หวานรักต้องห้าม ละครช่องสามปี 2564 กับความเป็นหญิงที่มีทั้งด้านที่เปิดกว้างและด้านที่ยังไม่เปิดใจ
หลังจากที่ฉายไปเพียง 2 ตอนแรก แต่ละคร ‘หวานรักต้องห้าม’ (The Sweetest Taboo) ทางช่องสาม ก็กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าจับตาในทันที ด้วยบทที่เข้ายุคเข้าสมัยสุดๆ ซึ่งแม้จะเป็นการหยิบเค้าโครงของละครเรื่อง ‘บัวปริ่มน้ำ’ เมื่อปี พ.ศ. 2549 มาทำใหม่ แต่ทีมผู้สร้างสามารถปรับให้ทุกอย่างเข้ากับบริบทปี 2564 ได้อย่างไม่ติดขัด ทั้งคาแรกเตอร์ ความสัมพันธ์ของแต่ละตัวละคร จนถึงไดอะล็อกที่พวกเธอและเขาสื่อสารกันอย่างเป็นธรรมชาติ ล้วนแต่สะท้อนชัดเจนว่าทีมเขียนบทและผู้กำกับ นุชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ ตั้งใจที่จะไม่ละเลยประเด็นต่างๆ ในสังคมและเลือกหยิบมาเล่าด้วยมุมมองที่น่าสนใจแถมได้รสชาติละครสุดบันเทิงไปพร้อมๆ กันด้วย
‘ผกามาลิน’ (รับบทโดย แมท ภีรนีย์ คงไทย ที่กลับมาเล่นละครเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี) คือแม่ค้าออนไลน์เบอร์หนึ่งของประเทศ เธอไลฟ์ขายของครั้งหนึ่งได้เงินแตะถึงหลักล้าน แถมยังทำการตลาดด้วยการ ‘ทำบุญ’ ช่วยเหลือคนยากไร้ จนทำให้นักศึกษาหัวก้าวหน้าที่เชื่อมั่นในความคิดตัวเองอย่าง คธา (รับบทโดย ไมกี้ ปณิธาน บุตรแก้ว) ที่นอกจากจะเขียนบทความจวกเธอแล้ว ยังต้องเข้ามาเอดูเขตเธอต่อถึงที่ ซึ่งการเริ่มต้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่นี้ก็มีจุดน่ารักๆ ที่เราต้องขอแวะพูดถึงด้วยสักหน่อย
ตอนที่คุยกันต่อหน้า ผกามาลินจะตอบคธาไปอย่างซื่อๆ ว่าเธอไม่ได้เรียนมาสูง เธอแค่คิดง่ายๆ และเธอก็มีเจตนาอยากช่วยคนจริงๆ แล้วเธอผิดหรือ? ซึ่งแม้จะไม่ได้ยอมรับในทีแรก แต่ลึกๆ เธอก็เก็บเอาคำพูดของเขามาคิดต่อเหมือนกัน นั่นทำให้เราเริ่มเห็นด้านน่ารักของผกามาลินที่พร้อมจะเปิดรับวิธีคิดแบบอื่นๆ เข้ามา ขณะที่ฝั่งนักเอดูเขตอย่างคธา ก็ถูกเพื่อนเตือนสติว่ากำลังเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่โดยไม่ลองรับฟังหรือทำความเข้าใจเหตุผลคนอื่น จนเขาก็ต้องมาขอโทษฝั่งผกามาลินด้วยเหมือนกัน ซึ่งข้อนี้เองเป็นจุดเล็กๆ ที่ชวนให้คิดว่า น่าจะดี หากหลายๆ ครั้ง นักดราม่าออนไลน์ที่รบรากันอยู่ทุกวันจะลองใช้ความเป็นมนุษย์หันเข้าหากันแบบนี้บ้าง (แม้นี่จะเป็นละครก็เถอะ)
และควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพ ทางด้านชีวิตส่วนตัว ผกามาลินมีความสัมพันธ์ลับๆ อยู่กับรังสรรค์ (รับบทโดย ดอม เหตระกูล) ผู้เป็นสามีของเคท (รับบทโดย มาช่า วัฒนพานิช) หญิงเก่งตัวแม่ที่บริหารห้างสรรพสินค้าเครือ S Plaza จนประสบความสำเร็จ เคทรู้ดีว่าสามีของตัวเองแอบไปมีเซ็กซ์กับผู้หญิงคนอื่นอยู่ตลอดๆ แต่เมื่อวันหนึ่งรังสรรค์อยากคบกับผู้หญิงอีกคนอย่างออกหน้าออกตา เคทก็รู้สึกว่าเขากำลังล้ำเส้นมากไป แถมรังสรรค์ยังไปโกหกฝั่งผกามาลินอีกว่าได้ตกลงกับเคทผู้เป็นภรรยาเรียบร้อยแล้ว จนในที่สุดก็เกิดการค้นหาความจริงและการไปป๊ะกันถึงถิ่น และเกิดเป็นซีนสไลด์ชามอาหารหมาใส่หน้าที่ตราตรึงใจใครหลายคน
“พี่ขอโทษด้วยนะคะ พี่อาจจะ Slut Shaming ไปนิดนึงอะค่ะ คือเราก็ไม่ควรจะว่าผู้หญิงด้วยกัน พี่เอง อาจจะดูเหมือนเป็นผู้หญิงก้าวหน้า เป็นคนสมัยใหม่ แต่สำหรับเรื่องครอบครัว พี่เซนซิทีฟมากนะคะ” เคทบอกกับผกามาลินตอนที่ยังคุยกันดีเพราะไม่รู้ว่านี่คือคนที่แอบแซ่บกับสามี นี่เป็นอีกจุดที่ละครได้ใส่ความเป็นมนุษย์ลงไปในตัวละครได้อย่างงดงาม เพราะหลายครั้งแม้จะรู้ดีกว่าสิ่งที่เราทำอยู่มันขัดกับหลักคิดบางอย่างของโลกสมัยใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อเรื่องเกิดกับตัวเอง การจัดการอารมณ์ให้เป็นไปตามหลักการและเหตุผลบางอย่างนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียว
เช่นเดียวกับผกามาลิน ที่ตั้งหลักการไว้กับตัวเองว่าแม้จะหาความสุขเรื่องเซ็กซ์กับคนที่มีครอบครัวแล้ว แต่หากมันไปถึงระดับที่ผู้หญิงอีกคนจะรู้ความจริงและเจ็บปวดกับเรื่องนี้ เธอก็พร้อมจะหยุดตัวเอง (อย่างน้อยก็ ณ ตอนที่เรื่องดำเนินมาถึงอีพีที่ 2 นี้) แม้ลึกๆ เธอจะรักและผูกพันกับเขาไปแล้วก็ตาม
“ถึงแม้เราจะเคยได้กันมาเป็นร้อยครั้ง แต่ถ้าครั้งนี้ ฉันบอกว่าไม่ก็คือไม่ จำเอาไว้เลยนะ เวลาพี่ผู้หญิงเค้าพูดว่าไม่เนี่ย เค้าหมายความแบบนั้นจริงๆ อย่ามโนไปเองว่าเค้าปากไม่ตรงกับใจ” เธอพูดตอกหน้ารังสรรค์ที่พยายามจะมามีเซ็กซ์กับเธออีกครั้ง หลังจากที่เธอรู้ว่าเขาโกหกว่าฝั่งเคทยินยอมให้ทั้งคู่คบกันออกหน้า
บทพูดนี้เน้นย้ำแนวคิดเรื่องคอนเซนต์หรือความยินยอมพร้อมใจอย่างตรงไหนตรงมา ซึ่งน่าสนใจที่ว่า คำพูดนี้มาจากปากผู้หญิงที่ไม่ได้เป็น ‘คนดีหมดจด’ หรืออยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของสังคม เธอคือคนที่นอนกับสามีคนอื่น แต่เธอก็ไม่จำเป็นต้องถูกลงโทษด้วยการโดนข่มขืนหรือยัดเยียดเซ็กซ์ให้ อย่างที่เราเคยเห็นในละครยุคเก่า ไม่เพียงเท่านั้นเธอยังสามารถยืนยันในสิทธิของตัวเองอย่างแข็งแกร่ง และนั่นก็หมายถึงไม่ว่าใครจะเป็นผู้หญิงดีหรือผู้หญิงเลวในสายตาของสังคม ความยินยอมพร้อมใจของพวกเธอก็ควรได้รับความเคารพ และชีวิตเซ็กซ์ที่ผ่านมาของเธอก็ไม่ได้แปลว่าคำยืนยันของเธอจะศักดิ์สิทธิน้อยลงเลย และฝั่งที่ถือว่าตัวเองเคยมีอะไรกันมาแล้วแปลว่าจะมีได้ตลอดไป เมื่อไหร่ อย่างไรก็ได้ ก็นับว่าคิดผิดเสียแล้ว
ความน่าสนใจของหวานรักต้องห้ามไม่ได้มีเพียงเท่านี้ เมื่อขุดลึกลงไปอีก เรายังได้เห็นอดีตอันเจ็บปวดของผกามาลินที่ตั้งท้องในวัยเรียนและถูกคนรักทิ้งไป ซึ่งยังดีที่เธอมีพี่สาวข้ามเพศอย่าง ‘เลิศ’ คอยโอบอุ้มอยู่ โดยเลิศรับเป็นแม่ของเด็กคนนั้นร่วมกับคนรักของเธอ ซึ่งครอบครัวนี้ก็เป็นอีกหนึ่งความอบอุ่นของเรื่อง ที่มาได้เหมาะเจาะกับจังหวะที่สมรสเท่าเทียมกำลังจะมีผลบังคับใช้ในอีกไม่กี่เดือนนี้ และขณะที่ครอบครัวตามขนบอย่าง เคท รังสรรค์ และคธา ที่กลับดูมาความสัมพันธ์ที่เหินห่าง จึงเป็นการสื่อสารกลายๆ ว่าไม่ว่าครอบครัวจะประกอบขึ้นด้วยคนเพศไหนบ้าง ก็สามารถสร้างความอบอุ่นหรือความห่างเหินขึ้นมาได้ทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับเพศของคนเป็นพ่อเป็นแม่แต่อย่างใด
จากสองอีพีแรก เรื่องเล่าของทุกตัวละครดูมีที่มาที่ไปที่น่าสนใจทั้งหมด และสองตัวละครหลักอย่างผกามาลินและเคท ก็น่าติดตามสุดๆ พวกเธอล้วนมีคาแรกเตอร์เป็นผู้หญิงยุคใหม่ที่มีทั้งด้านเปิดกว้าง ด้านที่ยังไม่เปิดใจ รวมถึงด้านที่แข็งแกร่งและด้านอ่อนแอในตัวเอง ทั้งคู่มีส่วนที่คลิกกันอยู่หลายข้อและอาจมีมิตรภาพที่ดีต่อกันได้ แต่เรื่องของผู้ชายอย่างรังสรรค์ก็ทำให้พวกเธอต้องหันมาฟาดฟันกันในที่สุด ซึ่งก็เป็นส่วนที่น่าติดตามต่อๆ ไปว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะไปจบลงตรงไหน และทั้งคู่จะก้าวพ้นความสัมพันธ์ท็อกซิกที่เผชิญอยู่กันอย่างไรบ้าง
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- หวานรักต้องห้าม ละครช่องสามปี 2564 กับความเป็นหญิงที่มีทั้งด้านที่เปิดกว้างและด้านที่ยังไม่เปิดใจ
- ชื่อเสียง เหล้ายา และการกลับมารักตัวเองของ Demi Moore นักแสดงหญิงผู้เคยเป็นทาสมาตรฐานความงามสุดโต่งในฮอลลีวูดยุค 80s-90s
- Lana Del Rey กับบทเพลง ‘sad girl’ ที่พร้อมโอบรับความเจ็บปวด อ่อนแอฟูมฟาย ฯลฯ ที่หลายคนชิงชัง
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com