โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พลโท พระศิลปศัสตราคม นายทหารที่ด่าคนเชิญไปนั่งในองค์กรเพื่อรอรับเงินเดือน/เบี้ยประชุม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 พ.ย. 2566 เวลา 02.04 น. • เผยแพร่ 28 พ.ย. 2566 เวลา 09.26 น.
พลโท ศิลปศัสตราคม ครอบครัว

พลโท พระศิลปศัสตราคม นายทหาร ที่ด่าคนเชิญไปนั่งในองค์กรเพื่อรอรับ เงินเดือน เบี้ยประชุม

ปฏิเสธได้ยากว่า “ตำแหน่ง” ในองค์กรขนาดใหญ่หรือมีชื่อเสียงล้วนมีผลตอบแทนให้กับบุคคลที่รับตำแหน่งงานอย่างงดงาม และมีคนจำนวนมากที่เข้าไปนั่งในตำแหน่งอย่าง “กรรมการ” หรือ “ประธานกรรมการ” โดยที่ในความจริงแล้วไม่ได้ตรากตรำทำงาน แค่มีชื่อใส่ไว้เพื่อรับผลตอบแทน (หรือผลตอบแทนพระคุณ) ในรูปแบบ เงินเดือน หรือเบี้ยประชุม แต่อย่างน้อยยังมีนายทหารซึ่งมีจุดยืนไม่เป็น “ลูกจ้าง” ในลักษณะนั้น

สำหรับการเป็นนายทหารอาชีพแล้ว ไม่ว่ากองทัพของประเทศไหนก็ตามย่อมยึดถือเรื่องเกียรติยศ และศักดิ์ศรี เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า พฤติกรรมของคนก็มีหลากหลาย บางรายอาจไม่ได้ยึดคติที่เป็นมาตรฐานของชุมชนนั้น แต่ไม่ใช่สำหรับพลโท (พลอากาศโท) ศิลปศัสตราคม

พลโท และพลอากาศโท พระศิลปศัสตราคม (ภักดิ์ เกษสำลี) อาจไม่ได้รับพระราชทานยศสูงสุดในทางทหาร เหมือนกับที่ลูกศิษย์ของท่านได้รับ แต่ในแวดวงทหารแล้ว ล้วนมีเสียงยกย่องให้ท่านควรเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับนายทหารและอนุชนรุ่นหลัง

พลโท ศิลปศัสตราคม เป็นทหารผ่านราชการสงคราม 3 ครั้ง ซึ่งรวมถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์ “รามาธิบดี” และเหรียญกล้าหาญ “ครัวซ์ เดอ แกร์” จากรัฐบาลฝรั่งเศส ภายหลังยังเป็น “เสนาธิการทหาร” อันถือเป็นตำแหน่งสูงสุดในด้านการวางแผน หรือสมองของกองทัพในช่วงเวลาที่ไทยอยู่ในภาวะสงคราม ขณะที่ในด้านราชการเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ก็ยังก้าวขึ้นเป็นสมุหราชองครักษ์

นอกจากด้านการทหาร ในทางการเมืองก็ยังเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 และสมาชิกวุฒิสภาอีกหนึ่งสมัย

พลโท ศิลปศัสตราคม เป็นบุตรเพียงคนเดียวของจมื่นทิพรักษา (เจือ เกษสำลี) และนางทิพรักษา (ลม้าย เกษสำลี) กำเนิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2435 (ท่านมีพี่น้องร่วมบิดาอีก 9 คน เป็นชาย 3 หญิง 6)

หน้าที่การงานในวิชาการทหารเริ่มต้นเมื่อสมัครเป็นนักเรียนนายร้อยทหารบก สำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2451 เริ่มต้นรับยศเป็นนักเรียนทำการนายร้อย สังกัดกรมบัญชาการโรงเรียนทหารบก เมื่อ พ.ศ. 2452 โดยรับพระราชทานเงินเดือน 45 บาท

ด้วยความสามารถที่โดดเด่นทำให้กระทรวงกลาโหมคัดเลือกท่านไปศึกษาวิชาทหารบกที่ประเทศเยอรมนี เมื่อ พ.ศ. 2452 กระทั่งเยอรมนีประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในยุโรป กระทรวงกลาโหมสั่งย้ายไปศึกษาวิชาทหารพรานภูเขาที่สวิตเซอร์แลนด์

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2457 ไทยยังประกาศตนเป็นกลาง กระทั่ง พ.ศ. 2460 จึงเข้าร่วมฝ่ายสัมพันธมิตร กระทรวงกลาโหมประกาศเรียกพลอาสาส่งไปร่วมรบในสมรภูมิยุโรป ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2460 รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักเรียนทำการนายร้อยภักดิ์ เกษสำลี เป็นนายร้อยตรี สังกัดกรมทหารบกกราบที่ 3 รับราชการอยู่กับผู้ช่วยทูตในราชการทหารบกในยุโรป ทำหน้าที่เตรียมการและประสานงานก่อนที่กองทหารอาสาจะเดินทางออกจากไทย จึงอาจกล่าวได้ว่า ท่านร่วมราชการสงครามตั้งแต่ต้น

ก่อนที่ทหารอาสาจะเดินทางไปถึง นายร้อยตรีภักดิ์ เกษสำลี ถูกย้ายจากกองทูตทหาร ไปประจำการกองทหารบกรถยนต์ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้บังคับการกองย่อยที่ 2 ได้รับการฝึกที่โรงเรียนการยนต์ จากนั้นจึงถูกส่งไปปฏิบัติการส่งกำลังบำรุงในแนวรบด้านกองทัพฝรั่งเศส เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2461

ในบันทึกของพลอากาศเอก หะริน หงสกุล อดีตประธานวุฒิสภา บรรยายว่า กองย่อยที่ 2 ของกองทหารบกรถยนต์ ติดตามกองทหารฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วด้วยความกล้าหาญ และฝ่าอันตราย ลำเลียงทหาร กระสุน เสบียงอาหาร ยุทโธปกรณ์ อย่างต่อเนื่องจวบจนได้ชัย และเซ็นสัญญาสงบศึกกันเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2461

รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลื่อนยศเป็นนายร้อยโท เมื่อภารกิจผ่านพ้นโดยเรียบร้อย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีแก่นายทหารหลายนาย กลุ่มแรกมี 3 นาย คือ นายร้อยโท เภา เพียรเลิศ (พลเอก พระบริภัณฑ์ยุทธกิจ), นายร้อยโท ภักดิ์ เกษสำลี (พลโท และพลอากาศโท พระศิลปศัสตราคม) และนายธงไชย โชติกเสถียร (พลเอก หลวงสุรณรงค์ องคมนตรี) คำประกาศเกียรติคุณตอนหนึ่ง มีว่า

“เพราะได้ทำน่าที่ล่ามประจำกองย่อยต่างๆ ในกองทหารบกรถยนต์ ซึ่งไปราชการสงครามในทวีปยุโรป ได้ปฏิบัติการตามน่าที่ของตนประจำไปกับกองทหาร ตลอดจนในสนามรบ เข้าผ่านลูกกระสุนของข้าศึกด้วยความองอาจไม่ย่อท้อ และน่าที่ล่ามนั้นสำหรับราชการครั้งนี้สำคัญผิดปกติ เหตุว่า ต้องเป็นผู้เชื่อมต่อความเข้าใจระหว่างทหารฝ่ายสัมพันธมิตรกับทหารไทยซึ่งพูดต่างภาษากัน ถ้าไม่มีล่ามแล้ว กองทหารไทยก็มิสามารถกระทำกิจการสงครามได้ผลดีเลย และล่ามทั้งสามนี้เป็นผู้ปฏิบัติการได้ผลดียิ่ง เพราะความอุตสาหะวิริยภาพ”

ภายหลังเดินทางกลับประเทศไทยก็รับราชการได้รับบรรจุเข้ากรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ เมื่อ พ.ศ. 2462 และก้าวหน้าต่อมาในหน้าที่ราชการ อาทิ เป็นราชองครักษ์เวรเมื่อ พ.ศ. 2472 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระศิลปศัสตราคมเมื่อ พ.ศ. 2474 และย้ายมาประจำกรมอากาศยานเมื่อ พ.ศ. 2476 หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ถึงแม้ท่านมิได้เป็น “ผู้ก่อการ” ด้วย แต่ก็ถือเป็นนายทหารที่ศึกษาในกองทัพบกเยอรมันเช่นเดียวกับนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา การคัดเลือกท่านมาประจำการที่กรมอากาศยานในช่วงที่กรมฯ อยู่ในสภาพ “บ้านแตกสาแหรกขาด” หลังกองทหารฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลรวมกำลังและตั้งกองบัญชาการที่นครราชสีมา อันเป็นที่ตั้งของกองบิน เมื่อฝ่ายรัฐบาลชนะ นายทหารก็มีหลบหนีบ้าง และถูกจับบ้างจึงเป็นทางเลือกของรัฐบาลที่เห็นว่าเหมาะและควร

การปฏิบัติหน้าที่ในกรมอากาศยานเรียกว่าทำได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยวางรากฐานสำคัญในกรมอากาศยาน ช่วยแปลตำราภาษาต่างประเทศ ตรวจแก้ตำราที่นายทหารรับการศึกษาจากต่างประเทศ อบรมทหารที่จะออกไปศึกษาเพิ่มเติมในต่างประเทศด้วย

หน้าที่ในกองทัพอากาศมายุติลงในพ.ศ. 2482 ซึ่งไทยมีข้อพิพาทเรื่องดินแดนอินโดจีนกับฝรั่งเศส รัฐบาลต้องการมันสมองจึงย้ายท่านไปเป็นรองเสนาธิการทหาร หน้าที่การงานยังเจริญก้าวหน้าตามลำดับ และในพ.ศ. 2487 เป็นปลัดกระทรวงกลาโหม และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นราชองครักษ์พิเศษ ต่อมาในพ.ศ. 2489 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นสมุหราชองครักษ์ (ในรัชกาลที่ 8 และ รัชกาลที่ 9)

ท่านเกษียณอายุราชการเมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2491 และใช้ชีวิตอย่างสงบโดยนิยมปลูกต้นไม้ และยังถูกดึงไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา เมื่อ พ.ศ. 2494 ขณะที่ออกจากราชการนั้นมีเงินเดือนขั้น 55 อันเป็นขั้นสูงสุดของข้าราชการทหารก็ได้รับเพียงเดือนละ 1,000 บาท หากเป็นเงินบำนาญตามพระราชบัญญัติในสมัยนั้นก็อยู่ที่ 600 บาท จึงเรียกได้ว่าชีวิตข้าราชการบำนาญของท่านก็ค่อนข้างมัธยัสถ์

ถึงแม้จะมีภาวะเงินเฟ้อ และค่าครองชีพ แต่คนรอบข้างท่านล้วนแทบไม่เคยได้ยินท่านปริปาก ในบันทึกประวัติที่จัดพิมพ์อยู่ในอนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลโท และพลอากาศโท พระศิลปศัสตราคม (ภักดิ์ เกษสำลี) เขียนโดยพลอากาศเอก หะริน หงสกุล บรรยายว่า เคยได้ยินลูกศิษย์และอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านหลายคนที่อยู่ในฐานะจะสนองพระเดชพระคุณได้ เคยกราบเรียนเชิญท่านเป็นกรรมการ หรือประธานกรรมการของบริษัท หรือองค์การที่ลูกศิษย์หรืออดีตผู้ใต้บังคับบัญชาเหล่านั้นมีอิทธิพลอยู่

แน่นอนว่า การณ์นี้เป็นที่เข้าใจดี คือการเรียนเชิญย่อมไม่รบกวนให้ท่านไปตรากตรำทำงานใด แต่แค่เอาชื่อท่านใส่ไว้ เป็นหนทางตอบแทนพระคุณอันตามมาด้วยเงินเดือนหรือเบี้ยประชุม อย่างไรก็ตาม พลอากาศเอก หะริน บรรยายว่า เรื่องนี้ทำให้ท่านโกรธอย่างมาก และดุแถมด้วยว่า

“คุณคิดว่าผมเป็นคนอย่างไร ผมเคยเป็นสมุหราชองครักษ์มาแล้ว มีเจ้านายโดยตรงพระองค์เดียว คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คุณคิดหรือว่าผมจะไปเป็นลูกจ้างใครได้อีก”

ชีวิตช่วงวัยเกษียณของท่านยังคงออกไปพบปะรับประทานอาหารกับนายทหารนอกราชการ หรือเมื่อปีใหม่ที่มีการบำเพ็ญกุศลและรดน้ำขอพรอดีตผู้บังคับบัญชาในกองทัพอากาศ ท่านก็ไปร่วมด้วย จนท่านลาจากไปเมื่อ พ.ศ. 2525 จากอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ ในวัย 90 ปี ท่านเป็นผู้ที่ได้รับยอมรับว่า ตลอด 90 ปีถือเป็นตัวอย่างของบุรุษที่สร้างตัวเองด้วยความสามารถไปจนถึงตำแหน่งสูงสุดโดยไม่มีความด่างพร้อย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

“ประวัติ พลโท และพลอากาศโท พระศิลปศัสตราคม (ภักดิ์ เกษสำลี)” . พลอากาศเอก หะริน หงสกุล. หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พลโท และและพลอากาศโท พระศิลปศัสตราคม (ภักดิ์ เกษสำลี), 2526

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 มิถุนายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...