2 ก็แค่ข้อผิดพลาดที่ไม่ได้ตั้งใจ
นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้วแต่โอบกอดยังไม่มีชื่อเรียกสักที เหตุเพราะหม่าม้าของเขายังรอให้ชายคนนั้นตั้งชื่อให้ แล้วก็ดูจะไม่ละความพยายามโดยง่ายด้วย เพราะหม่าม้าเรียกแทนตัวเขาแค่คำว่าน้อง หนู ตัวเล็กสารพัดคำใช้เรียกแต่ไม่มีชื่อเล่นหลุดออกมาให้ได้ยินแม้แต่น้อย ไหนจะอุ้มเขาไปรอชายคนนั้นกลับบ้านทุกวัน แต่ก็ไร้ซึ่งเงา เพราะนับตั้งแต่วันที่เขากลับจากโรงพยาบาลจนถึงวันนี้ยังไม่เจอเจ้าของวาจาร้ายกาจเลย ซึ่งเป็นแบบนี้ก็ดีเพราะเขาไม่อยากให้หม่าม้าได้ยินคำพูดทำร้ายจิตใจจากปากนายคนนั้น
ขณะนอนเล่นอยู่บนเตียง โอบกอดก็ถูกอุ้มขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน หม่าม้าคนสวยหยิบขวดนมมาใส่ปากให้ดูดพร้อมอุ้มไว้แแนบอก จังหวะเดียวกันก็มองมาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“คนเก่งของหม่าม้าน่ารักมากเลย ถ้าคุณปะป๊าได้อุ้มน้องต้องหลงรักเหมือนหม่าม้าแน่” ประโยคดังกล่าวดูจะโกหกลูกชายและตัวเองอยู่ในที ไม่มีทางหรอกที่ชวินจะหันมามองลูกชายที่เกิดจากโอบเอื้อ เพราะในใจของชายหนุ่มมีใครอีกคนจับจองไว้แล้ว
“ถ้าคุณปะป๊ามาน้องต้องอ้อนเยอะ ๆ นะครับ ทำให้คุณปะป๊าใจละลายเลย” โอบเอื้อบอกลูกด้วยรอยยิ้ม แววตาของเจ้าตัวดูเศร้าหมอง เขาขอแค่ให้ชวินสนใจลูก แม้จะเกลียดเขาก็ตาม แต่เด็กคนนี้ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยจึงไม่อยากให้โดนเกลียด อีกอย่างลูกของเขาก็มีสายเลือดของชวินเพราะเหตุนี้จึงอยากให้เห็นเจ้าตัวเล็กอยู่ในสายตา
โอบกอดที่นอนดูดขวดนมในอ้อมแขนปฏิเสธคำพูดของมารดาสุดชีวิต เรื่องอะไรจะไปออดอ้อน แต่พอเห็นแววตาคู่สวยฉายแววเศร้าหมองแล้วก็ไม่กล้าแสดงท่าทางต่อต้านออกไป จึงได้นอนอยู่นิ่ง ๆ มองฝ่าความไม่ชัดเจนของสายตา ก่อนเขาจะรับรู้ได้ถึงหยดน้ำหยดเล็กที่หยดแหมะลงบนแขน เสียงสะอื้นของคนอุ้มดังมาให้ได้ยิน
“หม่าม้าขอโทษนะครับคนเก่ง ฮึก” โอบเอื้ออุ้มลูกชายร้องไห้ เมื่อนึกไปถึงสายตาของชวินตอนมองมาที่เขากับเจ้าตัวเล็ก มันนิ่งเฉย ไร้ความรู้สึก ราวกับว่าตัวเขากับลูกไม่มีความสำคัญพอให้ใส่ใจ
น้ำตาไหลรินหยดแล้วหยดเล่าโดยมีโอบกอดนอนมองด้วยความห่วงใย ในใจนึกสงสัยว่าหม่าม้าขอโทษเขาเรื่องอะไร แล้วตอนนี้กำลังทุกข์ใจกับเรื่องใดอยู่จึงร้องไห้ออกมาแบบนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้คำตอบ เมื่อมารดาเอาแต่นั่งร้องไห้ราวกับทุกข์ระทมหนักหนาจนเขาอยากรู้ว่าหม่าม้ากับชายคนนั้นมีความสัมพันธ์กันได้อย่างไรทั้งที่ดูไม่ได้รักกันแล้วก็ไม่ใช่นิยายน้ำเน่าสักหน่อยที่จะมามีเรื่องแบบนี้ แต่โอบกอดดูจะไม่รู้เรื่องอะไรเลยว่าตนเองเข้ามาอยู่ในโลกนิยายเพราะโลกเดิมที่จากมามันไม่มีหรอกการที่ผู้ชายท้องได้ แต่โอบกอดก็ไม่ได้ฉุกคิดเพียงคิดว่าคุณยมทูตส่งตนเองมาเกิดในโลกใบใหม่ อย่างโลกคู่ขนานอะไรเทือกนั้น แม้ชื่อของโอบเอื้อจะคุ้นเหมือนเคยอ่านเจอที่ไหนก็ตาม แต่มันก็แค่คุ้น เพราะเขานึกไม่ออก
เมื่อหยาดน้ำตาเหือดแห้งโอบเอื้อจึงส่งยิ้มให้ลูกชาย เขามองเจ้าตัวเล็กที่นอนมองเขาตาแป๋วด้วยความอ่อนใจ เพราะเพียงนอนมองนิ่ง ๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับผู้เป็นแม่ซึ่งมันก็ดีแล้วล่ะ เขาไม่อยากให้ลูกมาทุกข์ใจด้วย
เมื่อนมหมดขวดโอบเอื้อจึงอุ้มลูกขึ้นพาดบ่าเพื่อให้เจ้าตัวเล็กเรอระบายลมออกมา มือตบก้นเบา ๆ กล่อมนอนซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้เด็กน้อยที่เกิดได้เพียงไม่กี่อาทิตย์ง่วงนอนผล็อยหลับไปในที่สุด โอบเอื้อที่เห็นว่าลูกชายนิ่งแล้ววางเจ้าตัวเล็กลงบนเตียงเด็ก นั่งเฝ้าจนมั่นใจว่าลูกหลับสนิทจึงได้ลงไปชั้นล่าง เผื่อว่าจะพบชวินที่ไม่ได้กลับบ้านมาเป็นอาทิตย์
การกระทำนี้ของเจ้าบ้านนับว่าเป็นปกติ เพราะก่อนมีลูกชวินก็แทบไม่ได้กลับมาที่บ้านหลังนี้เลย แล้วก็ลบความจริงไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเกลียดเขา
จุดเริ่มต้นที่ทำให้ชวินเกลียดโอบเอื้อคงมาจากการที่เขาเข้ามาทำลายความสัมพันธ์ของอีกฝ่ายกับพะแพง รักแรกและรักเดียวของชวิน ทำร้ายโดยความไม่ตั้งใจ ต่อให้อยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขก็ทำไม่ได้จึงต้องรับผลกรรมที่ไม่ใช่คนทำอยู่แบบนี้
ลงบันไดมายังไม่ถึงครึ่งทางโอบเอื้อก็เจอว่าชวินกำลังเดินเข้ามาในบ้าน สีหน้าของชายหนุ่มดูหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ เมื่อรับรู้ได้ว่ามีใครอีกคนจึงเหลือบตาขึ้นมอง
โอบเอื้อที่ยืนนิ่งอยู่ตรงบันไดรู้สึกอึดอัดกับสายตาแข็งกร้าวแฝงความเกลียดชังจากชวิน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ฝืนยิ้มทำเป็นไม่รับรู้
“เสียดายจังครับ ตัวเล็กหลับไปแล้วเลยไม่ได้เจอคุณชวินเลย ก่อนหน้านั้นตอนพูดถึงปะป๊าให้ได้ยินน้องดีใจ…”
“อย่าพูดอะไรเกี่ยวกับเด็กนั่นให้ฉันฟัง”
โอบเอื้อชะงักไปมองสบตาคนพูด
“แต่เขาเป็นลูกคุณนะครับ คุณชวินไปดูน้องสักหน่อยไหมผมว่าคุณต้องหลงรัก..”
“เงียบซะ เด็กคนนั้นมีสายเลือดฉันแล้วอย่างไรในเมื่อฉันไม่ยอมรับตำแหน่งที่นายยัดเยียดให้ อีกอย่างก็ไม่จำเป็นให้ฉันต้องดูแลในเมื่อฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดมา” ประโยคดังกล่าวไม่มีความผูกพันหลงเหลือแม้แต่น้อยไม่สิมันไม่มีตั้งแต่แรก คอยทำร้ายจิตใจโอบเอื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังทำเมินเอ่ยตามที่คิดไม่สนใจคำพูดแสนเจ็บปวดพวกนั้น
“ลูกของเราน่าชังนะครับ ถ้าคุณชวินได้อุ้มน้องต้องหลงรักแน่นอน อีกอย่างน้องก็รู้ความด้วย”
โอบเอื้อพยายามต่อ เขาลงมาหยุดยืนตรงหน้าชวินเอ่ยถึงลูกชายด้วยรอยยิ้มเอ็นดู แต่มันก็เป็นได้แค่สิ่งที่น่ารำคาญในสายตาชวิน
“ฉันไม่มีทางหลงรักเด็กที่ไม่ได้เกิดมาจากความตั้งใจ
เด็กคนนั้นคือความผิดพลาดของฉันและนายไม่มีค่าอะไรในสายตาฉัน จำใส่หัวไว้ซะ และถึงแม้นายจะพูดถึงยังไง ฉันก็ไม่มีทางสนใจ เลิกพยายาม แล้วหุบปาก!” ชวินตวาด คำพูดของเขารุนแรงอยู่หลายส่วนทำเอาความพยายามของโอบเอื้อหายไปในพริบตา ที่เขาพูดแรงได้ขนาดนี้ส่งผลมาจากเหตุการณ์ก่อนที่จะกลับมาที่นี่ เขาโดนพระแพงแสดงท่าทางหมางเมินเพราะไม่อยากยุ่งกับคนที่มีครอบครัว ทั้งที่เขาไม่เต็มใจที่จะมี ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะการกระทำต่ำช้าของโอบเอื้อ
โอบเอื้อนั้นไม่ใช่ภรรยา ไม่ใช่แม่ของลูก อีกฝ่ายคือตัวการที่คอยทำร้ายชีวิตเขา เขาจึงได้จงเกลียดจงชังมากขนาดนี้ แต่ถึงกระนั้นโอบเอื้อก็ยังไม่ทุกข์ร้อนลอยหน้าลอยตาอยู่ในบ้านของเขาต่อเพราะมีแม่เขาคอยหนุนหลัง ทั้งที่อยากกำจัดไปให้พ้นหน้าแต่ก็ไม่สามารถทำได้
ชวินเดินผ่านหน้าโอบเอื้อขึ้นบันไดไป ทิ้งให้คนฟังยืนเม้มปากแน่นรู้สึกผิด ที่ว่าลูกของพวกเขาเกิดมาจากข้อผิดพลาดมันเป็นจริงทุกอย่าง ชวินไม่เคยมีใจให้เขา มีแค่เขาเพียงคนเดียวที่รู้สึกกับอีกฝ่าย รู้สึกมาตั้งแต่แรก แต่ต้องเก็บงำทุกอย่างไว้
ตลอดหลายเดือนมานี้โอบเอื้อเลี้ยงลูกเพียงคนเดียว ซึ่งมันไม่ได้เหนื่อยมากอย่างที่คิด อาจด้วยลูกเขารู้ความเลี้ยงง่าย กินเสร็จก็นอนไม่มีงอแง ทั้งบ่อยครั้งยังแสดงท่าทางเป็นห่วงหม่าม้า ทั้งกอดทั้งซุก ทำตัวน่ารักน่าเอ็นดูจนโอบเอื้อลืมความเศร้า แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไปแอบร้องไห้คนเดียวอยู่ดี เพราะรู้สึกผิดกับลูก อีกอย่างชวินแทบไม่กลับมาที่นี่เลย หรือถ้ากลับมาแล้วเจอลูกกับเขาก็ไม่แม้แต่จะมองหน้า เดินหนีไม่สนใจ ทั้งตอนนี้ลูกชายเขายังไม่มีชื่อเรียก ไม่สิ มีแล้ว เป็นชื่อที่เขาตั้งให้ก่อน เพราะอยากให้ลูกถูกโอบกอดด้วยความรัก แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขายังคงรอชื่อลูกจากชวิน แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยสนใจหรือชายตาแล ซึ่งเขาก็ไม่เลิกพยายามเหมือนกันผลจึงมาตกที่เจ้าตัวเล็กยังต้องรอชื่อเล่นที่แท้จริง จึงได้แต่ขอโทษลูกอยู่ในใจ
“โอบรักอย่าน้อยใจคุณปะป๊าเลยนะครับ รออีกหน่อยนะ เดี๋ยวคุณปะป๊าก็ตั้งชื่อให้” โอบเอื้อบอกลูกน้อยที่กำลังนอนซบอกตัวเอง ตอนนี้ลูกเขาอายุได้สามเดือนแล้ว เนื้อตัวจ้ำม่ำแก้มกลมน่าบีบ ใครเห็นก็ต้องใจละลายเพราะความน่ารักน่าเอ็นดู
โอบกอดได้ยินมุดอกมารดาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรอให้ชายคนนั้นตั้งชื่อให้ด้วย ชื่อโอบรักที่หม่าม้าใช้เรียกก็ดีแล้ว เพราะมาก ๆ ด้วย ความหมายก็ดีอีก เพราะเขาจะโอบกอดความรักของหม่าม้าไว้เอง แต่เขายังพูดไม่ได้ไงเลยทำได้เพียงซุก ๆ กอด ๆ แบบนี้ เกิดเป็นเด็กตัวเล็กก็ลำบากนะ เพราะขยับร่างกายหรือพูดไม่ได้ตามที่ใจต้องการ
“คนเก่งมุดอกหม่าม้าทำไมครับ อยากได้อะไร” โอบเอื้อถามลูกชายด้วยรอยยิ้ม ไม่เข้าใจการกระทำของเจ้าตัวเล็กสักเท่าไร
เด็กน้อยวัยไม่กี่เดือนเพียงครางรับอื้ออึงในลำคอ ซึ่งโอบเอื้อฟังไม่ออก มือลูบผมเจ้าตัวเล็กด้วยความอ่อนใจ
“ น้องอยากพูดกับหม่าม้าเหรอครับ”
“อื้อ แอ้” เด็กน้อยครางเสียงดัง
“ถ้างั้นโอบรักต้องโตไว ๆ แล้วมาคุยกับหม่าม้านะครับ ตอนนี้หม่าม้าเหงามากเลย อยากคุยกับหนูแล้ว” น้ำเสียงของคนพูดดูเหนื่อยและทุกข์ใจ แม้ตอนนี้จะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนแต่ก่อนเพราะมีเจ้าตัวเล็กอยู่เป็นเพื่อน แต่มันก็ยังรู้สึกอ้างว้าง
“ถ้าคนเก่งของหม่าม้าโตขึ้นต้องเข้มแข็งให้มาก ๆ นะครับ หม่าม้าขอให้น้องอย่ามีเรื่องทุกข์ใจ น้องต้องหาแต่สิ่งที่มีความสุขให้ตัวเองนะ”
โอบเอื้อเข้าใจอย่างโจ่งแจ้งว่าความรู้สึกด้านลบทำให้เราทุกข์ใจมากแค่ไหน ความรู้สึกที่ไม่มีความสุขมันทรมานหัวใจ เขาไม่อยากให้ลูกมีความรู้สึกแบบนั้น อยากให้เจ้าตัวเล็กมีความสุขให้มากที่สุดมีความสุขกับชีวิตที่เลือกเดิน
โอบกอดได้ยินคำพูดของมารดาแล้วรู้สึกเศร้าใจ ทุกสิ่งที่หม่าหม๊าบอกคงเคยเจอมากับตัวแล้วใช่ไหม? จึงไม่อยากให้เขาเผชิญเหมือนตัวเอง
โอบรัก ตรงส่วนนี้ไรท์เปลี่ยนใหม่ค่ะ