โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตาสถานการณ์โควิด 2566 ยอดป่วยใหม่-ตายเพิ่ม ไม่ได้หายไปไหน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 ธ.ค. 2565 เวลา 23.41 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. 2566 เวลา 01.09 น.
FILE PHOTO: REUTERS/Aly Song/File Photo

1 มกราคม 2566 เข้าปีใหม่ ปีกระต่ายแล้ว มีสถานการณ์ใหญ่ ๆ ที่ต้องติดตามและจับตามอง

ทั้งปัญหาเรื่องเศรษฐกิจในภาพรวม ปัญหาปากท้อง เรื่องของราคาพลังงาน น้ำมัน-ก๊าซราคาแพง ค่าไฟขึ้นราคา การเมือง ที่จะมีการการเลือกตั้งใหญ่ในปีนี้ ปัญหาสงครามรัสเซียกับยูเครน ไม่เว้นแม้แต่เรื่องสภาพอากาศที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจกันมากขึ้น

ซึ่งรอบปีที่ผ่านมาหลายพื้นที่ของประเทศไทยเจอน้ำท่วมกันแบบหนักหนาสาหัสทีเดียว รวมถึงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่เจอฝนตกหนัก น้ำท่วมใหญ่ อย่างไม่เคยปรากฎมาก่อนในรอบหลายปี

และยังมีอีกหลาย ๆ เรื่องที่ต้องเฝ้าติดตาม

นอกจากเรื่องที่กล่าวมาแล้ว ดูเหมือนว่า “โรคโควิด-19” ที่เริ่มบรรเทาเบาบางลง หลังจากที่เป็นมหันตภัย(โรค)ถล่มโลกมา 2-3 ปี ก็กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

โดยเฉพาะกับการที่จีน ที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เตรียมเปิดประเทศในวันที่ 8 มกราคม 2566 นี้ หลังจากที่ชัตดาวน์ ปิดประเทศมานานถึง 3 ปี

หลาย ๆ ประเทศดูเหมือนว่าจะดีใจกับการที่จีนเปิดประเทศ ซึ่งก็รวมถึงประเทศไทยด้วย เพราะนักท่องเที่ยวชาวจีนนั้นมีทั้งปริมาณและกำลังซื้อมหาศาล

แต่ขณะเดียวกันก็ออกจะแหยงๆ หรืออดกังวลไม่ได้ เนื่องจากการควบคุมการติดเชื้อโควิดในจีนนั้นยังเป็นที่กังขาต่อสายตาชาวโลก

ยอดป่วยใหม่-เสียชีวิต มีทุกสัปดาห์

เช่นเดียวกับประเทศไทย แม้โรคโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) จะประกาศให้เป็นโรคประจำถิ่นไปแล้วตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 แต่ดูเหมือนสถานการณ์การระบาดกลับน่าเป็นห่วงขึ้นมาอีกครั้งในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

ล่าสุดข้อมูลของ กรมควบคุมโรค เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา(สัปดาห์ที่ 51) ระหว่างวันที่ 18-24 ธันวาคม 2565 พบผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาล (รายสัปดาห์) จำนวน 2,900 ราย เฉลี่ย 414 ราย/วัน พบผู้เสียชีวิต (รายสัปดาห์) 89 ราย เฉลี่ย 12 ราย/วัน

ขณะที่สัปดาห์ก่อนหน้ายอดป่วยใหม่พุ่งขึ้นไป 3 พันกว่าราย และเสียชีวิตถึง 113 ราย หรือเฉลี่ยเสียชีวิตวันละ 15-16 ราย

แต่ที่ไม่เป็นข่าวใหญ่โต เพราะไม่มีการแถลงข่าวจากทางการ เป็นเพียงการรายงานตัวเลขผ่านทางเว็บไซต์ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์โควิด-19 ของรัฐบาล

และส่วนใหญ่ก็มักจะระบุว่าเป็นกลุ่ม 608 ที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว หรือไม่ก็เป็นพวกที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือฉีดวัคซีนไม่ครบ หรือไม่ได้ไปฉีดเข็มกระตุ้นนานเกินกว่า 3 เดือน

กระนั้นก็ตามบรรดาคุณหมอ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างระบุตรงกันว่า สถานการณ์โรคโควิดในประเทศยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

แต่ที่ตัวเลขผู้ป่วยใหม่ที่ดูเหมือนน้อย ก็เพราะว่าในทางปฏิบัติมีการตรวจหาเชื้อกันน้อยด้วย ขณะที่บางส่วนมีอาการไม่มาก บางส่วนซื้อยากินเอง และบางส่วนก็อาจจะหายเองได้ หนำซ้ำบางส่วนไม่รู้ว่าตัวเองติดโควิดด้วยซ้ำ คิดว่าเป็นแค่โรคหวัดธรรมดา

กระนั้นก็ตามแพทย์ชื่อดังหลายคนได้ให้ความเห็นต่อสถานการณ์การระบาดในปัจจุบันว่า ยังคงต้องจับตามอง เพราะยังมีความไม่แน่นอน ขณะเดียวกันเป็นช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ เป็นช่วงของการหยุดยาว มีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา ไปท่องเที่ยว รวมถึงการจัดงานสังสรรค์รื่นเริงปีใหม่

ขณะเดียวกันก็ละเลยมาตรการป้องกันส่วนบุคคล การที่ต้องอยู่ห่างกัน หมั่นล้างมือ สวมใส่หน้ากากผ้า หน้ากากอนามัย

ซึ่งดูเหมือนว่าหลาย ๆ คนยกการ์ดลงเป็นส่วนใหญ่แล้ว

5 พฤติกรรมเสี่ยงติดโควิด

ล่าสุดกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดเผยผลสำรวจ พฤติกรรมเสี่ยงติดโควิด-19 ช่วงปีใหม่ น่าสนใจ

เพราะผลสำรวจที่ออกมา พบว่า กลุ่มที่ชวนกันไปกิน “หมูกระทะ ชาบู สุกี้ “ติดอันดับหนึ่งของความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโควิด

เพราะเด็ก ๆ วัยรุ่น หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เอง คิดอะไรไม่ออกก็ “ไปกินหมูทะ-ชาบู” กัน ส่งผลให้ร้านหมูกะทะชื่อดัง ร้านชาบูชื่อดัง ต้องเข้าคิว จองคิวกันนาน 1.30-2.00 ชั่วโมง หรืออาจนานกว่านั้น กว่าจะได้กิน

ส่วนผลสำรวจอันดับ 2 ,3 และ 4 ตามมา คือการไปซื้อของในห้างสรรพสินค้า เคานต์ดาวน์ ร่วมงานเลี้ยงปีใหม่ เที่ยวงานประจำปี

เหล่านี้ล้วนเป็น “ปัจจัยเสี่ยง” ที่จะทำให้การระบาดของโควิดเพิ่มสูงขึ้น

เตือนโควิดสายพันธุ์ใหม่จ่อเข้าไทย

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ เตือนสายพันธุ์โควิดชนิดที่ระบาดในอินเดียแล้ว จะเข้าไทยในอีกไม่ช้า จากกรณีตัวอย่างหลายกรณี ขณะนี้สายพันธุ์ XBB ระบาดในอินเดียแล้ว อีกไม่นานจะเข้าไทย ชี้ติดต่อกันง่ายกว่าสายพันธุ์เดิม หลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดี

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ก็ออกมาโพสต์เตือนว่า ประเทศไทยต้องจับตาเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์อะไรที่กำลังแพร่ระบาดในประเทศอินเดีย เพราะหลายครั้งที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดกลายพันธุ์ตัวใหม่ในประเทศอินเดีย หลังจากนั้นอีกไม่นานก็พบการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์นั้นในประเทศไทย

หากดูย้อนหลังไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาพบครั้งแรกในประเทศอินเดียปลายปี พ.ศ. 2563 ต่อมาแพร่กระจายเร็ว เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก และประเทศไทยก็มีการแพร่ระบาดระลอกใหญ่จากสายพันธุ์เดลตาเมื่อกลางปี พ.ศ. 2564

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 ประเทศอินเดียพบไวรัสโควิดโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.75 ครั้งแรก เชื้อสายพันธุ์นี้แพร่เร็วกว่า เข้ามาแทนที่สายพันธุ์ย่อย BA.5 แพร่ระบาดในประเทศอินเดีย และกระจายไปหลายประเทศ ขณะนี้ประเทศไทยกำลังมีการแพร่ระบาดของโรคโควิดระลอกใหม่ เกิดจากไวรัสสายพันธุ์ BA.2.75

ประเทศอินเดียเริ่มเห็นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดสายพันธุ์ XBB ซึ่งเป็นลูกผสมของไวรัสโควิดสายพันธุ์ BA.2.10.1 กับ BA.2.75 เชื่อว่าอีกไม่นานก็จะแทนที่สายพันธุ์ BA.2.75 ในประเทศอินเดีย

ประเทศไทยเตรียมตัวได้เลยว่า หลังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์ BA.2.75 อีกไม่นานก็จะมีสายพันธุ์ XBB แพร่ระบาดเหมือนประเทศอินเดีย

เพราะสายพันธุ์ใหม่นี้ติดต่อกันง่ายกว่าสายพันธุ์เดิม และหลบหลีกภูมิคุ้มกัน ไม่ว่าจากการฉีดวัคซีน หรือการติดเชื้อธรรมชาติได้ดีกว่าสายพันธุ์เดิม

ปัจจุบันไวรัสโควิดสายพันธ์ใหม่ใช้เวลาสั้นกว่าเดิม เพียง 3-4 เดือน ก็เข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดิม และทำให้เกิดการระบาดใหญ่ระลอกใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีกไปทั่วโลก

แต่ก็ยังโชคดีที่ไวรัสโควิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ ไม่ได้ทำให้คนป่วยหนักและเสียชีวิตเหมือนสายพันธุ์เดลต้า โดยเฉพาะคนที่ได้รับวัคซีน 4 เข็ม คือได้วัคซีนครบ 2 โดสและตามด้วยเข็มกระตุ้นอีก 2 เข็ม

สธ.คาดโควิดปี 2566 เป็นแบบ Small Wave

ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เปิดเผยว่า คาดว่าในปี 2566 สถานการณ์การระบาดไม่น่าแตกต่างจากเดิม ยังจะพบการระบาดในลักษณะ Small Wave เชื้อโรคอาจมีการกลายพันธุ์ย่อย ๆ เล็กน้อย ขณะที่คนมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น แต่ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงยังคงต้องให้วัคซีนเพิ่มภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะทำให้ประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ

ส่วนช่วงท้ายปี 2565 ระบบสาธารณสุขยังรองรับสถานการณ์โรคโควิด-19 ของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นได้ อีกทั้งสถานการณ์ยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงอีกด้วย

สำหรับผู้เสียชีวิตทุกรายยังอยู่ในกลุ่ม 608 และเกือบทั้งหมดไม่ได้รับวัคซีน หรือได้รับไม่ครบ หรือได้รับเข็มกระตุ้นนานเกินกว่า 3 เดือน จึงต้องเร่งรัดเชิญชวนกลุ่ม 608 รวมถึงผู้ที่ได้รับวัคซีนหรือติดเชื้อมาแล้วเกิน 3-4 เดือน ให้มารับวัคซีนเข็มกระตุ้นตามหลัก “4 เข็ม 4 เดือน” คือรับให้ครบ 4 เข็ม หากเข็มล่าสุดเกิน 4 เดือน ให้มารับวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน

“สิ่งสำคัญคือ ขอให้มารับวัคซีนให้ครบ 4 เข็ม และฉีดตามกำหนด เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน ไม่ต้องห่วงว่าจะรอวัคซีนรุ่นใหม่ เนื่องจากการนำมาฉีดกระตุ้นไม่ได้ให้ผลแตกต่างกว่าการฉีดวัคซีนรุ่นเดิมมากนัก และเชื้อยังมีการกลายพันธุ์ย่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง วัคซีนที่ผลิตออกมาจึงไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเชื้อไวรัส” นพ.โอภาสกล่าว

นอกจากนี้ มาตรการป้องกันตนเองยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะการสวมหน้ากากเมื่อมีอาการในระบบทางเดินหายใจ หรืออยู่ในที่มีคนจำนวนมาก หรือแออัด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขยังเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ในกลุ่มต่าง ๆ ทั้งสถานพยาบาล ตลาด แรงงานต่างด้าว ชุมชนแออัด

หากมีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกระทรวงสาธารณสุขจะแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบ

2566 ต่างชาติเที่ยวไทย 24 ล้านคน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดปี 2566 คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย อาจถึง 24 ล้านคน ฟื้นกลับมาเท่ากับครึ่งหนึ่งของช่วงก่อนโควิด

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หลังจากที่ทางการกลับมาเปิดประเทศรับชาวต่างชาติอย่างเต็มรูปแบบเมื่อเดือน ก.ค. 2565 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการตอบรับจากชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น ทำให้ในปี 2565 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยคาดว่าจะมีจำนวน 11 ล้านคน ซึ่งดีกว่าที่ทางการได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10 ล้านคน

ขณะที่ในปี 2566 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยน่าจะมีจำนวนประมาณ 20 – 24 ล้านคน หรือกลับมาคิดเป็นสัดส่วน 50%-60% เมื่อเทียบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปี 2562

โดยนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลาง คาดกลับมาฟื้นตัวก่อนและเติบโตกว่าปี 2562 ส่วนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นในภาพรวมน่าจะฟื้นตัวได้ดี แต่ยังต้องใช้เวลากว่าที่จะกลับไปสู่ระดับก่อนการระบาดของโควิด

คาดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย 3 เดือนแรก 3 แสนคน

และทันที่ที่จีนประกาศเปิดประเทศ นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) เปิดเผยว่า จากกรณีทางการจีนประกาศเปิดประเทศ 8 มกราคม 2566 นี้นั้น

คาดว่าในช่วงเดือนมกราคม 2566 หรือในช่วงตรุษจีน ซึ่งเป็นเดือนแรกของการเปิดประเทศนั้นจะยังไม่เห็นจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาทันทีทันใด เนื่องจากหลายส่วนยังไม่พร้อมรองรับ โดยเฉพาะสายการบิน รวมถึงการยื่นขอทำหนังสือเดินทาง และวีซ่าซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร

ทั้งนี้ เร็วที่สุดที่น่าจะเห็นบรรยากาศการเดินทางที่คึกคักคือ ตั้งแต่เดือนเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2566 เป็นต้นไป ทั้งนี้ คาดว่าในช่วง 3 เดือนแรก (มกราคม-มีนาคม 2566) จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาไม่ต่ำกว่า 3 แสนคน

เช่นเดียวกับนายวิชิต ประกอบโกศล รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ที่กล่าวว่า ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2565 น่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาทั้งทางอากาศและผ่านด่านทางบกรวมประมาณ 4 แสนคน หรือไม่ต่ำกว่า 3 แสนคนแน่นอน

โดยคาดว่าเดือนมกราคม 2566 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาประมาณ 5 หมื่น – 1 แสนคน เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2565 น่าจะเพิ่มเป็นราว 1-2 แสนคนต่อเดือน และคาดว่าตลอดทั้งปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน

ขณะที่นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยในช่วงปีใหม่ คาดว่า มีจำนวนการเดินทางท่องเที่ยว 3.14 ล้านคน-ครั้ง และจะสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนประมาณ 11,200 ล้านบาท

หลับตานึกภาพดู เฉพาะคนไทยในประเทศเดินทางท่องเที่ยวช่วงปีใหม่นี้ 3 ล้านคน กับนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเข้ามาในไตรมาสแรกอีก 3-4 แสนคน

โอกาสที่คนไทยหรือนักท่องเที่ยวชาวจีนที่จะเข้ามา เปอร์เซ็นต์ที่จะติดโควิด 0.01% 0.1% หรือ 1% ตัวเลขของการป่วยเพิ่ม หรือเสียชีวิตจะออกมาเท่าไร?

แต่ยังเชื่อและหวังว่า “ระบบสาธารณสุขของไทย” ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกจะรับมือได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...