Jacky Tsai ศิลปินมัลติมีเดียอาร์ตชาวจีน ผู้ถ่ายทอดความสวยงามของการเสื่อมสลาย
รู้จักชีวิตและตัวตนของ “Jacky Tsai” ศิลปินมัลติมีเดียอาร์ตชาวจีนผู้วาดภาพ “หัวกะโหลก” อันโด่งดัง ในนิทรรศการ “Reincarnation” หรือการเกิดใหม่ ยกผลงานจัดแสดงเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทย ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) ถึงวันที่ 23 กรกฎาคมนี้
วันที่ 27 มิถุนายน 2566 เริ่มต้นขึ้นแล้วสำหรับ “Reincarnation” นิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยของ “Jacky Tsai” (แจ็กกี้ ไซ) ศิลปินมัลติมีเดียอาร์ตชาวจีนผู้โด่งดังที่จัดแสดงงานศิลปะ พร้อมชวนตั้งคำถาม ขบคิด และหาคำตอบว่าการเสื่อมสลายจะเป็นสิ่งที่สวยงามได้อย่างไร หรือการเกิดใหม่มีความหมายอย่างไรในบริบทของสังคมร่วมสมัย
Reincarnation เป็นการรวบรวมสาระสำคัญของช่วงเวลาที่หายไป จากการระบาดของโควิด-19 สู่การมีชีวิตที่สวยงามและปกติในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นความปรารถนาอันสูงสุด ผ่านการจัดแสดงสุดยอดผลงานถึง 36 ชิ้น ของ Jacky Tsai ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) วันนี้ ถึง 23 กรกฎาคม 2566
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสได้ร่วมสัมภาษณ์ Jacky Tsai ถึงการแสดงผลงานเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทยที่ MOCA เปิดตัวตนของศิลปินจีนผู้มี “หัวกะโหลก” เป็นลายเซ็นผลงาน ชวนหาคำตอบไปด้วยกันว่า “ชีวิตหลังความตายและการเสื่อมสลายจะสวยงามได้อย่างไร”
ผสมผสานความดั้งเดิมกับความเป็นสมัยใหม่
Jacky Tsai มองว่าตนเองเป็นศิลปินที่มีความพ็อปอาร์ตและเป็นมัลติมีเดียอยู่ในตัว งานของเขา จึงโดดเด่นเรื่องการให้ความหมายและเสียดสิ่งที่ต้องการสื่อ แต่งานต้องดูง่าย ใครที่อยากเสพงานศิลป์เพื่อความสวยงามต้องเห็นถึงความสวยงามนั้น ส่วนคนที่เสพเพื่อวิเคราะห์ วิพากษ์ และหาความหมาย ก็ต้องมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่แฝงอยู่เช่นกัน
เมื่อถามว่างานของเขาเหมาะสำหรับใคร Jacky Tsai ตอบว่า ศิลปะของเขาเหมาะสำหรับทุกคน แม้สิ่งที่พยายามสื่ออาจจะดูยาก แต่เขาก็พยายามทำให้ทุกคนเข้าถึง
ศิลปะของ Jacky Tsai เริ่มจากงานศิลปะแบบดั้งเดิมของจีนในระยะแรก จนเริ่มผสมผสานกับงานร่วมสมัย และเป็นแบบฟิวเจอร์อาร์ต ซึ่งทั้งหมดจะรวมออกมาเป็นผลงานชิ้นเดียวเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี่คือความสนุกสนานที่เขาได้รับจากการทำงาน โดยรู้จักดิจิทัลอาร์ตมานานกว่า 10 ปีแล้ว Jacky Tsai จึงเป็นศิลปินที่ไม่ได้วาดรูปบนกระดาษ แต่เริ่มต้นทำจากคอมพิวเตอร์
อิทธิพลตะวันตกมีผลกับงานของผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะผมเติบโตที่อังกฤษ แต่ที่ไม่อยากให้ลืมคือตัวเองมาจากไหน ถ้าผสมผสานสองสิ่งนี้ได้จะเกิดความสนุก ไม่ซ้ำเดิม มันไม่ได้ลดทอนความเป็นจีนในตัวเองแต่อย่างใด กลับกันจะทำให้งานน่าสนใจยิ่งขึ้นไปอีก
หลายคนอาจมองว่าหัวกะโหลกน่ากลัว แต่สำหรับผม หัวกะโหลกคือความหวังและความสวยงาม เพราะเป็นกระบวนการที่ทำให้ทุกคนก้าวข้ามความกลัวที่มีในใจ นำไปสู่สิ่งใหม่ที่สวยงามมากขึ้น จึงเป็นที่มาของชื่อนิทรรศการนี้ คือ Reincarnation ซึ่งแปลว่า การเกิดใหม่ Jacky Tsai กล่าว
“ศิลปะไม่มีขอบเขต ตะวันออกกับตะวันตก หรือดั้งเดิมกับสมัยใหม่ ไม่มีข้อจำกัด เราสามารถทลายมันได้เพื่อทำสิ่งที่แปลกใหม่”
แม้นิทรรศการเดี่ยวของ Jacky Tsai มีมาแล้ว 4 ครั้ง แต่เขาบอกว่า MOCA กรุงเทพฯ คือนิทรรศการที่ภูมิใจที่สุด อีกทั้งพื้นที่แห่งนี้ยังเหมาะและจัดแสดงอะไรได้หลายอย่าง
Jacky Tsai พูดแบบติดตลกว่าที่เลือกมาจัดแสดผลงานที่ประเทศไทยเพราะเดินทางง่าย ไม่ต้องต่อเครื่องหลายรอบ แต่อันที่จริงเขาดูชอบประเทศไทยมากทีเดียว และเคยเดินทางมาหลายครั้ง จนมีประสบการณ์ได้เห็นงานศิลปะที่เป็นแบบดั้งเดิมของไทย
“ประเทศไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีสไตล์งานศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งน่าสนใจมาก สิ่งนี้คล้ายกับตัวตนผม ที่นำงานศิลปะจีนแบบดั้งเดิมแต่ผสมผสานให้มีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น”
สู่ความโด่งดัง และ 2023 ปีที่ดีที่สุด
Jacky Tsai เล่าว่า จุดพลิกผันที่ทำให้เขาโด่งดัง คือ “เจย์ โชว์” (Jay Chou) นักร้อง นักแต่งเพลง และนักแสดงชาวไต้หวันผู้โด่งดัง ที่หลงใหลสไตล์และการผสมผสานศิลปะจีนแบบดั้งเดิมกับความสมัยใหม่จากยุโรปของ Jacky Tsai
เจย์ โชว์ เป็นนักสะสมตัวยงของ Jacky Tsai และเป็นคอมมิชชั่นอาร์ต หรือผู้สะสมที่จ้างศิลปินให้สร้างผลงานเพื่อตนเองโดยเฉพาะ หนึ่งในนั้นคือ “Parody of Jay’s Music” ซึ่งผลงานจริงถูกยืมจากเจย์ โชว์ มาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ที่ MOCA ด้วย
ปี 2023 นับว่าเป็นปีที่ดีที่สุดของ Jacky Tsai เจ้าตัวมีนิทรรศการของตัวเองถึง 4 เมืองใหญ่ ซึ่งถือว่าเยอะมากในรอบ 1 ปี เริ่มด้วยเฉิงตู กรงุเทพฯ กรุงโซล และส่งท้ายปีอย่างยิ่งใหญ่ที่เสิ่นเจิ้น โดยแต่ละเมืองจะมีความพิเศษต่างกันไป ไม่ใช่แค่การนำผลงานมาตั้ง Jacky Tsai บอกว่า เขาค่อนข้างคิดเยอะที่จะทำให้แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน
ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อนที่ยังเด็กกว่านี้ ผมคาดหวังกับคนดูมาก อยากให้ทุกคนชอบงานเรา คิดและเห็นอย่างที่เราวางไว้ แต่วันนี้เราเติบโตขึ้น อยากให้คนดูเป็นอิสระ ปล่อยหัวใจ และความคิดไปกับผลงานที่ได้เห็น ให้ผู้ชมได้ใช้ประสบการณ์ของตัวเองในการวิพากษ์ผลงานของเรา
ผมชอบมากเมื่อได้เห็นหลายอารมณ์ของคนดูเวลาเสพงานของเรา ทั้งความสนุก ความสุข หรือความสงสัย หลายคนเคยถามผมว่างานนี้มีความลับอะไรอยู่ ผมชอบมาก แต่ไม่ให้คำตอบ ต้องปล่อยให้คำถามนั้นไม่มีข้อสรุปต่อไป นั่นคือความสุขของการชมงานศิลปะ Jacky Tsai กล่าว
ศิลปะไทย ในมุมมองนะ Jacky Tsai
Jacky Tsai พูดถึงภาพใหญ่ของศิลปะในประเทศไทยว่า ผมรู้สึกว่าคนไทยมีการเปิดกว้างทางความคิดค่อนข้างสูง และเปิดใจที่จะเสพงานในรูปแบบที่หลากหลาย
แม้เราไม่ได้ดูงานศิลปะในประเทศไทยเยอะ แต่เมื่อมาที่ MOCA ทำให้รู้ว่าที่ไทยมีงานดี ๆ เยอะมาก ตั้งแต่รายละเอียดของงาน ความหมายที่พยายามจะสื่อ ตลอดจนฝีมือที่ถ่ายทอดออกมา
มองในฐานะคนที่ทำงานในวงการศิลปะ ศิลปะของไทยมีความหลากหลายมาก และคล้ายกับสิ่งที่ผมกำลังทำ คนไทยมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีงานที่เป็นประเพณีดั้งเดิม ซึ่งคล้ายกับผมที่มีความดั้งเดิมแบบจีนอยู่ ผมจึงคิดว่าในอนาคตจะได้เห็นงานไทยที่ผสมผสานความสมัยใหม่เยอะมากขึ้นเรื่อย ๆ Jacky Tsai กล่าว
ผลงานไฮไลต์จัดแสดงที่ MOCA
Jacky Tsai มีความเป็นครีเอเตอร์ในตัวเอง ทั้งคิดและวางคอนเซ็ปต์ จากนั้นจะมีทีมร่วมกันสร้างสรรค์งานแต่ละชิ้น เขาจึงมีความเป็นออร์แกไนซ์พอสมควร ไม่ใช่ศิลปินที่ต้องรออารมณ์ถึงอยากทำงาน แต่ทุกอย่างคือแบบแผน วินัย และมีกรอบเวลาชัดเจน
Tiger Express (2023)
Jacky Tsai เล่าอย่างตลกว่า ประสบการณ์บนรถไฟของเขาคือ แคบ ซึ่งเขาเป็นคนตัวใหญ่และต้องใช้ชีวิตบนพื้นที่เล็ก ๆ ในการเดินทางที่ยาวนาน ครั้งนี้เจ้าตัวได้ยกแบบจำลองรถไฟสุดหรูเท่าขนาดจริง สาย Eastern & Oriental Express, A Belmond Train เส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลายพิเศษ “Tiger Express” มาจัดแสดงที่หน้าทางเข้า MOCA
Tiger Express เป็นรถไฟจำลองลายเพนต์เสือโคร่ง สูง 3.20 เมตร ที่ได้จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเมื่อปี 2562 ภายใต้ความร่วมมือกับ “Save Wild Tigers” องค์การด้านการอนุรักษ์ระดับโลก โดยจัดแสดงครั้งแรกบนตู้รถไฟสองโบกี้ของขบวน Oriental Express ในเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผลงานชิ้นนี้รังสรรค์ขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักรู้และระดมทุนให้กับโครงการอนุรักษ์เสือโคร่งของเอเชียที่ใกล้จะสูญพันธุ์ในขั้นวิกฤต โดยผลงานศิลปะของ Jacky Tsai ได้มีบทบาทเป็นทูตสันทวไมตรีของมูลนิธิ “Save Wild Tigers” มาอย่างยาวนาน
Parody of Jay’s Music (2019)
เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเจย์ โชว์ และ Jacky Tsai ถึง 1 ปี โดยเจย์ โชว์ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ให้ศิลปินเป็นผู้รังสรรค์ออกมาเป็นภาพขนาดใหญ่ ซึ่งซ่อนเรื่องราว ความทรงจำ และแง่มุมของชีวิตเจย์ โชว์ ไว้ในผลงาน
โดย Jacky Tsai ได้สรรค์สร้างโลกแห่งอุดมคติแบบยูโทเปียด้วยภาษาที่สื่อสารผ่านภาพที่โดดเด่นในสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา พร้อมใส่เอฟเฟ็กต์ AR ลงในผลงานเพื่อสร้างให้ตัวละครและวัตถุต่าง ๆ มีชีวิตชีวาอย่างสมจริง ทำให้งานชิ้นนี้มีมิติที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
Bangkok Skull (2023)
เป็นผลงานมาสเตอร์พีซสร้างสรรค์ขึ้นใหม่สําหรับจัดแสดงในนิทรรศการที่ MOCA โดยเฉพาะ ผลงานชิ้นนี้โดนเด่นไปด้วยรูปกะโหลกศีรษะอันเป็นลายเซ็นของ Jacky Tsai เจ้าตัวนำเสนอรูปแบบการผสมผสานองค์ประกอบและลวดลายที่สื่อถึงความเป็นไทยและจีนเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
โดยเส้นสายอันเฉียบคมรูปหัวกะโหลกลงลักปิดทอง ภายในเป็นรูปตัวละครและสัตว์ในวรรณคดีไทยบนพื้นหลังสีแดง ได้รับเเรงบันดาลใจมาจากการลงลักปิดทองและศิลปะกระจกตามวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย ซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของศิลปินเกี่ยวกับมหานครแห่งนี้
ผมรู้สึกว่าสีสันสดใสที่ถูกใช้ในวัดไทยมีความคล้ายกับเฉดสีที่อยู่ในศิลปะจีน อีกทั้งยังคล้ายคอมิกอาร์ต ดังนั้นโลกของความเก่าและความใหม่จึงเกี่ยวเนื่องกันอยู่ตลอดและไม่ได้ไกลกันเลย งานชิ้นนี้คือชิ้นที่เปอร์เฟ็กต์ที่สุดหลังโควิด-19 ซึ่งผมใช้ระยะเวลาทำกว่า 3 เดือน
Four Horses (2022)
ยังคงเป็นประเด็นต่อเนื่องระหว่างโลกตะวันออกและโลกตะวันตก Jacky Tsai ในฐานะศิลปินที่เปรียบเสมือนตัวแทนของโลกตะวันออกและตะวันตกคนหนึ่ง ยังคงเสนอประเด็นของตะวันตกและตะวันออกผ่านการเล่าเรื่องด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงถึงพหุวัฒนธรรมและความเป็นรัฐชาติต่าง ๆ โดยผลงานชิ้นนี้ศิลปินใช้เทคนิคการแกะสลักไม้ในแบบดั้งเดิมของประเทศจีน ซึ่งเห็นถึงบริบททางวัฒนธรรมที่เขาพยายามจะสื่ออย่างชัดเจน
A Hundred Birds Paying Homage to the Phoenix (2022)
เป็นผลงานที่ Jacky Tsai เริ่มต้นสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมในแนวทางที่แตกต่าง โดยคงเอกลักษณ์แนวคิดเรื่องความกลมกลืนทางวัฒนธรรมอย่างโดดเด่น
สังเกตได้จากภาพของพระพุทธเจ้าและเทพเจ้ากวนอู Jacky Tsai ได้นำเสนอการปฏิสัมพันธ์และตีความเกี่ยวกับงานศิลปะของเขาในอีกรูปแบบที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความสงสัยและตั้งคําถามได้อย่างแยบยล
The Dance (2021)
เป็นผลงานที่สื่อถึงช่วงเวลาอันสับสนวุ่นวาย ที่มนุษยชาติต่างต้องเผชิญกับความท้าทายอีกครั้งกับการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทำให้เกิดคำถามว่า “ควรเลือกที่จะแยกกันไปตามทางของตนเอง หรือเลือกที่จะยืนหยัดอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อบรรลุสู่เป้าหมาย” แจ็กกี้ ไซ มุ่งตอบคําถามข้อนี้ด้วยความปรารถนาที่จะเห็นความสามัคคีของผู้คนในยุคที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ผ่านการใช้ลวดลายแบบ “East Meets West”