โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เฮ! ค้นพบ 2 พืชชนิดใหม่ของโลก "ม่วงราชสิริน-ซ่อนแก้ว" สกุลกระพี้จั่นไทย

Khaosod

อัพเดต 11 ก.ค. 2565 เวลา 16.21 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2565 เวลา 16.20 น.

นักพฤกษศาสตร์กรมอุทยาน-อ.ราชภัฏอุดรฯ ค้นพบ 2 พืชชนิดใหม่ของโลก สกุลกระพี้จั่นไทย “ม่วงราชสิริน” ที่ จ.ราชบุรี และ “ซ่อนแก้ว” ที่ จ.เพชรบูรณ์

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่า นักพฤกษศาสตร์สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญพืชวงศ์ถั่ว มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ค้นพบพืชชนิดใหม่ 2 ชนิด ในสกุลกระพี้จั่น (Millettia) จากประเทศไทย

คือ ม่วงราชสิริน (Millettia sirindhorniana Mattapha, Thanant., Kaewmuan & Suddee) เป็นพืชนามพระราชทาน และ ซ่อนแก้ว (Millettia tomentosa Mattapha & Tetsana) ได้ตีพิมพ์ตามกฎเกณฑ์ทางพฤกษศาสตร์ในวารสารนานาชาติ Thai Forest Bulletin (Botany) เล่มที่ 50(2) หน้าที่ : 89–99 ปี พ.ศ. 2565
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ThaiForestBulletin/issue/current

นายสไว มัฐผา อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ผู้เชี่ยวชาญ พรรณไม้วงศ์ถั่ว (Fabaceae) ของไทย เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ นายธีรวัฒน์ ทะนันไธสง น.ส.อนุสรา แก้วเหมือน และนายสมราน สุดดี พฤกษศาสตร์ หอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานฯ ร่วมกันตีพิมพ์พืชชนิดใหม่ของโลกคือ ม่วงราชสิริน

ม่วงราชสิริน

โดยการสนับสนุนการสำรวจในภาคสนามจากสำนักสนองงานพระราชดำริ กรมอุทยานฯ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และโครงการอุทยานธรรมชาติวิทยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

นายสไว กล่าวต่อว่า พืชชนิดใหม่นี้ถูกค้นพบโดยทีมงานนักพฤกษศาสตร์หอพรรณไม้ ระหว่างทำการสำรวจความหลากหลายของพรรณพืชบริเวณพื้นที่อุทยานธรรมชาติวิทยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ อ.สวนผึ้ง ในเดือน ส.ค. 2563 ซึ่งได้พบไม้เถาเนื้อแข็งไม่ทราบชนิด มีเฉพาะผล จึงติดตามเก็บตัวอย่าง และได้ตัวอย่างดอกในเดือน เม.ย. 2564 ได้ทำการตรวจสอบตัวอย่าง พบเพิ่มเติมบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

จากการศึกษาอย่างละเอียดพบว่าเป็นพืชชนิดใหม่ของโลกในสกุลกระพี้จั่น (Millettia) วงศ์ถั่ว (Fabaceae) จึงได้ร่วมเขียนตีพิมพ์ โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ขอพระราชทานนาม ซึ่งมีชื่อพฤกษศาสตร์ที่ขอพระราชทานนามว่า Millettia sirindhorniana Mattapha, Thanant., Kaewmuan & Suddee คำระบุชนิด “sirindhorniana” ตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

นายสไว กล่าวอีกว่า พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามการดำเนินงานของโครงการอุทยานธรรมชาติวิทยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2562 และมีพระกระแสรับสั่งต่อเจ้าหน้าที่ผู้เดินทางไปร่วมรับเสด็จ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรมอุทยานฯ ให้ดำเนินการสำรวจชนิดพรรณไม้ในโครงการอุทยานธรรมชาติวิทยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพิ่มเติมอีก จำนวน 3 ลุ่มน้ำ จากเดิมที่สำรวจไปแล้ว 1 ลุ่มน้ำ พืชชนิดใหม่นี้มีชื่อไทยซึ่งเป็นนามพระราชทานว่า “ม่วงราชสิริน” ตัวอย่างต้นแบบเก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้

นายสไว กล่าวต่อว่า สำหรับลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง กิ่งอ่อนมีขนสั้นนุ่ม เกลี้ยงเมื่อแก่ ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน ใบย่อย 7-9 ใบ เรียงตรงข้าม รูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับ ใบปลายรูปไข่กลับ มีขนาดใกล้เคียงกับใบคู่ล่างๆ หรือใหญ่กว่าเล็กน้อย ใบทั้งหมดกว้าง 2.5-6 ซม. ยาว 5-15 ซม. ปลายเป็นติ่งแหลมถึงยาวคล้ายหาง โคนมนถึงมนกลม ขอบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ ด้านบนมีขนตามเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบ ส่วนอื่นเกลี้ยง ด้านล่างมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น

เส้นแขนงใบข้างละ 6-10 เส้น ก้านใบยาว 6-10 ซม. มีขนสั้นนุ่ม ก้านใบย่อยยาว 3-5 มม. มีขนสั้นนุ่ม ไม่มีหูใบย่อย ช่อดอกออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง ช่อตั้งขึ้น มีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ดอกสีม่วง มีเส้นสีม่วงแดงเข้มตามยาว ใบประดับและใบประดับย่อยมีขนาดเล็ก ด้านนอกมีขน ด้านในเกลี้ยง กลีบลี้ยงโคนเชื่อมกันเป็นรูปถ้วย ยาว 2.5-3 มม. ผิวด้านนอกมีขนสีแดงหรือสีน้ำตาลแดง กลีบดอกกลีบกลางรูปเกือบกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. ปลายเว้าตี้น บนก้านกลีบมีต่อมนูน ผิวด้านนอกมีขนสีเงินที่ช่วงปลายกลีบ ช่วงโคนเกลี้ยง ด้านในเกลี้ยง

กลีบคู่ข้างรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายมน โคนตัด เกลี้ยงทั้ง 2 ด้าน กลีบคู่ล่างรูปขอบขนานแกมรูปเคียว ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายมนกลม โคนมน ผิวด้านนอกมีขนสีเงิน ด้านในเกลี้ยง เกสรเพศผู้คล้ายเชื่อมติดกลุ่มเดียว รังไข่มีขนสั้นนุ่ม ผลรูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับ แบน กว้าง 1.5-2.ถ ซม. ยาว 5-8ซม. มีขนสีน้ำตาลหนาแน่น

นายสไว กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นยังได้ร่วมกับร่วมกับ น.ส.นัยนา เทศนา นักพฤกษศาสตร์ หอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้ฯ ร่วมกันตีพิมพ์พืชชนิดใหม่ของโลก คือ ซ่อนแก้ว โดยพืชชนิดนี้พบที่จ.เพชรบูรณ์ บริเวณวัดผาซ่อนแก้ว และที่ จ.เชียงราย บริเวณน้ำตกขุนกรณ์และอุทยานฯ ขุนน้ำนางนอน ซึ่งดำเนินการภายใต้โครงการวิจัยความหลากหลายของพันธุ์พืชในระบบนิเวศเขาหินปูนของประเทศไทย

พืชชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Millettia tomentosa Mattapha & Tetsana” คำระบุชนิด “tomentosa” ตั้งตามลักษณะขนที่หนาแน่นบริเวณรังไข่และผล ส่วนชื่อไทย “ซ่อนแก้ว” ตั้งตามชื่อแหล่งเก็บตัวอย่างต้นแบบ ที่วัดผาซ่อนแก้ว

ซ่อนแก้ว

นายสไว กล่าวต่อว่า สำหรับตัวอย่างต้นแบบเก็บรักษาไว้ที่หอพรรณไม้ ผู้วิจัยได้ตรวจสอบชนิดที่มีการรายงานในภูมิภาคเอเชียและตัวอย่างพรรณไม้อ้างอิงทั้งในและต่างประเทศ พบว่าชนิดนี้ยังไม่มีการให้ชื่อพฤกษศาสตร์ การพบพืชชนิดนี้ครั้งแรกเป็นตัวอย่างเพียงแค่ฝัก

ต่อมามีการตามเก็บตัวอย่างดอกเพื่อยืนยันชนิดที่ถูกต้องโดยใช้เวลา 8 ปี จนในที่สุดจึงได้ตัวอย่างที่สมบูรณ์ ได้แก่ ใบ ฝัก ดอก ผลและเมล็ด นำมาซึ่งการตรวจสอบและตั้งชื่อพฤกษศาสตร์ ประเทศไทยนับว่าพืชสกุลกระพี้จั่นมีความหลากหลายชนิดมากที่สุดในโลก ปัจจุบันประเทศไทยมีการค้นพบจำนวนชนิดใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะในสมัยอดีตยังไม่มีการศึกษารายละเอียดมากนัก และอาจเนื่องจากพืชสกุลนี้เป็นสกุลที่ยากต่อการศึกษา

นายไสว กล่าวอีกว่า สำหรับลักษณะทางพฤกษศาสตร์ไม้เถาเนื้อแข็งหรือไม้พุ่มกึ่งเลื้อย กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลหนาแน่น ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงเวียน ใบย่อย 5-9 ใบ เรียงตรงข้าม รูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่กลับ ใบปลายรูปไข่กลับ ใบทั้งหมดกว้าง 3-6 ซม. ยาว 8-15 ซม. ปลายแหลมหรือเรียวแหลม โคนรูปลิ่ม ขอบเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบบางคล้ายกระดา ด้านบนเกลี้ยง ด้านล่างมีขนประปรายตามเส้นใบ ส่วนอื่นเกลี้ยง เส้นแขนงใบข้างละ 4-5 เส้น ก้านใบยาว 4-10 ซม. มีขนหนาแน่น

ก้านใบย่อยยาว 4-5 มม. มีขนสั้นนุ่ม ไม่มีหูใบย่อย ช่อดอกออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มีขนสีน้ำตาลแดงหนาแน่น ใบประดับร่วงง่าย ดอกสีขาวถึงชมพูอ่อน กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมกันเป็นรูปถ้วย ยาว 2.5 มม. ผิวด้านนอกมีขนหนาแน่น กลีบดอกกลีบกลางรูปเกือบกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. ปลายเว้าบุ๋ม ช่วงกลางก้านกลีบมีต่อมนูน ผิวด้านนอกมีขนสีทองหนาแน่น ด้านในเกลี้ยง

กลีบคู่ข้างรูปเคียว ยาว 7-8 มม. ปลายแหลม โคนตัด เกลี้ยงทั้ง 2 ด้าน กลีบคู่ล่างรูปเคียวถึงรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 6 มม. ผิวด้านนอกมีขนหนาแน่น ด้านในเกลี้ยง เกสรเพศผู้เชื่อมติดกลุ่มเดียว รังไข่มีขนหนาแน่น ผลรูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับ แบน กว้างประมาณ 2 ซม. ยาว 8-11 ซม. มีขนหนาแน่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...