โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

จากกรณีนักศึกษาสาวถูกคนรักฆ่าตัดมือ เมื่อ ‘ความหึงหวงรุนแรง’ และ ‘การลงมือครั้งแรก’ คือสัญญาณเตือนว่าควรหาทางออกจากความสัมพันธ์ เพราะมันจะไม่มีทางเป็นครั้งสุดท้าย

Mirror Thailand

อัพเดต 06 มิ.ย. 2567 เวลา 08.54 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2567 เวลา 08.54 น.
ภาพไฮไลต์

นับเป็นอีกหนึ่งกรณีสะเทือนขวัญ เมื่อมีคนพบศพนักศึกษาสาวในลักษณะเปลือยและถูกตัดข้อมือทั้งสองข้าง ซึ่งในภายหลังสามารถจับกุมคนร้ายได้แล้ว โดยเขาคือแฟนของผู้เสียชีวิตที่คบกันมาได้ 1 ปีเศษ และหลังก่อเหตุได้นำศพไปอำพราง จากนั้นพยายามฆ่าตัวตาย แต่ล่าสุดนี้รอดชีวิตมาได้แล้ว

จากข้อมูลที่พี่สาวของผู้เสียชีวิตเปิดเผย พบว่าทั้งคู่อยู่ในข่าย Toxic Relationship โดยทั้งสองฝ่ายมีพฤติกรรมหึงหวง ทะเลาะกันบ่อยครั้ง เมื่อฝ่ายหญิงขอเลิกก็ไม่ยอมเลิกรา ทั้งยังเคยจับเธอมัดมือมัดเท้าเพื่อไม่ให้เลิกกัน ซึ่งแม้ว่าเท่าที่ทางบ้านทราบจะยังไม่มีการทำร้ายตบตี แต่การจับมัดมืดมัดเท้านี้ก็นับเป็นการลงมือกระทำความรุนแรง ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณอันตรายเช่นกัน และหากเป็นไปได้ การออกจากความสัมพันธ์ก็น่าจะปลอดภัยมากกว่า เพราะจากสถิติแล้ว การลงมือครั้งแรกมักจะนำไปสู่การลงมือครั้งถัดไป และหลายครั้ง ปลายทางของความรุนแรงนี้ก็คือการฆาตกรรม

เมื่อดูจากสถิติที่ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้รวบรวมจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อปี 2564 ก็พบว่าจากข่าวทั้งหมดมีสาเหตุจากความหวาดระแวงหึงหวงกลัวภรรยานอกใจนำไปสู่ความรุนแรง 60% ขณะที่การง้อไม่สำเร็จนำไปสู่ความรุนแรง 14.7% ทางด้าน ศูนย์ปฏิบัติการกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ก็ได้เผยสถิติเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวปี 2565 ว่าสาเหตุส่วนใหญ่มาจาก ‘ยาเสพติด’ รองลงมาคือ ‘สุรา’ อันดับถัดมาคือ ‘การขอเลิกรา’ และ ‘ความหึงหวง’ นอกจากนั้นยังเป็นเรื่อง ‘บันดาลโทสะ’ ‘ความรู้สึกมีอำนาจมากกว่า’ ‘ปัญหาสุขภาพจิต’ ‘ความเครียดทางเศรษฐกิจ’ จนถึง ‘การพนัน’ ฯลฯ

ดังนั้นในแง่หนึ่ง เหล่านี้คือพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็น red flag ชั้นดีที่เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นแล้ว ควรใช้พิจารณาว่าเราจะไปต่อกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นนี้หรือไม่ และการอยู่ต่อจะนำไปสู่ความเสี่ยงอะไรบ้าง เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ช่วยให้เรารอดพ้นจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้ ก็คือการเดินออกจากความเสี่ยงให้เร็วที่สุด

และแน่นอนว่า นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องของผัวเมีย เพราะตัวผู้ที่ต้องเผชิญความรุนแรงเองก็อาจเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่ทำให้การเลิกราเกิดขึ้นได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก ความผูกพัน พันธะที่มีร่วมกัน หรือเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการมีคนที่คอยรับฟัง ให้คำปรึกษา และให้ความช่วยเหลือ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถหลุดพ้นจากวงจรความรุนแรงได้

อาจารย์จิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถี แบ่งปัญหาความรุนแรงในความสัมพันธ์เป็น 3 ระยะ คือ 1) เริ่มจากเกิดการกระทบกระทั่ง มีปากเสียงกัน หากคนรอบข้างสังเกตเห็นต้องรีบให้คำปรึกษา และช่วยหาทางออกทันที 2) เริ่มทำร้ายร่างกาย ระยะนี้คนรอบข้างต้องเข้าช่วยเหลือทันที ส่วนผู้ถูกกระทำก็ควรต้องรีบขอความช่วยเหลือตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น 3) คือ การแก้ตัวจากผู้กระทำความรุนแรง และขอโอกาส ผู้ถูกกระทำจะมีความหวังว่าจะไม่โดนทำร้ายอีก และหวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จนให้อภัยอีกครั้ง ซึ่งมักจะนำไปสู่การถูกกระทำอีกหน

ดังนั้น สำหรับคำแนะนำว่าเมื่อไหร่ที่ต้องรีบดึงตัวเองออกมาก่อนเกิดความรุนแรงและถูกทำร้ายร่างกาย นั่นก็คือ เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข เริ่มมีการใช้อำนาจ ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีอิสระ และถูกบังคับจิตใจ หรือบางครั้งถูกทำร้ายร่างกายแล้ว ให้รีบขอความช่วยเหลือ ที่สำคัญคือการช่วยเหลือในสังคมที่สามารถช่วยกันสอดส่อง ช่วยห้ามปราม หรือแจ้งเหตุ ไม่มองเป็นเพียงเรื่องผัวๆ เมียๆ หรือเรื่องของชาวบ้าน หรือกระทั่งคนใกล้ชิดที่กลัวจะ ‘หมา’ จนละเลยที่จะไถ่ถาม ตราบใดที่แนวคิดเรื่องการเป็นเจ้าของชีวิตคนรัก ไม่ว่าจะเพศไหนยังคงมีอยู่ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ ย่อมดีกว่าการต้องถามหาความยุติธรรมหลังความรุนแรงเกิดขึ้นไปแล้วแน่ๆ

อ้างอิง

https://opendata.nesdc.go.th

https://news.ch7.com/detail/638779

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...