โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิธีการฆ่าตัวตายทางลัด

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 07 ก.พ. 2565 เวลา 23.15 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

การฆ่าตัวตายของมนุษย์ ถือเป็นบาปชนิดหนึ่ง ที่สร้างปัญหาถึงขั้นองค์การอนามัยโลกต้องถึงกับวางนโยบายที่จะลดอัตราการฆ่าตัวตายของทุกประเทศลงร้อยละสิบ ระหว่างปี ค .ศ. 2013-2020

ในปัจจุบันมีคนฆ่าตัวตายที่อัตราเฉลี่ย ทุก ๆ 40 นาที หรือเฉลี่ยปีละ 800,000 คนโดยเฉพาะในญี่ปุ่น ที่มีตำราขายดีอันดับหนึ่งตลอดกาล แนะว่าวิธีฆ่าตัวตายที่ง่ายสุดและเร็วสุดคือ กระโดดตึก ส่วนรองลงไปคือกระโดดลงไปบนรางรถไฟใต้ดินที่กำลังจะเข้าสถานีจอด

ในจำนวนคนฆ่าตัวตายเหล่านี้ มีตัวเลขของคนไทยรวมอยู่ด้วยปีละเฉลี่ย  4 พันคน หรือ 0.5% ของยอดรวมทั่วโลก แต่ก็ถือเป็นผู้นำในชาติอาเซียนเลยทีเดียว เพียงแต่ตัวเลขนี้วงการแพทย์ถือว่า ต่ำกว่าความเป็นจริงเพราะหลายคนไม่ได้แจ้งความจริง  ส่วนคนที่ฆ่าตัวตายแล้วสำเร็จ คิดเป็นประมาณ 40% ของคนที่พยายามจะฆ่าตัวตาย

ที่น่าสนใจตรงที่กว่าครึ่งของคนที่ฆ่าตัวตายเป็นผู้สูงอายุ แต่วัยรุ่นก็เริ่มมีสถิติไล่ขึ้นมามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่เป็นสาเหตุการตายอันดับสองของคนกลุ่มนับรองจากอุบัติเหตุทีเดียว

สาเหตุของการฆ่าตัวตายนั้นมีมากหลาย แต่คนที่ล้มเหลวที่จะฆ่าตัวตายส่วนใหญ่จะสารภาพว่า เหตุผลหลักคือต้องการหลบหนีจากชีวิตก่อนหน้าที่ “เหลือจะทานทน” มากกว่าต้องการจะตายจริง ๆ

ที่น่าสนใจคือทั่วโลกนั้นมีจำนวนคนฆ่าตัวตายเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิงเกินสี่เท่า แสดงให้เห็นว่าผู้ชายทนต่อแรงกดดันในชีวิตต่ำกว่าผู้หญิง อย่างมีนัยสำคัญ

ในกรณีของบริษัทจดทะเบียน ที่ถือเป็นนิติบุคคล ถือว่าไม่มีการฆ่าตัวตายเกิดขึ้น เว้นเสียแต่ในบางกรณีที่เราจะเห็นเล่ห์กระเท่ห์ของบริษัทที่ “เน่าในเละเทะ” ฟื้นตัวได้ยากเย็นเพราะกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แสดงท่าทีแบบต้องการฆ่าบริษัทในกำมือให้ย่ำแย่ตลอดไป นับแต่การปล่อยให้กิจการขาดทุนปีแล้วปีเล่าเรื้อรัง ราคาหุ้นต่ำติดพื้น แล้วผู้ถือหุ้นใหญ่หรือผู้บริหารตั้งค่าใช้จ่ายแบบเกินจริงให้ตนเองเพื่อ “บอนไซ” กิจการ หรือการเพิ่มทุนไปเรื่อย ๆ เพื่อผ่องถ่ายในลักษณะ “ดูดเลือดดี ใส่เลือดเลว” จนกระทั่งเมื่อถึงเวลาก็งดส่งงบการเงินต่อเนื่องกันนาน 3 ปีจนตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ทนดูไม่ได้ต้องสั่ง delisted จากตลาดไป ซึ่งเป็นการสมเจตนา…เนื่องจากบริษัทจะฉกฉวยโอกาสไม่ต้องทำการซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้นที่กลายเป็นเหยื่อไป อย่างช่วยไม่ได้

ล่าสุด มี 1 บริษัทจดทะเบียนที่กำลังเดินบนเส้นทางที่ว่านี้ อย่างน่าสะเทือนใจแทนผู้ถือหุ้นที่ถูกเชือดอย่างเลือดเย็นด้วยคำหวานที่หลอกให้ตายใจ ผ่านการเพิ่มทุนราคาต่ำกว่าพาร์เกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้เกิดส่วนต่ำมูลค่าหุ้นที่กดราคาหุ้นลงทันควัน แถมยังแจกวอร์แรนต์อายุแค่ 1 ปี เพื่อกันไม่ให้มีการแปลงสิทธิ์หรือเอกเซอร์ไซส์ขึ้นมาอีก

ขาดเพียงที่ยังไม่ได้ทำกันคือ เร่ขายกิจการที่ขาดทุนเรื้อรังเพราะคนซื้อไม่ยอมรับราคาหุ้นแบบ “ย้อมแมวขาย” อีกต่อไป

ซึ่งท้ายที่สุดผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ยากคือ บริษัทนี้จะ “แห้งตายหยังเขียด” โดยปริยาย ไม่ต่างจากกรณีของหุ้นอย่าง IFEC หรือ GL ที่รอวันตัดสินชะตากรรมเท่านั้นเอง

เหตุผลที่ต้องกล่าวเช่นนี้เพราะไม่ได้จงเกลียดจงชังผู้บริหารหรือกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่แต่อย่างใดเลย…แต่เป็นเพราะเห็นปรากฏการณ์ที่ซ้ำซากมาแล้วนั่นเอง

หุ้นนี้มีชื่อเดิมคือบริษัท ไซเบอร์แพลนเน็ต อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด (มหาชน) หรือ CYBER ที่ถูกผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้าซื้อกิจการต่อมาจากผู้ถือหุ้นเดิมที่จากไปพร้อมกับปัญหาล้นพ้นตัวในปี 2557

หลังจากเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ราคาหุ้นของบริษัทดังกล่าวพุ่งแรงเพราะมีคนปั่นราคาว่าจะขึ้นไปถึง 15 บาท หวือหวาอย่างยิ่ง ก่อนจะมีคนทิ้งหุ้นออกมาแถว 8.00 บาท เสียก่อน ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนชื่อเอาเคล็ด ได้ฤกษ์ดีวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2558 เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บริษัท ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (มหาชน) หรือ UPA พร้อมด้วยคำมั่นจากผู้บริหารในครั้งนั้นว่า เปลี่ยนชื่อเอาเคล็ดแล้วจะไฉไลกว่าเดิม จากงานสร้างโรงไฟฟ้าในเมียนมาร์ทางภาคใต้แต่เอาเข้าจริงก็ไม่รอดสันดอน เพราะตัวเลขผลประกอบการย่ำแย่มาโดยตลอด ที่ยังอยู่ได้เพราะรายการใบอนุญาตสัมปทานผลิตไฟฟ้าที่ยังไม่เคยเป็นจริงกับ “โครงการ 7 ชั่วโคตร” สักที

ผลประกอบการในรอบ 4 ปีย้อนหลังมีตัวเลขขาดทุนสุทธิต่อเนื่อง จากรายได้ที่เข้ามาน้อยมาก จนตัวเลขขาดทุนสะสมพอกพูนขึ้น เพิ่งจะมีปีที่ผ่านมาที่มีกำไรสุทธิทางเทคนิค เนื่องจากได้รับเงินมัดจำค่าก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าที่ไม่สามารถสร้างได้กลับคืนมากว่า 300 ล้านบาท (อ้างว่าเพื่อได้รับสิทธิการศึกษาความเป็นไปได้ในโครงการลงทุนต่าง ๆ) ทำให้พลิกกลับมีกำไรสุทธิได้ (โดยที่ไม่มีคำตอบเลยว่าจะมีวิธีการเพิ่มรายได้อย่างไรบ้าง  แต่ก็ยังทำให้ตัวเลขขาดทุนสะสมของบริษัทสูงถึง 1.2 พันล้านบาท

การเร่งเพิ่มทุนก่อนความจำเป็น (เพราะยังมีส่วนผู้ถือหุ้นเหลืออยู่มากถึง 3 พันล้านบาทเศษ  จากการเพิ่มทุนไปอีกครั้งในปี 2563 เกือบ 2 พันล้านบาทเศษ) โดยเหตุผลว่าเพื่อเสริมสภาวะคล่องทางการเงิน สะท้อนจุดอ่อนที่ผู้บริหารยอมรับว่าในปีใหม่นี้ โอกาสที่จะทำรายได้เพิ่มน่าจะจำกัดจำเขี่ยอย่างมาก

การลนลานรีบเพิ่มทุน ด้วยการขายหุ้นเพิ่มทุนในราคาต่ำแบบ ขาย RO จำนวน 3,000 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นพาร์ละ 0.50 บาท ในอัตราส่วน 3.376780975 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 หุ้นสามัญใหม่ ในราคาหุ้นละ 0.30 บาทมากกว่าราคาบุ๊กแวลูที่ก่อนเพิ่มทุนราคาเพียง 0.29 บาท โดยอ้างว่า“ขายเกลี้ยง” ได้รับเงินมาเพียงแค่  (รวมกับการเพิ่มทุนเพื่อออกวอร์แรนต์ UPA-W2 ฟรี ในอัตรา 5 หุ้นเดิมต่อ 1 วอร์แรนต์)   900 ล้านบาท คือเหตุผลของ“คนขี้แพ้” มากกว่าน่าภาคภูมิใจ

ทำให้ข้ออ้างของผู้บริหารที่บอกว่าจะ “ช่วยเพิ่มสภาพคล่องเงินทุนหมุนเวียน รองรับการลงทุนโปรเจกต์ใหม่ในอนาคต” กลายเป็นเรื่องไร้สาระไป

การแจกวอร์แรนต์อีก 20%ของหุ้นสามัญเดิม แล้วเพิ่มทุนออกมารองรับหุ้นในราคาเอกเซอร์ไซส์หุ้นละเท่ากับพาร์ ซึ่งคาดว่าจะไม่มีใครถือเอาไว้ ขายทิ้งหลังจาก W2 เข้าเทรดแล้วทันที จากปริมาณหุ้นที่เพิ่มขึ้นมาอีก 33.7% จากการเพิ่มทุนบวกด้วยอีก 20%จากวอร์แรนต์ที่ครบกำหนดอายุในปีหน้าและทำให้ราคาหุ้นในกระดานต่ำลงไปอีก จากการขาดทุนต่อหุ้น และส่วนต่ำมูลค่าหุ้นที่เพิ่มเข้ามา

เสริมสภาพคล่องแบบนี้ ทำได้ครั้งสองครั้งก็ไม่ไหวแล้วคุณตั่วเจ้ จะสร้างภาพเท่าใดก็ปิดไม่มิดสำหรับช้างที่ตายขึ้นอืดมาหลายเพลาแล้ว

งานนี้ หากผู้บริหารไม่หลอกตัวเองก็เท่ากับการฆ่าตัวตายแบบเร่งรัดก็น่าจะถูกต้อง

ขอแสดงความเสียใจกับผู้ถือหุ้นที่จ่ายค่าโง่ไปแล้วด้วยนะครับ

พ้นจากนี้แล้วต้องทำใจแล้วครับว่าจะทิ้งหรือถือต่อดี

เรื่องที่จะหวังให้ราคากลับมายืนเหนือ 0.60 บาทเหมือนตอนก่อนเพิ่มทุนอย่าหวังเลยครับ……ไม่มีทาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...