‘สยาม’ยังไม่ตาย สัญชาติมาเลย์ เลือดเนื้อเชื้อไทย สุโขทัยในรัฐกลันตัน ‘ออริจินัลทางวัฒนธรรม’
“ป๊ะ เท่ง ป๊ะ เท่งป๊ะ เท่งป๊ะ”** กลองยาวตีเป็นจังหวะ นักเรียนตัวน้อยเรียงแถวต้อนรับ
กล่าวคำทายทัก สวัสดีอย่างพร้อมเพรียงด้วยสุ้มเสียงสำเนียงโบราณ
เป็นการเอื้อนเอ่ยภาษาไทยท้องถิ่นที่ออกจะแปร่งหู แต่ดูแล้วมีเสน่ห์ชอบกล
แม้เป็นประชาชนมาเลเซียเชื้อสายสยามเพียงไม่ถึง1 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังคงสืบสานรักษาความเป็นไทยของแท้ไว้ได้ ภายใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนา
ภายใน วัดพิกุลทองวราราม วัดไทยสังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ที่เก่าแก่กว่า700 ปี ตั้งอยู่ใน อ.ตุมปัตรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย มากล้นไปด้วยสิ่งก่อสร้างและศาสนสถานที่สำคัญ ทั้ง‘พระอุโบสถ’ ที่ได้รับการบูรณะต่อเติมจากเดิมที่สร้างเมื่อ พ.ศ.2467 ‘พระพุทธลีลามหามงคล’ องค์ใหญ่ที่สร้างเมื่อปี2529 จำลองแบบจากพุทธมณฑล จ.นครปฐม ไม่นับ‘ต้นพิกุลศักดิ์สิทธิ์’ ที่ยืนต้นยาวนานกว่า300 ปี
ปัจจุบันมี พระครูสุวรรณ วรานุกูล(เพียง ฐานุตตโร)เป็นเจ้าอาวาส จำพรรษาที่นี่มาตั้งแต่จำความได้ ทั้ง อ.ตุมปัต มีชุมชนชาวสยามราว5 หมู่บ้าน ประชากรกว่า2,000 คน
“เราเป็นคนสยามดั้งเดิม ตั้งแต่ไทยยังเป็นสยามประเทศ ซึ่งเราก็เป็นส่วนหนึ่งของไทย ด้วยการขีดเส้นเขตแดน หลังจากมีสนธิสัญญาสยาม–อังกฤษ ค.ศ.1909 ทำให้เราเป็นชาวมาเลเซีย”
เจ้าอาวาสวัดพิกุลทองวราราม เอ่ยปากด้วยความปลื้มปีติ สะท้อนแจ่มชัดผ่านการต้อนรับขับสู้ คนไทยจากมาตุภูมิ ด้วยความอบอุ่น
ภาษายูนีค ไม่วิวัฒน์
รากศัพท์ สำเนียงสยาม
‘ภาษาไทยของเราแต่โบราณ สร้างตำนานชนชาติที่ยิ่งใหญ่
เป็นภาระหน้าที่ของคนไทย ธำรงรักษาไว้คู่ไทยเอย’
คือข้อความที่เพนต์บนผนังข้างอาคารสูง3 ชั้นที่สร้างเมื่อปี2552
ไม่เพียงขลังด้วยอายุขัย แต่อารามแห่งนี้ยังฝังรากหยั่งลึกด้วยประวัติศาสตร์เก่าแก่ สร้างตั้งแต่สมัย‘สุโขทัยตอนปลาย’ ถ่ายทอดผ่าน‘ชุมชนมาเลเซียเชื้อสายสยาม’ ที่ทำให้ภาษาไทยดั้งเดิมยังไม่ตาย
ครูยุ ครูรุ่นเยาว์ เล่าว่า โรงเรียนสอนภาษาไทยวัดพิกุลทองวราราม สอนตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมัธยมต้น ทุกศุกร์–เสาร์ เวลา08.30-18.00 น. มีนักเรียนราว160 คน ส่วนใหญ่เป็นพลเมืองมาเลเซียเชื้อสายสยามหน้าตาละม้ายคล้ายกันจนแทบแยกไม่ออก ที่น่าแปลก คือครูยุบอกว่า มีแค่คนไทย–จีนพุทธ ไม่มีมุสลิม
พระครูสุวรรณหยิบยกคำนามให้เห็นความต่าง อย่าง ร่ม เรียก‘กลด’ รองเท้าเรียก‘เกือก’ ซึ่งอีสานจะเรียก‘เกิบ’ บันไดเรียก‘กระได’ กางเกงเรียก‘สนับเพลา’
“คนสยามได้มาประทับ(อยู่) ที่นี่ สำเนียงที่ออกมาอาจจะแปร่งๆ ไม่ค่อยเหมือนภาคกลาง แต่อยากให้ทุกคนได้ศึกษาที่มาที่ไป ถ้าฟังลึกๆ แล้ว สำเนียงนี้เก่าแก่ใช้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย”
“ภาษาของเราไม่มีวิวัฒนาการ ตอนโดนแยกแบ่งเขตแดนออกไป สยามเปลี่ยนเป็นไทย เราไม่ได้รับรู้ว่าด้านภาษามีการเปลี่ยนแปลงไปถึงไหน พูดง่ายๆ เหมือนเราถูกปิดจากมาตุภูมิ ก็เลยไม่เคยได้รู้วิวัฒนาการ ใช้ภาษาเก่าๆ แบบนี้แหละ พูดก็เรียก‘แหลง’ เหมือนกับแถลงการณ์” พระครูสุวรรณเผย
พร้อมแยกให้เห็นความต่างทางสำเนียง ระหว่างคนสยามในรัฐกลันตัน กับรัฐปะลิส
“ตามประวัติที่โยมเคยเล่า เรามาจากภาคกลางหรือเหนือ ไม่ได้มาจากภาคใต้ นครศรีธรรมราช กระบี่ พัทลุง หรือสงขลา สำเนียงคนละแบบกับรัฐปะลิส ที่จะพูดห้วนๆ สำเนียงใต้สงขลา ที่แปร่งมาจากนครฯ แต่ของเรามาจากสุโขทัยโดยตรง” เจ้าอาวาสเล่า
อย่างเวลาจะชวนกลับบ้าน‘ไป๊เรา หลบเต๊อะ’ จะมีคำว่า‘เต๊อะ’ อยู่ข้างหลัง หรือวัว เรียก‘งัว’ เหมือนสำเนียงเหนือ ซึ่งเรียกว่า ภาษาเจ๊ะเห ใช้พูดกันเฉพาะในอาณาเขตวัด
3 สิ่งไม่มีวันทิ้ง
สัญชาติมาเลย์เลือดเนื้อเชื้อไทย
อีกจุดเด่นภาคภูมิใจ นอกเหนือจากภาษา คือ ประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิม อย่าง‘ทำบุญไหว้ทุ่ง’ ให้พระไปสวดบูชาที่ท้องนา ก่อนหว่านข้าว
พระครูสุวรรณ เท้าความถึงจุดเริ่มต้น เมื่อข้ามฝั่งเข้ามาในช่วงล่าอาณานิคม ตามสนธิสัญญาสยาม–อังกฤษ ในปี ค.ศ.1909 จึงกลายเป็นชาวมาเลเซียโดยสัญชาติ ตามกฎหมายไปโดยปริยาย
“พวกเราใช้ว่าSiamese มาตั้งแต่สมัย ร.5 ที่อังกฤษเรียกเรา แต่เราก็รักมาเลเซียเพราะเป็นแผ่นดินเกิดตั้งแต่บรรพบุรุษ ดังนั้นเราจะไม่ไปไหน ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร ใครจะขึ้นปกครอง เรายังอยู่เหมือนเดิม ชาวบ้านไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เราใช้ชีวิตเหมือนเดิม ขอแค่มีที่ทำกิน มีชุมชนที่คงวิถีของเราไว้ได้ มีภาษา มีวัดเป็นศูนย์กลางทางประเพณี เป็นแม่แบบวัฒนธรรม” เจ้าอาวาสเปิดใจ
แม้จะกลายเป็นชนกลุ่มน้อย แต่ถึงอย่างนั้น ภาครัฐของมาเลย์ก็เก็ตในความดั้งเดิม
“เราจึงจำเป็นต้องช่วยตัวเอง บูสต์ตัวเองขึ้นมา ไม่อย่างนั้นจะถูกลืมตามกฎธรรมชาติ ไม่ว่าเราจะไปอยู่ไหนเราก็อยู่ได้ เพราะสามารถรักษาอัตลักษณ์(Identity) เอาไว้ได้” พระครูสุวรรณลั่นวาจา
พยายามรักษาจุดแข็งเอาไว้ ทั้ง‘ภาษาไทย’ ‘ประเพณีวัฒนธรรม’ และ‘พุทธศาสนา’
‘วัด’ เป็นดั่งสภา
สยามในมาเลย์เป็นทั้ง‘ส.ส.-ส.ว.’
เพราะพึงพอใจในความเป็นตัวเอง จึงไม่ขออะไรมาก แต่ทางมาเลย์ก็ยังเห็นความสำคัญ
“เราไม่ได้น้อยใจหรืออะไรเลย บางทีญาติโยมเคยพูดกับอาตมา ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์การเมืองด่วนๆ เราจะเตรียมตัวอย่างไร จะกลับไทยไหม เราก็บอกว่า กลับไปไทยก็เหมือนเดิม เพราะอยู่ที่นี่เราเป็นคนไทย ภาครัฐก็ให้สิทธิ อย่างการเรียนหนังสือ เหมือนกับเขารู้อยู่เป็นนัยๆ ว่าเป็นคนไทยแผ่นดินเดิม
“เรามีบัตรประชาชนมาเลเซีย มีคนสยามที่เป็น ส.ส. ส.ว. ภาครัฐจะอาศัยให้เราโหวตกันเอง ไม่ได้เลือกตั้ง เพราะจำนวนน้อย เขาเลยให้สิทธิพิเศษเป็น ส.ว. รับราชการได้ เป็นครู ตำรวจ ทหาร”
เจ้าอาวาสบอกว่า ทั้งรัฐกลันตัน มี22 วัด ใน อ.ตุมปัต มี12 วัด ทั้งมาเลย์เกือบ100 แห่ง แต่ที่ไม่มีสำนักพุทธเหมือนบ้านเรา เพราะเกี่ยวข้องกับการเมือง ชาวบ้านถือเอาวัดเป็นศูนย์กลางชุมชน เป็นที่หนึ่ง
“เวลาญาติโยมจะทำอะไรนอกลู่ จะมาปรึกษาก่อนว่า ถ้าทำแบบนี้ผิดหลักศาสนาไหม เพราะมาเลเซียอยู่กันหลากหลาย ต้องcombined ในวิถีความเป็นอยู่ และความเข้าใจด้านประเพณี วัฒนธรรม จะไม่ค่อยมีปัญหา พระ เณร ก็ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมของคนคริสเตียน อิสลาม ซิกข์ อินเดีย ทำให้เราเข้าใจกัน ไม่มีปัญหา”
ลอยกระทง สงกรานต์
ประเพณีไม่ต่างไทย
“คนสยามในมาเลเซีย มีอยู่ประมาณ60,000 คนถ้าคนสยามแต่งงานกับคนจีน ก็ได้เชื้อจีน แต่งกับคนมุสลิม ก็เป็นคนมลายู”
รศ.พิม อุตราพันธ์ ประธานสมาคมสยามรัฐกลันตัน อธิบายถึงความพลวัต ถ้าถามว่าคนไทยอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว แนะนำว่าให้ไปถามคนมลายูที่อยู่ฝั่งไทย เพราะบ้านเดิมอยู่ที่นั่น ใช้ภาษามลายูและใต้ แต่ส่วนมากส่งลูกเรียนโรงเรียนจีน จึงได้ภาษาจีนด้วย
“คนสยามส่วนมากอยู่ใน4 รัฐนี้ คือกลันตัน, เปรัค ทางตอนเหนือ, เคดาห์ หรือไทรบุรี และเปอร์ลิซ ตามประวัติที่ขุดมาจากหนังสือ อยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยมะละกา คริสต์ศตวรรษที่14 เรื่อยมา เป็นทหารมาจากภาคกลาง และในปี ค.ศ.1445-1458 คนไทยมาเป็นทาส อยู่ในแขวงมลายู”
ดูจากชื่อหมู่บ้าน เช่น บ้านRambong Batu Tawang เพราะมีท่าเรืออยู่ติดวัง ก็เลยเป็น‘ท่าวัง’ บ้านBersut หมู่บ้านท้ายสุดChanglun ช้างหล่น,Alor Siam สายน้ำสยาม และMenora Tunnel อุโมงค์มโนราห์
รศ.พิมเล่าความภาคภูมิใจที่เคยส่งตัวแทนคนสยามในมาเลย์ ไปออกงานในฐานะชนพื้นถิ่น ซึ่งมีทั้งโปรตุกีส อินเดีย จีน รวมถึงร่วมงานRumah Siam นำมโนราห์ นำเครื่องดนตรี อาหารไปโชว์
ในมุมของการเกี่ยวดอง‘แต่งงาน’ มีการแห่ขันหมาก ผูกข้อไม้ข้อมือไม่ต่างกับไทย รวมถึงงานบุญกฐิน ลอยกระทง สงกรานต์ ละเล่นภายในวัดก็มีครบ ซึ่งรัฐบาลประกาศให้‘สงกรานต์’ เป็นวันหยุดตามประเพณี1 วัน อีกด้วย
ภายในวัดยังมี‘ครูอาสา’ มาสอนกลองยาวและรำไทย มีMOU ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เข้ามาช่วยสอนภาษาไทย และวิชาอื่นๆ ให้กับชาวบ้าน รวมถึงมี กศน. และคลาสสอนภาษาไทยออนไลน์
เรามีประวัติศาสตร์ร่วมกัน
เชื่อมโยง ทางวัฒนธรรม
ณัฐพล ขันธหิรัญ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เผยถึงความปลื้มใจที่ได้มาเยี่ยมเยียนพี่น้อง มอง‘สยาม’ หรือไทย เรามีประวัติศาสตร์ร่วมกัน ย้อนหลังไปถึง500 ปี หรืออาจจะมากกว่านั้น
มากกว่าความภาคภูมิใจ คือ ท่านพยายามรักษาภาษา วัฒนธรรม และชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิม ที่คนไทยอาจจะหลงลืมไปแล้ว
“การเมือง ก็เป็นเรื่องหนึ่ง การแบ่งเขตแดนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่การรักษาประเพณี เป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจ ให้ความรู้สึกทางใจอย่างลึกซึ้ง”
นอกจากมาเยี่ยมเยียนลูกหลานและพี่น้องร่วมเชื้อสาย กระทรวงการต่างประเทศยังมาติดตามความคืบหน้า การปักปันเขตแดน เพื่อดูแลคนไทยในมาเลย์
“สิ่งที่ภูมิใจอย่างมากคือการที่ สถานกงสุลใหญ่ รวมทั้งชาวไทยในมาเลเซีย สนับสนุนการสอนหนังสือ ทั้งในวันธรรมดา และวัดหยุดศุกร์–เสาร์ ที่น่าภูมิใจที่สุด คือ ทางวัด ชุมชน มีจิตใจทุ่มเท ทำโรงเรียนให้เด็กสืบทอดวัฒนธรรม โดยไม่เคยลืม ซึ่งทำให้เราเชื่อมโยงกันทางวัฒนธรรม” รองปลัด กต.กล่าวด้วยความปีติ
ก่อนลงนามในสมุดเยี่ยม ล้อมวงรับประทานขนมท้องถิ่น ดั่งคนในครอบครัวเดียวกัน
วิถีไทย เลื่อมใสพุทธ
คนรุ่นใหม่ได้การงานดี
หันมาเสียงของชาวสยาม ด.ช.มงคล อายุ8 ขวบ บอกเลยว่า เรียนทั้งวิชาการการเขียน การอ่าน การอ่านผ่านเสียง แต่ชอบเรียนเขียนเป็นที่สุด และโตขึ้นฝันอยากเป็น‘หมอ’
นั่งสนทนากับ‘วัน รัตนมณี’ ในวัย69 ปี ที่เรียกตัวเองว่าแม่ เล่าว่าอยู่ที่รัฐกลันตันมาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่จำความได้ ปู่ย่าตายายอยู่ที่หมู่บ้านสุด(Bersut) ซึ่งห่างจากทางหน้าวัดนี้ ออกไปไม่ไกล
“ทุกคนที่นี่พูดไทยและมาเลย์ได้ แต่สมัยแม่ไม่ค่อยได้เรียน ก็พูดซึมซับมา”
แม้จะรำไทยไม่เป็น แต่ออกตัวว่าถอนกล้า ทำนาดำ เก่งมาก คนที่นี่ส่วนมากทำเกษตรกรรม แต่ตอนนี้ไม่ค่อยปลูกกันแล้ว ส่วนมากหันมาปลูกผัก เลี้ยงวัว เลี้ยงสัตว์แทน
แม่วันบอกว่า เด็กรุ่นใหม่มักไปทำงานในเมือง รับข้าราชการ ทำงานบริษัท และโรงพยาบาลที่‘กัวลาลัมเปอร์’ กันเยอะมาก กระนั้นถึงจะเป็นชาวสยาม แต่ก็มีบัตรประชาชนมาเลย์ รับสิทธิรักษาพยาบาลได้ไม่เสียเบี้ย
แม่มีลูก5 คน ชาย4 หญิง1 มีสามีเป็นคนไทยบ้านเดียวกัน ส่วนมากจะแต่งงานกับคนชาติเดียวกันเอง ไทย–มาเลย์ แต่งกับจีน โปรตุเกสน้อย
“ลูกแม่ทำงานข้าราชการที่โรงพยาบาลทั้ง3 คน อยู่ฝั่งรัฐปะลิส และรัฐปะหัง(กวนตัน) ส่วนคนที่4 เป็นตำรวจอยู่ ยะโฮร์(ยะโฮร์บาฮ์รู)” แม่วันเล่า
แม้จะเรียนไม่ฟรี ต้องจ่ายเอง แต่โชคดีที่ลูกหลานได้เรียนภาษาไทยที่วัดแห่งนี้ เพราะการจะทำงานในบริษัทต้องการคนได้ภาษาไทย–มาเลย์–อังกฤษ
“แต่ก่อนตอนแม่เด็กๆ ยังเรียนตามใต้ถุนวัด ตอนนี้มีโรงเรียนสร้างแล้ว เราไม่ค่อยมีเบี้ยที่จะซื้อรถในตอนนั้น ก็พากันเดินมาเรียนตั้งแต่เล็กๆ”
ถามว่าเคยไปไทย หรือมีความคิดที่อยากกลับไปอยู่ที่นั่นไหม? แม่วันบอก เคยไปบางกอก(Bangkok) กับเจ้าอาวาส ไปเที่ยวทำบุญที่วัดพระแก้ว สิงห์บุรี พะเยา
“ตอนนั้นไปวัดร้างที่พะเยา เราก็ไปเปิดวัดใหม่ เอาเบี้ยไปทำบุญ คนที่นี่มีความเลื่อมใส นับถือในพุทธศาสนา มีคนสยามที่เป็นมุสลิมน้อย ส่วนมากเด็กๆ ไปทำงานแล้วพบรักกัน”
ถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ ตื่นขึ้นมาทำอะไรเป็นอย่างแรก? ได้คำตอบว่า หุงข้าว เช็ดบ้าน เหมือนคนไทยทั่วไป
“มีนอนกลางวันเหมือนกัน(หัวเราะ) แก่แล้ว จะ70 แล้ว เราก็พักงานมา2 ปี ที่บ้านจะไม่ค่อยมีคนอยู่แล้ว ออกไปทำงานกันหมด บ้านนึงบางทียังมีเหลือ2-3 คนที่อยู่บ้าน เด็กออกไปทำงานหมด วันพระมาวัด” แม่วันเล่า
เคยนั่งเรือข้ามไปฝั่งไทย ทางด่านตากใบ ค่าเรือ3 เหรียญ เป็นเรือโดยสารของมลายู ข้ามไปทำบุญที่วัดโคกมะม่วง ส่วนเด็กวัยรุ่นสยาม เวลากลับมาบ้านก็ยังเข้าวัดอยู่
คือภาพ‘ความเป็นไทย’ นอกดินแดนด้ามขวานทอง แต่ยังคงเป็นเจ้าของ‘ความออริจินัลทางวัฒนธรรม’ ฟื้นความทรงจำอันภาคภูมิ ที่(อดีต) คนสยาม ในมาตุภูมิ ควรค่าแก่การไปสัมผัส
อธิษฐาน จันทร์กลม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘สยาม’ยังไม่ตาย สัญชาติมาเลย์ เลือดเนื้อเชื้อไทย สุโขทัยในรัฐกลันตัน ‘ออริจินัลทางวัฒนธรรม’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th