ย้อนตำนานครอบครัวชินวัตรขายหุ้น "ชินคอร์ป" 7.3 หมื่นล้าน จุดชนวน "ทักษิณ" พลัดถิ่น
ในที่สุดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางกลับประเทศไทย เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2566 ถือเป็นการกลับแผ่นดินไทยในรอบ 17 ปี (กลับมาครั้งแรกเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2551) หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งครั้งนี้เป็นการกลับมาเพื่อรับโทษจากที่มีการตัดสินไปแล้ว 3 คดี
ต้องบอกว่าชนวนเริ่มต้นของการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องพลัดถิ่นและหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศนั้น มาจากที่ครอบครัวชินวัตร เทขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีทั้งหมดให้กับบริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ นั่นเอง
โดยเมื่อ 23 มกราคม 2549 มีรายการขายหุ้นบิ๊กล็อต ของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 1,487,740,120 หุ้น (สัดส่วน 49.6%) ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท
ถือเป็นนาทีประวัติศาสตร์ของตลาดทุนไทย ที่มีรายการซื้อขายมูลค่าสูงถึง 73,271 ล้านบาท
สำหรับรายชื่อผู้ขายหุ้น “ชินคอร์ป” ประกอบด้วย
1.นางสาวพินทองทา ชินวัตร จำนวน 604,000,000 หุ้น มูลค่า 29,776.55 ล้านบาท
2.นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จำนวน 404,430,300 หุ้น มูลค่า 19,918.19 ล้านบาท
3.นายพานทองแท้ ชินวัตร จำนวน 458,550,220 หุ้น มูลค่า 22,584 ล้านบาท
4.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำนวน 20,000,000 หุ้น มูลค่า 985 ล้านบาท
5.นางบุษบา ดามาพงศ์ จำนวน 159,600 หุ้น มูลค่า 7.86 ล้านบาท
ความสำคัญไม่ได้อยู่แค่มูลค่า 7.3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าการขายธุรกิจ “ชินคอร์ป” ของครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งในเวลานั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเป็นการขายให้กับนักลงทุนต่างประเทศ “บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้ง จำกัด” กองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ ผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ครอบคลุมทั้งธุรกิจโทรศํพท์เคลื่อนที่ เอไอเอส, สถานีโทรทัศน์ไอทีวี และดาวเทียมไทยคม
เรียกว่าเป็นการเทขายหุ้นในธุรกิจที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สร้างมาทั้งหมดออกไป
เกิดคำถามมากมายว่าทำไม ครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ ตัดสินใจขายธุรกิจที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บุกเบิกและขยายธุรกิจจนเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มั่งคั่งมากที่สุดในประเทศไทย
อย่างไรก็ดีประเด็นที่ตามมาก็คือความสลับซับซ้อนในการขายหุ้นของดีลนี้ ทั้งความสลับซับซ้อนของโครงสร้างกลุ่ม “ผู้ซื้อหุ้น” เพื่อที่จะแปลงร่างให้เทมาเส็ก โฮลดิ้ง เป็นบริษัทไทยผ่านบริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด
นอกจากนี้ยังเกิดคำถามและการวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักเนื่องจากมีการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ซึ่งเพิ่งมีการบังคับใช้เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2549 ที่เปิดทางให้กลุ่มทุนต่างประเทศ สามารถเข้าถือหุ้นในธุรกิจโทรคมนาคมไทยได้ถึง 49% จากเดิมที่กำหนดไม่เกิน 25%
ดังนั้นการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเปิดทางให้เทมาเส็กโฮลดิ้ง สามารถเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมในชินคอร์ปได้ถึง 49%
เรียกว่ากฎหมายมีผลเพียง 3 วันก่อนที่ดีลขายหุ้นชินคอร์ปเกิดขึ้นในวันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2549
จึงเกิดคำถามว่าเป็นการแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจส่วนตัวหรือไม่ เพราะหากยังไม่มีการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 จะทำให้ดีลการขายหุ้นชินคอร์ป 7.3 หมื่นล้านบาท ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเบ็ดเสร็จ
และที่เป็นอีกประเด็นร้อนคือการขายหุ้น 7.3 หมื่นล้านบาทของครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ “ไม่ต้องเสียภาษีสักบาท”
ด้วยคำอธิบายว่า ดีลนี้เป็นการขายผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งประมวลรัษฏากรระบุไว้ชัดว่า กำไรที่ได้จากการซื้อขายหุ้นผ่ายตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลธรรมดาไม่ต้องเสียภาษี
รวมถึงกรณีที่นางสาวพินทองทา ชินวัตร และนายพานทองแท้ ชินวัตร ได้มีการซื้อหุ้นชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิลริช ในราคาหุ้นละ 1 บาท จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ก่อนที่จะนำมาขายให้กับเทมาเส็กในราคา 49.25 บาท/หุ้น มีการตั้งคำถามว่า ถูกต้องตามระเบียบของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ และเป็นกระบวนการใช้ตัวแทน (นอมินี) ในการถือหุ้นอำพรางของ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่
ตามมาด้วยการขุดคุ้ยเรื่องการทุจริตเชิงนโยบายของรัฐบาลทักษิณ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย ทำให้การขายหุ้นชินคอร์ปครั้งนี้เป็นจุดชนวนที่ทำให้เกิดการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขยายตัวออกไปในวงกว้าง
รัฐประหาร 19 ก.ย.-ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน
กระทั่งเกิดการปฏิวัติรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางไปประชุมสหประชาชาติที่สหรัฐอเมริกา พร้อมกับมีการฟ้องร้องดำเนินคดีตามมามากมาย โดยเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาให้ยึดทรัพย์สิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผล ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
โดยศาลพิพากษายึดเงินค่าขายหุ้นเฉพาะในส่วนของการ “ซุกหุ้น” ของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ส่วนที่เพิ่มขึ้นหลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเงินปันผล เป็นเงิน 46,373 ล้านบาท จากที่ขายหุ้นได้เงิน 76,261.6 ล้านบาท และคืนส่วนที่เหลือ 30,247 ล้านบาท เพราะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เงินที่มีอยู่แต่เดิม
ทั้งนี้ศาลพิเคราะห์ว่า ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการปกปิดการถือหุ้นบริษัทชินคอร์ป โดยให้ญาติถือแทน แต่ตนเองยังรับเงินปันผลมาตลอด
ดังนั้นจึงมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทักษิณและภริยา ยังคงถือครองหุ้นชินคอร์ป อยู่จริง และได้ใช้อำนาจทำการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ป และบริษัทในเครือ รวมทั้งสิ้น 5 กรณี ทำให้เกิดความเสียหายให้แก่รัฐ คือ
1. ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัท เอไอเอส หลังแปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ทำให้รัฐเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท
2. ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้บริษัท เอไอเอส หลังปรับแก้สัญญาลดส่วนแบ่งค่าสัมปทานโทรศัพท์ระบบเติมเงิน
3. ได้รับประโยชน์จากการแก้สัญญาให้รัฐร่วมรับผิดชอบค่าใช้เครือข่ายร่วมกับเอไอเอส ทำให้ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) และการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ได้รับความเสียหายกว่า 1.89 หมื่นล้านบาท
4. แก้ไขสัญญาการสนับสนุนธุรกิจดาวเทียมไอพีสตาร์ เอื้อประโยชน์บริษัท ชินคอร์ป และไทยคม
5. สั่งให้เอ็กซิมแบงก์อนุมัติเงินกู้ให้พม่า 4,000 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทชินแซทฯ ผู้รับจ้างทำงานพัฒนาระบบโทรคมนาคมจากรัฐบาลพม่า
และในคดีที่เพิ่งสิ้นสุดในปี 2563 โดยวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาคดีให้นอมินีถือหุ้นชินคอร์ป โดยพิพากษาจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา จากสองฐานความผิด คือ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ (จำคุก 2 ปี) และเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการเข้ามีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น (จำคุก 3 ปี)
ขณะที่ปัจจุบันบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท อินทัช โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) และหลังจากครองครัวชินวัตรขายหุ้นทั้งหมดให้กลุ่มเทมาเส็กฯ เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และเมื่อปี 2564 ก็มีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทแห่งนี้อีกครั้ง โดยปัจจุบันตกอยู่ในมือของ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ยักษ์ใหญ่ธุรกิจพลังงานของไทย
- เปิดภาพแรกทักษิณ ชินวัตร อยู่พร้อมครอบครัวที่เมืองไทยในรอบ 15 ปี
- ทักษิณ : ยิ่งลักษณ์โพสต์ใจหาย “เป็นครั้งแรกไม่ได้เดินทางด้วยกัน”
- ทักษิณ ชินวัตร เดินทางถึงดอนเมืองแล้ว คนเสื้อแดงรอรับคับคั่ง
- ตำรวจคุมตัว ทักษิณ ชินวัตร ถึงศาลฎีกาแล้ว รับทราบคำพิพากษา 3 คดี
- หุ้นกลุ่มทุนใหญ่ เชื่อมโยง “ทักษิณ-เศรษฐา” กอดคอเขียวยกแผง