ชูกลยุทธ์ “Core & Satellite” ตอบโจทย์ระยะยาว “ฝ่าทุกภาวะตลาดการลงทุน”... พร้อมชู 4 สินทรัพย์เด่นระยะสั้น “อินเดีย-เวียดนาม-ไทย-กองทุนอสังหาฯ โลก” !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 17 ก.พ. เวลา 22.21 น. • เผยแพร่ 25 ต.ค. 2567 เวลา 09.52 น. • โต๊ะกองทุน WealthyThaiFun of Funds: สำหรับ “บลจ.กสิกรไทย” เป็นหนึ่งในบลจ.ที่มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) เกิน 1 ล้านล้านบาทของไทย และในทุกกลุ่มธุรกิจก็นับเป็น “ผู้นำ” ติดอันดับ Top3 ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นธุรกิจกองทุนรวม, กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
แม้จะเป็น บลจ.ขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในแง่ของการเติบโตแต่ประการใด โดยเป้าหมายปีนี้ตั้งใจจะขยับ AUM ไปสู่ระดับ 1.8 ล้านล้านบาท และทะยานสู่ 2.0 ล้านล้านบาท ภายใน 3 ปี
โดยเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Top of Mind Investment House” ในการรุกธุรกิจขับเคลื่อนปัจจุบันไปสู่อนาคต
ทิศทางธุรกิจและมุมมองการลงทุนของ “บลจ.กสิกรไทย” จะเป็นเช่นไรนั้น ทางทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีคำตอบจากผู้นำสูงสุดขององค์กรมาฝากกัน
“Top of Mind”: แนวคิดขับเคลื่อนสู่ “บลจ.” 2 ล้านล้านบาท ในอีก 3 ปี…พร้อมจับมือพันธมิตร “J.P. Morgan” & “Lombard Odier” ยกระดับมาตรฐานการทำงานในทุกมิติ
โดย “วิน พรหมแพทย์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย บอกว่า “บลจ.กสิกรไทย” ยังคงดำเนินงานตามแผนภายใต้แนวคิด “Top of Mind Investment House” โดยยึดหลัก 1 Goal 3 Focus 5 Priorities อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการวางรากฐานใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) มุ่งสร้างผลตอบแทนจากการบริหารจัดการกองทุนให้ได้ผลตอบแทนที่โดดเด่นอย่างสม่ำเสมอ 2) มุ่งสร้างประสิทธิภาพของพอร์ตจากการจัดพอร์ตแบบ “Core & Satellite Portfolio” 3) มุ่งสร้างความน่าเชื่อถือจากการให้คำแนะนำการลงทุนที่ทันต่อเหตุการณ์อย่างตรงไปตรงมา 4) มุ่งสร้างเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มลูกค้า จากการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม และ 5) มุ่งสร้างความเชี่ยวชาญจากการให้มุมมองการลงทุนเชิงลึกภายใต้ชื่อ “Know The Markets”โดยรากฐานทั้งหมดจะมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ทั่วโลก การวางโครงสร้างการลงทุนอย่างยั่งยืน และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าและคู่ค้า เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) 1.80 ล้านล้านบาทในช่วงโค้งสุดท้ายปี2024 และไปสู่ระดับ 2.0 ล้านล้านบาท ในอีก 3 ปี
(วิน พรหมแพทย์)
“สำหรับทิศทางการพัฒนาเพื่อการแข่งขัน ‘บลจ.กสิกรไทย’ เตรียมพัฒนาโซลูชันการลงทุนกับ 2 พันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำระดับโลกทั้ง ‘J.P. Morgan Asset Management’ ในฐานะ Strategic Partnership ที่มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถในการคัดเลือกและจัดสรรสินทรัพย์ทั่วโลก กับอีก 1 พันธมิตรที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ‘Lombard Odier’ที่มุ่งเน้นการกำหนดยุทธศาสตร์ในการวางโครงสร้างการลงทุนอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยเติมเต็มศักยภาพการบริหารจัดการกองทุน และยกระดับมาตรฐานการทำงานในทุกมิติ”
ชูกลยุทธ์ “Core & Satellite Portfolio” ตอบโจทย์ระยะยาว…ฝ่าทุกภาวะตลาดการลงทุน
สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ยังคงเติบโตได้แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลง เศรษฐกิจโลกก็กลับเข้าสู่สมดุลมากขึ้น ทั้งนี้การลดดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนทั้งใน “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ให้ไปต่อได้ อย่างไรก็ตามตลาดก็ยังคงมีความผันผวนทั้งจากผลการเลือกตั้งของสหรัฐ เศรษฐกิจจีนฟื้นจริงหรือไม่ และความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่ต่างๆ ของโลก เราจึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ “Core and Satellite” เพื่อตอบโจทย์การลงทุน เพราะปัจจุบันนักลงทุนไทยเองส่วนใหญ่ยังลงทุนกระจุกตัวในบางสินทรัพย์ ที่อาจจะมีมากไป เช่น มีหุ้นจีน, หุ้นไทย หรือหุ้นเทคฯ มากไป เป็นต้น ดังนั้น “การกระจายความเสี่ยง” ไปในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกจึงมีความสำคัญ โดยผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวจะอยู่ระดับกลางๆ ซึ่งทำให้การลงทุนในภาวะที่ตลาดมีความผันผวน มีความราบรื่นขึ้น และในช่วงที่ตลาดดี ผลตอบแทนก็ดีไปด้วยเช่นกัน
“โดยแบ่งเงินประมาณ 80% มาเป็น ‘Core Portfolio’ โดย 1) กระจายสินทรัพย์ให้หลากหลายทั้งหุ้นและตราสารหนี้ และ 2) กระจายการลงทุนทั่วโลก แนะนำให้เป็นการลงทุนระยะยาว 3-5ปี อีก 20% เป็นส่วนของ ‘Satellite Portfolio’ ไว้เน้นลงทุนระยะสั้นแบบจับจังหวะตลาด (Market Timing) โดยมี 4 สินทรัพย์ที่แนะนำ ได้แก่ หุ้นอินเดีย, หุ้นเวียดนาม, หุ้นไทย และกองอสังหาริมทรัพย์โลก แนะนำให้เป็นการลงทุนระยะสั้นอย่างน้อย 3เดือน เพื่อรอประเมินสถานการณ์ตลาดในระยะถัดไป”
มอง “หุ้นไทย” โค้งสุดท้ายได้แรงหนุน “กองทุนวายุภักษ์+กองประหยัดภาษี”…พร้อมมองเป้าปีหน้า 1,600 จุด
สำหรับ “ตลาดหุ้นไทย” ยังคงมีมุมมองเชิงบวกจากการประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) ซึ่งอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับในอดีต ประกอบกับเม็ดเงินใหม่ ที่จะเข้าสู่ตลาดหุ้นจากการตั้งกองทุนวายุภักษ์ แนวโน้มเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะฟื้นตัวได้จากการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีซึ่งเป็น High Seasonและเงินลงทุนจากกลุ่มกองทุนประหยัดภาษีที่จะเข้ามาในช่วงปลายปี มองเป้าหมายดัชนีปลายปี 2024 ที่ระดับ 1,450-1,500จุด
“โดยหุ้นใหญ่, มีปันผลดี และมี ESG ที่ดี จะเป็นกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจจะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ ตลาดที่ระดับต่ำกว่า 1,480 จุด ก็เป็นจังหวะในการเข้าลงทุนได้เพื่อเป้าหมายในระยะยาว ส่วนหุ้นไทยปีหน้าเรามองเป้าหมายไว้ที่ระดับ 1,600 จุด”
อีก 3 สินทรัพย์ที่น่าสนใจ ได้แก่ “หุ้นอินเดีย” แม้ราคาจะค่อนข้างแพง แต่เศรษฐกิจยังมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคในประเทศ บริษัทในอินเดียมีความสามารถในการทำกำไรสูง ด้าน “หุ้นเวียดนาม” ราคาถูกในขณะที่เศรษฐกิจยังคงเติบโตในระดับที่สูงเฉลี่ยระดับ 7% ได้ ยังคงดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของสินเชื่อธุรกิจและการบริโภคที่เพิ่มขึ้น หนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการส่งออก
ส่วน “กองทุนอสังหาริมทรัพย์โลก” เป็นสินทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีสม่ำเสมออีกด้วย
“ด้าน ‘ทองคำ’ในช่วงที่ผ่านมาราคาปรับตัวขึ้นค่อนข้างมาก ทั้งจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเข้าใกล้การเลือกตั้ง และวัฏจักรที่ Fed ลดดอกเบี้ย แนะนำให้เข้าสะสมทองคำหากมีจังหวะย่อเท่านั้น”
นี่คือบทสรุปสั้นๆ ต่อทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจและมุมมองการลงทุนของ “บลจ.กสิกรไทย” ซึ่งจะเห็นทิศทางการเติบโตอย่างยั่งยืนค่อนข้างชัดเจน ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำ คือ “Core and Satellite” ที่ตอบโจทย์ได้ในทุกภาวะตลาดการลงทุน ช่วยให้การลงทุนของคุณง่ายขึ้นมากทีเดียว หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย