โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

10 เพลงดีที่ไม่ (จำเป็นต้อง) มีท่อนฮุก !

BT Beartai

อัพเดต 31 ก.ค. 2565 เวลา 11.56 น. • เผยแพร่ 31 ก.ค. 2565 เวลา 09.34 น.
10 เพลงดีที่ไม่ (จำเป็นต้อง) มีท่อนฮุก !

ในหลาย ๆ ครั้งที่เราฟังเพลง ท่อนคอรัสหรือท่อนฮุกของเพลงมักเป็นสิ่งที่เราจำได้ ร้องตามได้และติดหู นักแต่งเพลงมักจะดีไซน์ท่อนนี้ให้มีพลังดึงดูดทำให้มันเป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จของบทเพลง ทำให้สิ่งนี้กลายเป็นสูตรที่นักแต่งเพลงและศิลปินไม่ว่ายุคสมัยใดต่างดำเนินตามแนวทางนี้มาโดยตลอด

แต่ถึงอย่างนั้นก็มีหลายเพลงดังทั้งในอดีตและปัจจุบันที่ไม่จำเป็นจะต้องมีท่อนฮุกมาดึงดูดคนฟัง แต่ก็ยังปังและสำเร็จได้ หลายเพลงเป็นที่จดจำและกลายเป็นบทเพลงอมตะ ในวันนี้เราจะมาดูกันว่ามีเพลงใดบ้างที่ปังได้โดยไร้ซึ่งท่อนฮุกและเพลงนั้นมันโดดเด่นได้เพราะอะไร

“Bohemian Rhapsody” – Queen

ในความหมายทางดนตรี ‘แรปโซดี’ (Rhapsody) หมายถึงเพลงที่มีความยาวไม่แน่นอนและไม่มีโครงสร้างอย่างเป็นทางการตายตัว ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดทางดนตรีที่แตกต่างกันจำนวนหนึ่ง ดังนั้น เราอาจจะบอกได้ว่า “Bohemian Rhapsody” ของ Queen นั้นทำตามคำจำกัดนี้อย่างไม่มีบิดพลิ้วเลย

“Bohemian Rhapsody” คือโอเปร่าร็อกที่ประกอบไปด้วยส่วนประกอบทางดนตรีที่หลากหลายในแต่ละท่อนจะมีรสชาติที่แตกต่างกันออกไป มันเปรียบเสมือนกับมหากาพย์แห่งการเดินทางทางดนตรี ที่รวมความมหัศจรรย์ทางดนตรีลงไปในการเดินทางที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานี้โดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณของมัน พูดง่าย ๆ ก็คือถึงแม้ว่ามันจะมีส่วนประกอบที่หลากหลายแต่มันก็ผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัวไม่มีมั่วนั่นเอง และนั่นทำให้มันไม่มีท่อนใดเด่นกว่าท่อนใด หรือมีท่อนฮุกที่เป็นพระเอกของเพลง หากแต่พระเอกตัวจริงก็คือทั้งบทเพลงทั้งเพลงที่ส่วนประกอบต่าง ๆ ได้มาผสานเข้าด้วยกันนั่นเอง

The Sound of Silence” – Simon & Garfunkel

เพลงโฟล์กคลาสสิกของ Simon & Garfunkel เพลงนี้เป็นเพลงที่เรียงร้อยถ้อยความราวบทกวีและมีการซ้ำชื่อเพลงในช่วงท้ายของแต่ละท่อน เช่น “Within the sound of silence” ในท่อนแรก “And touched the sound of silence” ในท่อนสอง หรือ “Disturb the sound of silence” ในท่อนที่สาม ด้วยวิธีนี้จะช่วยแต่งเติมบทเพลงให้ไพเราะเสนาะหู ตอกย้ำถึงแก่นสารสาระของบทเพลง โดยที่การขาดไปซึ่งท่อนฮุกทำให้เป็นการสร้างความสนใจให้กับผู้ฟังเนื่องจากไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เรื่องราวจะเล่าต่อไปอย่างไร และ ในที่สุดสิ่งที่ตามมาก็คือถ้อยกวีที่สะกดใจจากการเขียนของ พอล ไซมอน นั่นเอง ดังนั้นเสน่ห์ของ “The Sound of Silence” จึงอยู่ที่ผลรวมของท่อนต่าง ๆ มากกว่าที่จะเป็นท่อนใดท่อนหนึ่ง แต่ละท่อนต่างเสริมส่งความหมายให้กันและกัน และเมื่อเราได้ฟังจนจบเพลงแล้วนั้นเราจึงอิ่มเอมในท่วงทำนองและความหมายอันคมคายของบทเพลงนี้

“Paranoid Android” – Radiohead

ถึงแม้ว่าซิงเกิลแจ้งเกิดของ Radiohead ในปี 1992 อย่าง “Creep” จะเป็นเพลงที่ดำเนินตามสูตร แต่ไม่นานวงสุดล้ำจากอังกฤษวงนี้ก็ได้พัฒนาแนวทางของตนเองจนแปลกและแหวกออกไปไม่เหมือนเดิม ดังเราจะพบได้ในเพลง “Paranoid Android” มหากาพย์แห่งอาร์ตร็อกที่ประกอบไปด้วยท่อนเพลง 4 ท่อนที่สะท้อนแนวคิดบริโภคนิยมและการคอรัปชันทางการเมือง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากบทเพลง “Happiness is a Warm Gun” ของ The Beatles ด้วยท่วงทำนองหลอนจิตทั้งแบบชาวร็อกและแบบอะคูสติก การเรียงร้อยถ้อยดนตรีที่มีความประหลาดและไม่สอดคล้องกัน (แต่กลับอยู่ด้วยกันได้อย่างน่าประหลาด) รวมถึงท่อนของการปลดปล่อยระบายและความคุ้มคลั่งในตอนท้าย ทั้งหมดทั้งมวลล้วนแล้วแต่ทำให้บทเพลงนี้เป็นดั่งมนต์สะกดของพ่อมดดนตรีที่ให้ผลอย่างชะงัดนัก

“Losing My Religion” – R.E.M.

นี่คือเพลงฮิตถล่มทลายที่ไร้ซึ่งท่อนฮุก แถมยังมีการวางเมโลดี้และองค์ประกอบดนตรีที่แปลกออกไป เมโลดี้และท่วงทำนองส่วนใหญ่ของเพลงนี้มักวนเวียนอยู่แค่โน้ต 3-4 ตัวในคีย์ A ไมเนอร์ มันจึงฟังดูแล้วเหมือนฮึมฮัมพึมพัมไปมา ซึ่งโดยปกติแล้วมันมักจะไม่เวิร์กเลย เพราะคนฟังส่วนใหญ่ย่อมอยากได้เมโลดี้ที่หวือหวามากกว่านี้

แต่หากลองคิดดูว่าทำไมมันถึงเวิร์กอาจจะเป็นด้วยเมโลดี้ที่ฮึมฮัมพึมพัมของเพลงนี้มันเข้ากันได้ดีกับเนื้อร้องที่ชวนครุ่นคิดนึกตรึกตรอง และถึงแม้ว่ามันจะไม่มีการแบ่งท่อนออกเป็นท่อนร้อง ท่อนคอรัส แต่การเรียงเมโลดี้ในหนึ่งท่อนเพลงก็มีน้ำหนัก มีไดนามิก ที่มีเสน่ห์และไม่ทำให้มันน่าเบื่อเลย หากเราลองฟังแล้วจะเห็นได้ถึงการขึ้นลงของตัวโน้ตที่ลื่นไหลและต่อเนื่องกันไปอย่างไม่ขาดตอน เมื่อผสานไปด้วยท่วงทำนองของแมนโดลินแล้วจึงทำให้มันเป็นบทเพลงที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลังอันลึกลับ

“Blowin’ in The Wind” – Bob Dylan

บทเพลงระดับตำนานของวงการเพลงโฟล์กที่ออกมาในปี 1962 ซิงเกิลจากอัลบั้ม “The Freewheelin’ Bob Dylan” ที่กลายเป็นบทเพลงอมตะและบทเพลงประท้วงที่เอื้อนเอ่ยคำถามชวนคิดสะกดใจในประเด็นของสันติภาพ สงครามและอิสรภาพ

“Yes, and how many times must the cannonballs fly / Before they’re forever banned?” แต่ละท่อนของเพลงนี้ล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์ คล้ายเรากำลังฟังคนอ่านบทกวีประกอบเสียงดนตรี และแน่นอนว่ามันคือบทกวีที่ไม่มีท่อนฮุก หากจะมีก็เป็นเพียงแต่ท่อนที่เรียกว่า Refrain เป็นท่อนปิดท้ายในแต่ละท่อนที่ร้องว่า “The answer, my friend, is blowin’ in the wind / The answer is blowin’ in the wind” ซึ่งนับว่าเป็นท่อนที่ทรงพลังมาก เพราะมันคล้ายเป็นการสนทนาโดยตรงระหว่างดีแลนและผู้ฟัง อีกทั้งยังเป็นการทิ้งปริศนาเชิงปรัชญาเอาไว้ให้เราได้ขบคิดอีกด้วย

A Day in Life” – The Beatles

แม้ว่า จอห์น เลนนอน (John Lennon) กับ พอล แม็กคาร์ตนีย์ (Paul McCartney) จะทำงานร่วมกันเป็นประจำในการเขียนเนื้อร้อง จนมีเครดิตคู่เป็น เลนนอน–แมคคาร์ตนีย์ แต่สำหรับบทเพลง “A Day in Life” กลับไม่ค่อยรู้สึกเหมือนเป็นการผสมผสานกันทางความคิดสักเท่าไหร่ เพราะท่อนที่แต่ละคนแต่งนั้นเหมือนไปกันคนละทิศคนละทาง เลนนอนในท่อนร้องเหงา ๆ ส่วนแมคคาร์ตนีย์ในท่อนบริดจ์ที่เหมือนจะสนุกนั้นให้อารมณ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่นี่กลับเป็นเสน่ห์ของบทเพลงนี้ที่เป็นความงามบนความปั่นป่วนเมื่อเอามันมารวมกันกับท่วงทำนองดนตรีที่สุดแสนจะล้ำอาวอง การ์ด มันเลยยิ่งเป็นอะไรที่แปลกแหวกล้ำเข้าไปใหญ่ นั่นเลยทำให้บทเพลงสุดท้ายปิดอัลบั้มในตำนานของวงอย่าง ‘Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band’ เป็นอะไรที่น่าจดจำอย่างยิ่ง

Stairway to Heaven” – Led Zeppelin

เพลงไร้ฮุกเพลงนี้อุดมไปด้วยองค์ประกอบที่ทำให้มันโดดเด่นเป็นสง่าไม่ว่าจะเป็นเสียงปิกกิ้งกีตาร์เนิบช้าของ จิมมี เพจ (Jimmy Page) ที่เปิดเข้าเพลงได้อย่างเปี่ยมมนต์ขลัง หรือท่อนโซโลและท่อนระรัวกีตาร์อันเร้าใจในตอนท้ายก็ล้วนแล้วแต่เป็นที่น่าจดจำอย่างยิ่ง

ในส่วนของเนื้อร้องที่แต่งโดย โรเบิร์ต แพลนต์ (Robert Plant) นักร้องนำของวงก็เป็นอะไรที่ออกจะเซอร์และเปี่ยมไปด้วยปริศนา ไม่ว่าจะเป็นการพูดถึงหญิงสาวที่เชื่อมั่นในแสงแวววาวของทองคำและหวังจะใช้มันเพื่อซื้อหาบันไดไต่ไปสู่สวรรค์ ทำให้ในแต่ละท่อนเพลงนั้นชี้ชวนให้คนฟังได้แกะและแงะความหมายด้วยตัวของตัวเอง จนสุดท้ายบทเพลงนี้ก็ถูกครหาว่าพวกเขาจงใจใส่ข้อความลับลงไปในบทเพลงเพื่อบูชาซาตานจนเป็นเรื่องเป็นราวเล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้

Space Oddity” – David Bowie

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งบทเพลงระดับตำนาน ที่ไม่ต้องการท่อนฮุกใด ๆ บทเพลงนี้ปล่อยออกมาในเดือนกรกฎาคมปี 1969 จวบจนวันนี้ก็เป็นเวลา 50 กว่าปีแล้ว แต่มันก็ยังข้ามผ่านการเวลาและยุคสมัยจนเป็นบทเพลงที่อยู่ในใจคนทุกยุค (อย่างล่าสุดเชื่อว่าหลายคนอาจเพิ่งเคยฟังเพลงนี้จากภาพยนตร์เรื่อง “The Secret Life of Walter Mitty” แต่ก็รู้สึกประทับใจและได้ติดตามไปหาต้นฉบับฟังในที่สุด)

“Space Oddity” เป็นบทเพลงที่พูดถึงการเดินทางท่องอวกาศ โดยมีตัวละคร ‘ผู้พันทอม’ หรือ Major Tomเป็นตัวละครสมมติที่โบวีได้แรงบันดาลใจจากหนัง Sci-Fi เชิงปรัชญาเรื่อง 2001: A Space Odyssey ผลงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับชั้นครู ‘สแตนลีย์ คูบริก’ (Standley Kubrick) ที่ออกฉายในปี 1968

บทเพลงเปิดด้วยท่อนร้อง “Ground control to Major Tom” ซึ่งต่อมาจะมีการซ้ำเนื้อร้องท่อนนี้อีกหลายครั้ง (จนเป็นท่อนที่จดจำได้ดี) เนื้อเพลงเล่าถึงผู้พันทอมที่ต้องลาภรรยาและครอบครัวเพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจอวกาศ ซึ่งยิ่งห่างไกลโลกเท่าไหร่ ผู้พันทอมก็ต้องเผชิญหน้ากับความเคว้งคว้างเวิ้งว้างไร้สิ้นสุดมากขึ้นทุกที เนื้อร้องและท่วงทำนองสร้างบรรยากาศและช่วยให้ผู้ฟังสัมผัสรับรู้อารมณ์ของตัวละครผู้พันทอมได้เป็นอย่างดีเหมือนเรากำลังดูหนังอยู่เลย และนี่ก็คงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้บทเพลงนี้อยู่เหนือกาลเวลา

“A Birthday Party” – The 1975

บทเพลงฟังสบายคล้ายได้ดีท็อกซ์หูเพลงนี้ก็เป็นบทเพลงไร้ฮุกที่ฟังสบายไร้ความวุ่นวาย ให้เราได้รู้สึกผ่อนคลายไปในท่วงทำนองสบาย ๆ นี้ แถมในมิวสิกวิดีโอในสไตล์แอนิเมชัน 3D ยังเป็นอะไรที่ชวนสนุกกับการแกะ easter eggs ว่าใน MV นี้มี meme ดังอะไรมารวมตัวกันบ้าง

ท่อนร้องของเพลงเปิดด้วย”Hello ,There’s a place I’ve been going” เป็นการเซ็ตเพลงให้ผู้ฟังรู้สึกได้ว่าผู้ร้องกำลังคุยกับผู้ฟังโดยตรง เหมือนการที่ใครสักคนกำลังเล่าเรื่องจากประสบการณ์ของเขาให้เราได้ฟัง “I’ve seen Greg and he was like” “And I’ve seen the girls and they were all like” การเล่าเรื่องในเพลงจึงคล้านเป็นการฟังใครเล่าอะไรให้เราฟังไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ เป็นตัวอย่างที่ดีของเพลงร่วมสมัยที่ใช้รูปแบบการเขียนเนื้อร้องที่ไร้ฮุกได้อย่างน่าสนใจ

“ห้องสุดท้าย” – เอ้ รงค์ สุภารัตน์

ปิดท้ายด้วยเพลงไทยกันสักเพลง หากจะพูดถึงเพลงไทยที่ไม่มีท่อนฮุก “ห้องสุดท้าย” ของ เอ้ รงค์ สุภารัตน์ เป็นเพลงหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ๆ เพราะว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่มีความโดดเด่นในการเล่าเรื่องมาก เนื้อหาและอารมณ์ของเพลงมีทั้งความหลอน ความเหงา ความเศร้า และโรแมนติกในระดับที่กลมกล่อม การเล่าเรื่องในเพลงนี้ชี้ชวนให้ผู้ฟังติดตามอย่างใกล้ชิด “ผมมาตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง” เสียงเหงา ๆ น่าสงสารของชายเจ้าของเรื่องเป็นคำบอกเล่าเปิดหัวที่ทำให้ผู้ฟังเอาใจจดจ่อติดตามว่าผู้หญิงคนที่ชายหนุ่มตามหานั้นเธอหายไปไหน และในแต่ละท่อนก็คือการค่อย ๆ คลี่คลายเรื่องให้ผู้ฟังได้ตามลุ้นจนพบกับความจริงอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงในท้ายที่สุด ก่อนที่จะจบบทเพลงด้วยท่อนเดียวกันกับท่อนเปิดว่า “ผมมาตามหาผู้หญิงคนหนึ่ง” แต่มีการเติมสร้อยอันแสนเศร้าเข้าไปว่า “เธออยู่ไหน” เพียงเท่านี้บทเพลงไร้ฮุกเพลงนี้ก็ได้กลายเป็นเพลงโปรดในใจของใครหลาย ๆ คนไปเป็นที่เรียบร้อย

ที่มา

NME

Far Out Magazine

Loudwire

Sepsakon

The People

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...