โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผวาธุรกิจ"หนี้พุ่ง-กำไรหด" 4กลุ่มหุ้นติดโผ-สัญญาณอันตราย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 พ.ย. 2562 เวลา 08.15 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2562 เวลา 06.34 น.

จับสัญญาณความอ่อนแอภาคเอกชน ชี้ดอกเบี้ยต่ำบริษัทในตลาดหุ้น “สะสมหนี้” เพิ่มสวนทาง “กำไรหดตัว” เผย 4 กลุ่มหุ้น “อาหาร-อสังหาฯ-รับเหมาก่อสร้าง-พลังงาน” หนี้สินต่อทุนพุ่งต่อเนื่อง 3 ปี หลายบริษัทเผชิญภาวะ “หนี้สูง-ขาดทุน” ขณะที่ “PACE” โคม่าหนี้ท่วม 80 เท่า แจ้งแบงก์ไทยพาณิชย์ขอเลื่อนชำระหนี้ แบงก์ชาติเตือน “กันชน” ภาคธุรกิจน้อยลง หลายบริษัทขายหุ้นกู้เพื่อนำเงินไป “ซื้อหุ้นคืน” หวังพยุงราคาหุ้น ไม่ได้ใช้ขยายลงทุน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า จากที่นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวในงานเสวนาเครือข่ายบุคลากรด้านเสถียรภาพระบบการเงิน ช่วงหนึ่งที่ได้ระบุถึงผลกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำนาน นอกจากปัญหาการแสวงหาผลตอบแทนการลงทุนในลักษณะ search for yield อีกด้านก็พบว่าทำให้ทั้งภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนก่อหนี้เพิ่ม โดยพบว่าบริษัททั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยมีอัตราส่วนหนี้ต่อทุน (D/E) สูงขึ้น

ขณะเดียวกันก็พบว่าช่วงที่ผ่านมาก็มีการเสนอขายหุ้นกู้ความเสี่ยงสูงมากขึ้น ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ D/E เพิ่มสูงขึ้น ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยต่ำหนุนภาคธุรกิจก่อหนี้เพิ่ม ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอตัว ผลประกอบการของธุรกิจมีทิศทางชะลอลงเช่นกัน แต่มูลค่าตลาดของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นกลับเพิ่มมากขึ้น เพราะธุรกิจหลายแห่งไปออกหุ้นกู้ แล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อหุ้นคืน เพื่อพยุงราคาหุ้น ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทั่วโลก และภาวะเช่นนี้ทำให้ “กันชนรองรับความเสี่ยง” ของภาคธุรกิจบางลง

บจ.หนี้พุ่ง-กำไรหด

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2560-2562) ภาพรวมปัญหาหนี้สินของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (debt to equity ratio : D/E) เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2560 บจ.ไทยมี D/E อยู่ที่ระดับ 2.85 เท่า โดยปิดงบการเงินงวดไตรมาส 2/62 พบว่า D/E ขยับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.90 เท่า ซึ่งสวนทางกำไรสุทธิของ บจ.ทั้งตลาดที่ปรับลดลงต่อเนื่อง

โดยปี 2560 กำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนอยู่ที่ 9.43 แสนล้านบาท และปี 2561 ปรับลดลงเหลือ 9.31 แสนล้านบาท หรือหดตัว 1.30% (YOY) และงบการเงินงวดไตรมาส 2/62 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4.59 แสนล้านบาท หดตัว -13.16% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5.29 แสนล้านบาท

4 กลุ่มหลัก D/E เพิ่มขึ้น

นายอภิชาติระบุว่า หากดูในภาพแต่ละเซ็กเตอร์ พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตราหนี้สินต่อทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรสุทธิลดลงมี 4 เซ็กเตอร์คือ กลุ่มอาหาร, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มพลังงาน และในจำนวนนี้มี 40 บริษัทที่ D/E ทะลุเกิน 2 เท่า อย่างไรก็ตาม หากนับรวมหุ้นกลุ่มอื่น ๆ ก็จะมีมากกว่า 40 ตัวที่มี D/E เกิน 2 เท่า

สำหรับกลุ่มอาหาร พบว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมามี D/E เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปี 2560 อยู่ที่ 1.54 เท่า ปี 2561 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.75 เท่า และเมื่อไตรมาส 2/62 อยู่ที่ 1.77 เท่า ขณะที่กำไรสุทธิของกลุ่มอาหารก็ปรับลดลงจาก 47,156 ล้านบาท มาอยู่ที่ 44,848 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในช่วง 6 เดือนแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 23,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.64% (YOY)

สำหรับกรณีความกังวลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำนาน ทำให้ภาคธุรกิจมีการออกหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงสูงขายในตลาดมากขึ้น และบางส่วนก็เป็นการนำไปซื้อหุ้นคืน นายอภิชาติมองว่า ธปท.คงอยากจะออกมาเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังลงทุน ไม่อยากให้พิจารณาแต่ผลตอบแทนอย่างเดียว ถ้าเกิดเป็นหุ้นกู้บางประเภทที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากข้อมูล หุ้นกลุ่มอาหารถือว่ามีสัดส่วนหนี้ค่อนข้างสูง และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องคือ บมจ.มาลีกรุ๊ป หรือ MALEE ซึ่งปีที่ผ่านมามี D/E อยู่ที่ 2.91 เท่า และสิ้นไตรมาส 2/62 เพิ่มเป็น 3.32 เท่า ส่วนกำไรสุทธิก็ปรับลดลงต่อเนื่อง โดยปี 2561 ขาดทุนสุทธิ 273 ล้านบาท และ 6 เดือนแรกปีนี้ ขาดทุนสุทธิ 63 ล้านบาท

รวมทั้ง บมจ.น้ำตาลบุรีรัมย์ หรือ BRR พบว่าปีที่ผ่านมา D/E อยู่ที่ 3.11 เท่า และสิ้นไตรมาส 2/62 ปรับเพิ่มเป็น 3.91 เท่า ส่วนกำไรสุทธิก็สวนทางคือปรับลดลงต่อเนื่องจากปี 2560 อยู่ที่ 525 ล้านบาท ลดลงเหลือ 272 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และ 6 เดือนแรกปีนี้ขาดทุนสุทธิ 42 ล้านบาท

เพซโคม่าหนี้ท่วม 81 เท่า

นอกจากนี้ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (PROP) พบว่า D/E เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2560 หนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 1.22 เท่า ปี 2561เพิ่มเป็น 1.33 เท่า และเมื่อ มิ.ย.ที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 1.43 เท่า ขณะที่กำไรสุทธิปี 2560 อยู่ที่ 69,595 ล้านบาท และปี 2561 ลดลงมาอยู่ที่ 67,981 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 32,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะมีการเร่งซื้อขายและโอนช่วงต้นปีก่อนที่แบงก์ชาติจะมีมาตรการบังคับ LTV ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา

โดยหุ้นอสังหาฯที่มีอัตราหนี้สินต่อทุนพุ่งสูงมากก็คือ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PACE โดย D/E ปี 2561 อยู่ที่ 16.08 เท่า และกลางปีที่ผ่านเพิ่มเป็น 81.64 เท่า ขณะที่ผลประกอบการปี 2561 ขาดทุนสุทธิ 5,156 ล้านบาท และ 6 เดือนแรกปีนี้ขาดทุนสุทธิ 726 ล้านบาท และล่าสุดบริษัท เพซฯ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณีขอผ่อนผันและขยายเวลาการชำระหนี้ กับธนาคารไทยพาณิชย์ที่ครบกำหนดเมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา ไปเป็นวันที่ 20 พ.ย. 2562

สำหรับหุ้นรับเหมาก่อสร้าง ถือเป็นกลุ่มที่มี D/E เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน จากระดับ 2.49 เท่า เป็น 2.71 เท่า และกลางปีที่ผ่านมาอยู่ 2.73 เท่า ขณะที่กำไรสุทธิปี 2560 อยู่ที่ 2,327 ล้านบาท และปี 2561 ปรับลดลงอยู่ที่ 2,108 ล้านบาท แต่ทั้งนี้หุ้นรับเหมาอาจจะเป็นลักษณะที่มีงานเข้ามาในมือ (backlog) ซึ่งจะมีเงินสดประมาณ 10% เป็นค่าจ้างที่อาจจะยังไม่สามารถรับรู้เป็นรายได้และจะถูกตั้งเป็นหนี้สินไว้ก่อน ทำให้ D/E สูงขึ้น ฉะนั้นในกลุ่มรับเหมาต้องประเมินอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน (current ratio) ประกอบด้วย

โดยกลุ่มรับเหมา ถือว่าบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD มี D/E ค่อนข้างสูง ปี 2561 อยู่ที่ 5.9 เท่า และ มิ.ย. 2562 เพิ่มเป็น 6.68 เท่า ขณะที่กำไรสุทธิลดลงต่อเนื่องจากปี 2560 อยู่ที่ 413 ล้านบาท ปี 2561 ลดเหลือ 306 ล้านบาท และงวด 6 เดือนแรกปีนี้ขาดทุนสุทธิ 348 ล้านบาท

 สำหรับหุ้นกลุ่มพลังงาน (ENERG) มี D/E เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน จากปี 2560 อยู่ที่ 1.08 เท่า ปี 2561อยู่ที่ 1.11 เท่า และกลางปีที่ผ่านมา 1.23 เท่า ขณะที่กำไรสุทธิก็ปรับลดลงต่อเนื่องจากปี 2560 อยู่ที่ 286,470 ล้านบาท ปี 2561 อยู่ที่ 261,630 ล้านบาท และ 6 เดือนแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 129,666 ล้านบาท หดตัว 20.68% (YOY)

“บินไทย-แสนสิริ” ติดโผ

นายสรพล วีระเมธีกุล นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ข้อมูล ณ 30 ก.ย. 62 พบว่าหุ้นที่มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (net debt to equity ratio : N/E) พุ่งมากที่สุดในกลุ่มขนส่งคือ บมจ.การบินไทย (THAI) มี N/E อยู่ที่ 9 เท่า และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์คือ บมจ.แสนสิริ (SIRI) N/E อยู่ที่ 1.8 เท่า สูงที่สุดในกลุ่ม

“ในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว หุ้นอสังหาฯค่อนข้างได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV เนื่องจากมีสต๊อกเหลือค่อนข้างมาก เมื่อเปิดโครงการใหม่ก็ขายไม่ได้ ขณะนี้ D/E สูงจึงต้องกังวล ส่วนเซ็กเตอร์อื่น ๆ อาจจะยังไม่น่ากังวล ยกเว้นเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อย่างกลุ่มปิโตรเคมี หรือ global play ต้องระมัดระวัง อย่างไรก็ดี อาจจะเร็วไปที่จะพูดถ้าเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่ส่วนใหญ่ D/E ยังอยู่ในระดับ 1 เท่า ซึ่งถ้าย้อนไป 3 ปี หุ้นหลัก ๆ ที่ D/E สูงขึ้นเพราะบริษัทขยายกำลังการผลิต”

บจ.ก่อหนี้ขยายลงทุน

นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้อาจจะยังไม่เห็นสัญญาณเสี่ยงในตลาดทุนมากนัก แม้ว่าจะมีหลาย ๆ บริษัทออกหุ้นกู้เสี่ยงสูงกันมากขึ้นในช่วงดอกเบี้ยต่ำ ส่วน D/E ของ บจ.ที่ขยับพุ่งสูงขึ้น อาจจะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไม่ใช่ภาพใหญ่ทั้งหมด เพราะส่วนใหญ่ยังเป็นการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจ แต่ก็ยอมรับว่าช่วงนี้ทุกฝ่ายกำลังจับตาและระมัดระวัง

“ถ้าดูภาพของ D/E หลัก ๆ จะมาจากการกู้เงินและออกหุ้นกู้ ซึ่งการกู้เงินแบงก์จะระวังอยู่แล้ว ส่วนการออกหุ้นกู้นักลงทุนส่วนใหญ่ก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น ที่เหลืออาจเป็นเงินทุนระยะสั้น ๆ ที่อาจจะมีบ้างแต่ไม่ได้เยอะมาก” นายสุกิจกล่าว

หวั่นปีหน้าเสี่ยงหนี้ธุรกิจพุ่งต่อ

ด้านนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาหลายบริษัทมีการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบี/อีค่อนข้างมาก ซึ่งจะเห็นตลาดตราสารหนี้ไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในด้าน company risk เป็นความเสี่ยงเฉพาะในแต่ละบริษัทที่เพิ่มขึ้น โดยจะสังเกตว่าช่วงหลังหลาย ๆ บริษัทหันมาออกหุ้นกู้แปลงสภาพกันมากขึ้น เพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้ D/E ขยับขึ้น เพราะส่วนนี้ยังถูกนับเป็นส่วนของทุน จึงช่วยให้ D/E ไม่ได้พุ่งสูงเกินไปนัก อย่างไรก็ตาม ปีหน้าจะต้องพิจารณาว่ามาตรฐานบัญชีใหม่ จะกำหนดให้หุ้นกู้แปลงสภาพบันทึกเป็นส่วนของหนี้หรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจะทำให้ D/E ของบริษัทเหล่านั้นพุ่งสูงมากขึ้นในปีหน้า

“สำหรับบริษัทที่มีหนี้สูงอย่างเดียวไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากังวลมากนัก ถ้าความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคตยังดี คือต้องดูทิศทางการเติบโตของกำไรว่าไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ซึ่งถ้าสวนทางกันก็ต้องระมัดระวัง ที่ต้องระวังคือหุ้นที่ D/E สูง แล้วทิศทางกำไรในอนาคตไม่เพียงพอที่จะมาชำระหนี้ได้ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อกระแสเงินสดของบริษัทในอนาคตด้วย” นายณัฐชาตกล่าว

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการนักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า หนี้สินต่อทุน (D/E) ที่พุ่งสูงขึ้นของแต่ละ บจ. ต้องพิจารณาหลายปัจจัย อาจต้องดูว่ามีการลงทุนที่มากเกินไป หรือบริษัทมีกำไรที่แย่ลงหรือไม่ ภาวะตลาดขณะนี้ดูเหมือนสัญญาณไม่เอื้อต่อการฟื้นตัว การทำธุรกิจตอนนี้อาจจะไม่เห็นผลมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจฝืด จึงอาจจะต้องใช้เวลาต้องดูทีละเปลาะ

“หุ้นที่ D/E สูงมาก ๆ มันก็ไม่ดีอยู่แล้ว ฉะนั้นเราต้องหาสาเหตุก่อนว่าทำไมบริษัทนี้ถึงมี D/E สูง การจะเข้าไปลงทุนก็ต้องระมัดระวัง ขณะที่โดยรวมภาพใหญ่ของเศรษฐกิจโลกที่แย่ เศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวช้า จึงอาจจะอยู่ในช่วงของเฟสการลงทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปก่อน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้บริษัทที่เข้าซื้อหุ้นคืนรวมประมาณ 20 บริษัท ซึ่งมีหลายบริษัทที่มีการเสนอขายหุ้นกู้ในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเพื่อใช้ขยายการลงทุน แต่ขณะเดียวกันก็มีการประกาศซื้อหุ้นคืน อาทิ กรณี บมจ.บ้านปู, บมจ.แอล.พี.เอ็น.ฯ, บมจ.แสนสิริ เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...