สินเชื่อระบบแบงก์ปี 67 ติดลบ 0.4% เล็งพิจารณา LTV
ธปท.เผยสินเชื่อแบงก์พาณิชย์ปี 2567 หดตัว 0.4% จากระยะเดียวกันปีก่อนเป็นการลดลงสูงสุดในรอบ 15 ปี โดยสินเชื่อเช่าซื้อยังฟุบต่อเนื่องติดลบ 9.9% เล็งพิจารณา LTV หลังกลุ่มอสังหาฯ ร้องขอ
18 ก.พ.2568 นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ ปี 2567 ปรับดีขึ้นจากปีก่อน จากทั้งรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยตามการวัดมูลค่าตราสารทางการเงินเป็นสำคัญ และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองลดลงจากการตั้งสำรองสูงในปีก่อน
ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง โดยสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ปี 2567 หดตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.4 จากระยะเดียวกันปีก่อน เป็นการลดลงสูงสุดในรอบ 15 ปี และลดลงต่อเนื่องจากปี 2566 ที่หดตัวร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
โดยสินเชื่อธุรกิจขยายตัวร้อยละ 0.5 ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว ด้านสินเชื่อธุรกิจ SMEs หดตัวลดลง ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคหดตัวติดลบร้อยละ1.9 ลดลงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเชิงโครงสร้างลดลงร้อยละ 9.9 เป็นการลดลงต่อเนื่อง
ส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตลดลงร้อยละ 2.3 ลดลงน้อยกว่าช่วงก่อนหน้า ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัวร้อยละ 1.3 เติบโตน้อยลงจากเดิมที่เคยขยายตัวได้ร้อยละ 3.7 ด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวร้อยละ 0.3
ทั้งนี้ยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ไตรมาส 4 ปี 2567 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 552.1 พันล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมปรับลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.78 โดยหลักจากสินเชื่อธุรกิจ
แต่สินเชื่อบ้านพบว่ามี NPL เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 3.88 เพิ่มขึ้นจากที่เคยอยู่ร้อยละ 3.82 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการคุณภาพหนี้และการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องของธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งลูกหนี้บางส่วนสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้
“NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ร้อยละ 3.12 ลดลงจากก่อนหน้านี้ที่อยู่ร้อยละ 3.65 ซึ่งดีขึ้นจากการที่คงอัตราชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตไว้ที่ร้อยละ 8 และลูกหนี้บางส่วนสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ โดยรวมลูกหนี้ปรับชั้นดีขึ้นประกอบกับมีการจัดชั้นเชิงคุณภาพของสินเชื่อธุรกิจ ส่งผลให้สินเชื่อ stage 2 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 6.98”
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจ SMEs และครัวเรือนบางกลุ่มที่รายได้ฟื้นตัวช้าและมีภาระหนี้สูง รวมถึงธุรกิจในกลุ่มที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันปรับลดลง ตลอดจนติดตามผลสำเร็จของการให้ความช่วยเหลือภายใต้โครงการคุณสู้เราช่วย
โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 3 ปี 2567 ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน จากสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ขยายตัวชะลอลง
ขณะที่ภาคธุรกิจมีสัดส่วนหนี้สินต่อ GDP ปรับลดลงตามการหดตัวของสินเชื่อและตราสารหนี้ ด้านความสามารถในการทำกำไรโดยรวมลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะภาคการผลิต แม้จะมีปัจจัยสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยว
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยว่า สัปดาห์ที่แล้ว ธปท.ได้เชิญสมาคมและตัวแทนผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง รวมถึงธนาคารพาณิชย์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อภาวะและแนวโน้มของธุรกิจ รับฟังความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รวมถึงการปรับตัวเพื่อรองรับความท้าทายและโอกาสในการดำเนินธุรกิจในหลาย ๆ มิติ โดยธปท.จะนำข้อมูลที่ได้จากการประชุมประกอบการพิจารณาดำเนินนโยบายให้เหมาะสมต่อสภาพเศรษฐกิจและการเงิน
โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ขอให้ธปท.พิจารณาเกณฑ์อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน ( Loan to Value หรือ LTV) เพราะยอดขายอสังหาฯ ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งธปท.ก็เห็นข้อมูลนี้ แต่การพิจารณาผ่อนคลาย LTV จะกระตุ้นอสังหาได้จริงหรือไม่ ต้องหารือร่วมกันหลายภาคส่วน ส่วนจะเห็นการปรับ LTV ภายในครึ่งปีแรกของปี 2568 หรือไม่ยังตอบไม่ได้
“เรื่องLTV ต้องมีการหารือร่วมกันก่อน ซึ่งตอนนี้เห็นว่าแบงก์ปล่อยกู้ได้น้อยลงเพราะเสี่ยงสูง การจะใช้LTV มาช่วย ก็ต้องพิจารณาอย่างละเอียด โดยเฉพาะบ้านหลังที่ 2 หลังที่ 3 ส่วนจุดยืนธปท.จะดูสถานการณ์ที่เหมาะสม และต้องมีประโยชน์ได้จริง”