เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาดว่า SET Index จะแกว่งตัว Sideways สร้างฐานระยะสั้นในกรอบ 1,145-1,167 จุด โดยปัจจัยสำคัญที่ตลาดยังจับตาคือพัฒนาการเจรจาการค้า ล่าสุดมีรายงานว่าไทยมีการประชุม Video Conference กับสหรัฐฯ เพื่อยื่นข้อเสนอภาษี 0% สินค้าหลายหมื่นรายการเพื่อแลกกับการลดภาษีสินค้าไทย แต่ยังไม่มีข้อสรุป ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศเมื่อคืนที่ผ่านมาอยู่ที่ประเด็นทรัมป์ที่ต้องการปลดพาวเวลออกจากตำแหน่ง แต่ท้ายที่สุดทรัมป์ได้มีการออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว
ส่วนตัวเลขเงินเฟ้อ PPI เดือน มิ.ย. สหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าคาดโดยทรงตัว m-m จากที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2% ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯ และ Dollar Index เริ่มชะลอตัวลงจากที่ปรับตัวขึ้นช่วงก่อนหน้า หนุนสินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวอ่อนๆ เราประเมินว่า Upside ของดัชนีอยู่ที่ผลการเจรจาการค้าว่าจะปรับลดลงอัตราภาษีลงจาก 36% และใกล้เคียงคู่แข่งที่ราว 20% ได้หรือไม่ หารเจรจาสำเร็จยังมอง SET Index มีโอกาสทยอยไต่ระดับเข้าหาเป้าดัชนีที่ 1,180 จุด หรือแนวจิตวิทยาที่ 1,200+- จุดได้ หุ้นกลุ่มส่งออกมีโอกาสกลับมา Outperform รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่ยัง Laggard มีโอกาสเห็นกระแสเงินทุนไหลเข้า
กลยุทธ์ : เลือกลงทุนในหุ้นที่คาดกำไร 2Q25 แข็งแกร่ง มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
หุ้นเด่นเดือน ก.ค. : ITC, KCE, NEO, OSP, SCGP
FSSIA Portfolio : BA, CENTEL, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : CPALL
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 65 บาท
• คาดกำไร 2Q25 ยังเติบโตแข็งแกร่งที่ 6.9 พันลบ. –4% q-q แต่ยัง +12% y-y โดยแม้รายได้จะเติบโตไม่ได้สุงมากนักที่ +1.4% q-q, +3.4% y-y แต่ยังคงได้แรงหนุนจาก Margin ที่ยังแข็งแกร่งจากสินค้าอาหารและเครื่องดื่มพร้อมทานที่เติบโตดี
• เรามองธุรกิจของ CPALL มีความยืดหยุ่นสูงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเนื่องจากเป็นสินค้าจำเป็น และกระทบจำกัดจากความเสี่ยงภายนอกโดยเฉพาะภาษีการค้าสหรัฐฯ เราคาดกำไรปี 2025-27 +9.4% CAGR
• แนวรับ 45.75-45 บาท แนวต้าน 47//49 บาท
บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ผันผวนต่อ รอผลเจรจาการค้าคืนที่ผ่านมา และนักลงทุนเริ่มขายทำกำไรช่วงสั้น โดยตลาดหุ้นไทย เจอแรงขายหลังดัชนีฯ ปรับตัวขึ้นมาเกือบ 50 จุด นักลงทุนรอผลเจรจาการค้า ตลาดจะเริ่มให้ความสนใจกับคดีความของอดีตนายกฯ และนายกฯมากขึ้น ส่วนเรื่องของ Fed นั้น คาดมีผลต่อตลาดไม่มาก
สหรัฐฯ ปิดดีลการค้าย่าน ASEAN ก่อนโซนอื่น (คงเพราะต้องการบีบจีน) โดยเวียดนาม+อินโดนีเซีย ไปแล้ว ส่วนไทย ผ่านไปเมื่อคืนที่ผ่านมา และ Trump ได้ให้ข่าวว่า เตรียมร่อนจดหมายเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศขนาดเล็กกว่า 100 ประเทศ ในอัตราที่สูงกว่า 10% เล็กน้อย …. สหรัฐฯ จะเร่งประกาศข้อตกลงการค้า เน้นเจรจาประเทศคู่ค้าหลักก่อน คาดได้เห็นข้อตกลงกับอินเดียในเร็วๆ นี้ ไทยอาจบรรลุในสัปดาห์นี้ ถ้าข้อเสนอน่าสนใจเท่าเวียดนาม และอินโดนีเซีย
บริษัทใน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มทยอยรายงานกำไรหุ้น Goldman Sachs รายงานผลกำไรไตรมาส 2 แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 22% หนุนโดยรายได้จากธุรกิจเทรดดิ้งและวาณิชธนกิจ
“Trump” ปฏิเสธว่าไม่มีแผนที่จะปลดนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed หลังจากมีข่าวรั่วไหลว่าเขาได้หยั่งเสียงแนวคิดนี้ในที่ประชุมลับกับสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกัน …… ข่าวนี้ ลบต่อตลาดสหรัฐฯ เพราะการปลดผู้ว่าฯ ถูกมองว่าแทรกแซง และอีกมุมหนึ่งคือ Fed อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยเร็วขึ้น ทั้งสองปัจจัย กดค่าดอลล่าร์ให้อ่อนค่าลง แต่ yield พันธบัตรยังทรงๆ ตัว ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น (Dollar Index 98.38 ; Bond Yield 10 ปี 4.46% ; Gold Spot $3,345)
ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดี นายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำเลยในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 ในวันที่ 22 ส.ค.68 เวลา 10.00 น. หลังดำเนินการไต่สวนพยานแบบลับเสร็จสิ้นแล้ว ….. ตลาดน่าจะให้น้ำหนักกับการตัดสินครั้งนี้ และควบไปถึงการตัดสินคำร้องของนายกฯ คาดทราบผลปลายเดือนนี้ ผลที่ออกมาหากทำให้การเมืองสะดุด จะลบกับตลาดหุ้น
เราประเมินกำไรตลาด 2Q/25 จะอยู่ในช่วง 2.1-2.3 แสนล้านบาท ซึ่งต่ำกว่า 1Q/25 ที่ 2.82 แสนล้านบาท …. DAOL ประเมินกำไรกลุ่มธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ส่งรายงานเป็นอันดับแรก ไว้ที่ 5.3 หมื่นล้านบาท -2% yoy ; -10 qoq ใกล้เคียงกับ Bloomberg Survey ที่คาดว่าจะกำไรหุ้นทั้งกลุ่มจะ -4% YoY และ -10% qoq ….. หุ้นธนาคาร จะมีการประกาศจ่ายเงินปันผลงวดแรก หลังส่งงบ จะหนุนให้ราคาหุ้นช่วงนี้ยังแข็งแรงอยู่
Event วันนี้ : ตัวเลขส่งออกญี่ปุ่น (คาดการณ์ 0.3%; ครั้งก่อน -1.7%), ตัวเลขเคลมการว่างงานสหรัฐฯ(คาดการณ์ 234k; ครั้งก่อน 227k)
Strategy
• ดัชนีฯ เข้าโซนขายทำกำไรช่วงสั้น แถวๆ 1160-1180 จุด …….กลยุทธ์หลักยังเป็น “เล่นสั้น-หาหุ้นลงลึก-หุ้นปันผลสูง” แต่ให้มีการสลับหุ้นที่ขึ้นมามากออกไปบ้าง และเปลี่ยนตัวเล่น
• List ของหุ้นที่ราคาลงมาลึกๆ มีสัญญาณเก็งกำไรช่วงสั้น OSP, STA, GLOBAL, KCE
• หุ้นในพอร์ตวันนี้ เรานำ COM7* และ CRC ออก และนำ OR เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย OR(10%), CPALL(20%), DELTA*(10%), SCC(10%), TTB(10%), SCB(10%)
Technical : ITC, OSP
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินดัชนี SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,145-1,175 จุด ประคองตัวรอปัจจัยใหม่ๆ รวมถึงติดตามทิศทาง Fund Flow ต่างประเทศหลังการรายงานตัวเลข CPI ของแต่ละภูมิภาค(US, UK ออกมาสูงกว่าคาด) แนะนำทะยอยซื้อ หุ้นกลุ่มหลักที่P/Eยังไม่สูง เช่น BDMS, CPALL, OSP กลุ่ม China Play เช่น SCC, PTTGC และกลุ่ม Earning Play 2Q68-High Season 3Q68 เช่น GULF, BCPG, SKR, TACC
MTC* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 53.50 บาท) แนวโน้มกำไร 2Q68 ยังขยายตัวได้ QoQ, YoY หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นตามพอร์ตสินเชื่อ ขณะที่การค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ปรับลดลงจากการชำระเงินของลูกหนี้และควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่ดี โดยการขยายตัวของสินเชื่อส่วนใหญ่จากสินเชื่อจำนำทะเบียน ทั้งนี้คาดปี 68 บริษัทยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายสินเชื่อโต 10-15% มีแผนเปิดสาขาเพิ่ม 600 สาขา ขณะที่ credit cost มีแนวโน้มลดลงการค่าใช้จ่ายสำรอง ECL (NPL ไม่เกิน 2.7%) ส่วน NIM อาจถูกกดดัน แต่เชื่อต้นทุนทางการเงินน่าจะดีขึ้นจากการลดดอกเบี้ยนโยบายใน 2H68 ต่อเนื่องไปยังไป 69 ทั้งนี้อิงจาก consensus ตลาดคาดกำไรสุทธิปี 68 ที่ 6.8 พันล้านบาท +16%YoY
KCG* (ซื้อ/ ราคาเป้าหมาย Bloomberg Consensus 11.13 บาท) แม้กำไร 2Q68 มองอ่อนตัว QoQ ตามฤดูกาล แต่มีโอกาสที่ YoY จะยังโตได้ดีหนุนจากสินค้ากลุ่ม Food and Bakery Ingredient ด้าน KCG* เอง วางเป้ารายได้ปี68นี้ +High Single Digit%YoY ปัจจัยขับเคลื่อนหลักจะมาจากสินค้าใหม่ๆ การหาตัวแทนกระจายสินค้าเพิ่มเติม และการให้ความสำคัญกับช่องทางออนไลน์ ขณะที่ในส่วนของต้นทุนค่าใช้จ่ายคาดว่าจะได้ประโยชน์จาก Solar Roof รวมถึงการเปิดใช้งาน KCG Logistic Park ทั้งนี้ ตลาดคาดกำไรสุทธิ KCG* ปี68 และ69 จะอยู่ที่ 446 ลบ.(+10%YoY) และ 517 ลบ.(+16%YoY)