โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พลิกแฟ้มส่องระเบียบ‘ทัศนศึกษา’นอกโรงเรียน 'อุบัติเหตุ'สะเทือนขวัญไม่ใช่ครั้งแรก

แนวหน้า

เผยแพร่ 30 ก.ย 2567 เวลา 17.00 น.

‘อุบัติเหตุ’ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิด! ส่องระเบียบ‘ทัศนศึกษา’นอกโรงเรียน

เป็นเหตุสะเทือนขวัญที่ไม่มีใครอยากให้เกิดและไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น กรณีรถบัสพานักเรียนจากโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ไปทัศนศึกษาที่สำนักงานการไฟฟ้านครหลวง (กฟผ.) อ.บางกรวย จ.นนทบุรี แต่เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. ของวันที่ 1 ต.ค. 2567 ในขณะที่ขบวนรถบัสจำนวน 3 คัน ใช้เส้นทาง ถ.พหลโยธิน (ขาเข้า) บริเวณใกล้กับห้างเซียร์รังสิต และอนุสรณ์สถานแห่งชาติ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี รถบัสคันที่ 2 เกิดยางแตกตามด้วยไฟลุกไหม้ทั่วคันรถ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งครูและนักเรียนรวมกันนับสิบราย

ท่ามกลางเสียงสะท้อนบนโลกออนไลน์ “เลิกจัดกิจกรรมทัศนศึกษาจะดีกว่าหรือไม่?”

เพราะนี่ “ไม่ใช่ครั้งแรก” กับการเกิดอุบัติเหตุในกรณีการจัดกิจกรรมทัศนศีกษานอกโรงเรียน เช่น ในวันที่ 18 มี.ค. 2562 เกิดอุบัติเหตุรถบัส 2 ชั้น พานักเรียนจากโรงเรียนโคกน้ำเกี้ยง จ.หนองบัวลำภู ไปทัศนศึกษาที่ จ.จันทบุรี และ จ.ชลบุรี หักหลบรถบรรทุกบนถนนสาย 304 บริเวณทางโค้งหน้าวัดทับลานอุทยานสวรรค์ หมู่ที่ 1 ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ทำให้รถเสียหลักตกถนน มีนักเรียนเสียชีวิต 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 24 คน

หรือวันที่ 7 ก.ค. 2565 เกิดอุบัติเหตุรถบัส 2 ชั้น เสียหลักตกถนนชนเสาไฟฟ้าพลิกตะแคง ริมถนนสายเพชรเกษม-บ้านหินแก้ว ม.2 ต.หินแก้ว อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร มีผู้บาดเจ็บ 25 คน โดยรถคันเกิดเหตุเป็นหนึ่งในขบวนรถ 5 คัน ที่พานักเรียนเดินทางจากโรงเรียนบ้านหาดใน อ.ท่าแซะ ไปชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมือง จ.ชุมพร แต่มาเกิดอุบัติเหตุในช่วงขากลับ โดยคนขับรถเล่าว่า ได้หักหลบรถทัวร์ที่แล่นสวนทาง พยายามจะไต่ไหล่ทาง แต่ไม่เห็นถนนที่พังเป็นหลุมและมีหญ้าปกคลุม

หรือเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในวันที่ 4 ม.ค. 2567 เกิดอุบัติเหตุรถบัสที่พานักเรียนและครูของโรงเรียนวัดนวลนรดิศ กรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปทัศนศึกษาที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี แต่เกิดอุบัติเหตุชนกับรถกระบะ บริเวณถนนบางขันธ์-หนอเสือ มุ่งหน้าคลองห้าหน้าปั้มน้ำมันพีที ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี มีผู้บาดเจ็บ 25 คน เป็นต้น

เมื่อดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมทัศนศึกษาของนักเรียน พบว่ามี “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา พ.ศ.2562” และ “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการพานักเรียน และนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563” ซึ่งออกตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 12 มีรายละเอียดดังนี้

1.ประเภทของการจัดกิจกรรมทัศนศึกษา มี 3 รูปแบบ คือ

1.1 การพาไปนอกสถานศึกษา (ไม่พักแรม)
1.2 การพาไปนอกสถานศึกษา (พักแรม)
1.3 การพาไปนอกราชอาณาจักร

“การพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา ให้เป็นไปตามความสมัครใจของนักเรียนและนักศึกษา โดยความยินยอมของผู้ปกครอง”

2.บุคคลที่มีอำนาจอนุญาตการจัดกิจกรรมทัศนศึกษา แบ่งตามแต่ละประเภทดังนี้

- กรณีสถานศึกษาของรัฐ

2.1 การพาไปนอกสถานศึกษา (ไม่พักแรม) ให้เป็นอำนาจของหัวหน้าสถานศึกษา ซึ่งหมายถึง ผู้อำนวยการ หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ในลักษณะเดียวกันทั้งของรัฐและเอกชน ที่มีอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา
2.2 การพาไปนอกสถานศึกษา (พักแรม) ให้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้มีอำนาจเหนือสถานศึกษาขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง หรือผู้ได้รับมอบหมายแล้วแต่กรณี
2.3 การพาไปนอกราชอาณาจักร ให้เป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ได้รับมอบหมาย

“ให้สถานศึกษาส่งคำขออนุญาต พร้อมโครงการที่จะพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาต่อผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตก่อนวันเดินทางไม่น้อยกว่า 15 วัน หากไม่สามารถยื่นคำขอได้ทันภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นด้วย เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงออกเดินทางได้”

“เอกสารประกอบการยื่นคำขออนุญาตตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย ชื่อโครงการ หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ขั้นตอนการดำเนินงาน ระยะเวลาและสถานที่ดำเนินการ กิจกรรม รายชื่อหน่วยงานและผู้รับผิดชอบโครงการ รายชื่อผู้ควบคุมและผู้ช่วยผู้ควบคุมในการเดินทาง รายชื่อนักเรียนและนักศึกษาที่จะเดินทางไปนอกสถานศึกษา แผนที่สังเขปแสดงเส้นทางการเดินทาง แผนผังแสดงที่ตั้งของสถานที่ที่ไปนอกสถานศึกษาหรือสถานที่พักแรม เพื่อการตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินงานทุกระยะ และแผนสำรองกรณีเหตุฉุกเฉิน เป็นต้น”

- กรณีสถานศึกษาของเอกชน (ประเภทโรงเรียนในระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน)

2.4 ให้หัวหน้าสถานศึกษา เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตการพาไปนอกสถานศึกษา (ไม่พักแรม)

2.5 ให้ผู้รับใบอนุญาต เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตการพาไปนอกสถานศึกษา (พักแรม)

2.6 ให้ผู้รับใบอนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารโรงเรียน เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตการพาไปนอกราชอาณาจักร

“ให้สถานศึกษาเอกชนประเภทโรงเรียนในระบบตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน รายงานการพิจารณาอนุญาตต่อผู้อนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนก่อนวันเดินทางไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ”

"ในกรณีที่ผู้อนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนเห็นว่า การพิจารณาอนุญาตอาจมีภยันตรายหรือเหตุการณ์อันกระทบต่อสวัสดิภาพของนักเรียนหรือการจัดการศึกษาให้แก่นักเรียน หรือสถานที่ที่จะเดินทางไปนอกสถานศึกษาหรือสถานที่พักแรมมีสภาพขัดต่อสุขลักษณะหรืออนามัย หรือมีเหตุอื่นอันอาจเป็นภยันตรายต่อนักเรียน ให้ผู้อนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนมีอำนาจสั่งให้ระงับ ยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการพิจารณาอนุญาตได้ตามที่เห็นสมควร”

3.การพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาทุกประเภท มีข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้

3.1 ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการเดินทางและการพักแรมเป็นอันดับแรก

3.2 ต้องได้รับอนุญาตก่อน

3.3 ให้หัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าสถานศึกษา จำนวน 1 คนเป็นผู้ควบคุม และจะต้องมีครูหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าสถานศึกษา จำนวน 1 คน ต่อนักเรียนไม่เกิน 30 คน เป็นผู้ช่วยผู้ควบคุม ทั้งนี้ กรณีที่มีนักเรียนและนักศึกษาเป็นหญิงไปด้วย ให้มีครูสตรีควบคุมไปด้วยตามความเหมาะสม

3.4 ให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้พิจารณาเลือกเส้นทางที่จะเดินทาง ยานพาหนะที่จะใช้ในการเดินทางซึ่งต้องอยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง รวมถึงพนักงานขับรถหรือควบคุมยานพาหนะที่มีความรู้ความชำนาญด้วย

3.5 ในการเดินทาง ให้พิจารณาขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำหรือขอความร่วมมืออื่นๆ เท่าที่จำเป็น รวมถึงจัดให้มีป้ายข้อความที่ระบุโครงการ กิจกรรม และสถานศึกษา แสดงให้เห็นเด่นชัดติดที่ด้านข้างรถ และมีหมายเลขกำกับติดที่ด้านหน้าและด้านหลังรถในตำแหน่งที่เห็นชัดเจน ทั้งนี้ กรณีการพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาโดยใช้รถโดยสารไม่ต่ำกว่า 40 ที่นั่ง จำนวน 3 คัน ขึ้นไป ควรจัดให้มีรถนำขบวน สำหรับการใช้รถโดยสารต่ำกว่า 40 ที่นั่ง จำนวน 3 คันขึ้นไป ให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาตามความเหมาะสม

3.6 จัดให้มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นประจำรถหรือยานพาหนะ และดูแลนักเรียนและนักศึกษาที่มีโรคประจำตัวเป็นพิเศษ

3.7 เพื่อการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของนักเรียนและนักศึกษาในการพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา ให้สถานศึกษาจัดให้มีการประกันภัยการเดินทางแก่นักเรียนและนักศึกษา เว้นแต่สถานศึกษาได้จัดให้มีการประกันภัยที่คุ้มครองกรณีดังกล่าวแก่นักเรียนและนักศึกษาอยู่ก่อนแล้ว

4.หน้าที่ของผู้ควบคุม (หัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าสถานศึกษา) และผู้ช่วยควบคุม (ครูหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าสถานศึกษา) ในการพานักเรียน-นักศึกษาไปทัศนศึกษา

4.1 ดำเนินการให้นักเรียนและนักศึกษาอยู่ในระเบียบวินัยเพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและปลอดภัย

4.2 ไม่เสพสุรา สิ่งเสพติด ของมึนเมาหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และเล่นการพนันทุกชนิด

1.3 จัดให้มีช่องทางหรือระบบการติดต่อสื่อสารและหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการประสานงานทุกระยะ

4.4 ดูแลนักเรียนและนักศึกษาให้ได้รับความปลอดภัยตลอดเวลาที่อยู่ในระหว่างการเดินทาง และในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุจะต้องให้ความช่วยเหลือ

4.5 เมื่อปรากฏว่ามีกรณีเกิดอุบัติเหตุที่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของนักเรียนและนักศึกษา ให้ผู้ควบคุมและผู้ช่วยผู้ควบคุมดูแลนักเรียนและนักศึกษาดำเนินการรายงานต่อหัวหน้าสถานศึกษาทราบโดยเร็ว และเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปให้รายงานเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนั้น “ผู้ควบคุมและผู้ช่วยผู้ควบคุมต้องกำกับดูแลพนักงานขับรถหรือควบคุมยานพาหนะ” ให้ปฏิบัติดังนี้

4.6 ควบคุมยานพาหนะให้เป็นไปตามลำดับหมายเลข ตามเส้นทางที่กำหนดในแผนการเดินทาง ทั้งนี้ การใช้ความเร็วของรถหรือยานพาหนะให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยจราจรอย่างเคร่งครัด

4.7 ตรวจสอบสภาพรถหรือยานพาหนะและอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพดี และพร้อมที่จะใช้การได้ตลอดเวลา

4.8 ขับรถหรือควบคุมยานพาหนะด้วยความระมัดระวัง ไม่ขับรถหรือควบคุมยานพาหนะในลักษณะประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน

4.9 ไม่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะขับรถหรือควบคุมยานพาหนะ เว้นแต่การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่โดยใช้อุปกรณ์เสริมสำหรับการสนทนา โดยพนักงานขับรถหรือควบคุมยานพาหนะไม่ต้องถือหรือจับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น

4.10 ไม่ขับรถหรือควบคุมยานพาหนะในขณะที่มีอาการมึนเมาหรือเสพสุราหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทระหว่างการขับรถหรือควบคุมยานพาหนะ

สำหรับ “การพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษา (พักแรม)” ให้ผู้ควบคุมปฏิบัติ ดังนี้

4.11 เมื่อเดินทางถึงสถานที่จัดกิจกรรมต้องจัดให้มีการปฐมนิเทศ เพื่อแจ้งกฎระเบียบข้อปฏิบัติในการใช้สถานที่ และการปฏิบัติตนขณะอยู่ในบริเวณที่จัดกิจกรรมและที่พักแรม

4.12 จัดสถานที่พักแยกชาย - หญิง ให้เป็นส่วนสัด

4.13 จัดให้มีระบบดูแลรักษาความปลอดภัยตลอดช่วงเวลาจัดกิจกรรม

4.14 จัดเจ้าหน้าที่หรือบุคคลผู้มีความรู้ในการด้านการรักษาพยาบาลเพื่อดูแลนักเรียนนักศึกษาระหว่างกระทำกิจกรรม รวมทั้งจัดรถรับ - ส่ง กรณีมีเหตุฉุกเฉิน ทั้งนี้ กรณีมีเหตุฉุกเฉิน ให้รีบรายงานด้วยวาจาต่อผู้อนุญาตโดยด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไปให้รายงานเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้งหนึ่งโดยเร็ว

5.หลังจัดกิจกรรมทัศนศึกษาเสร็จสิ้น : เมื่อกลับจากการพานักเรียนและนักศึกษาไปนอกสถานศึกษาแล้วให้รายงานให้ผู้อนุญาตทราบ

หลังจากนี้คงต้องติดตามผลการสืบสวน-สอบสวนกันต่อไปว่า ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่ผู้อนุญาตให้จัดกิจกรรมทัศนศึกษา ครูซึ่งมีหน้าที่ควบคุม คนขับรถและบริษัทผู้ประกอบการรถรับจ้าง ได้ปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่? ใครจะต้องรับผิดชอบกับเหตุสลดครั้งนี้? และรัฐในนามกระทรวงที่มีอำนาจกำกับดูแล จะออกแนวปฏิบัติอะไรมาเพิ่มเติม แม้จะถูกมองว่า “ล้อมคอก” ก็ตาม แต่ก็คงดีกว่าไม่ทำอะไรเลยจนอาจเกิดเหตุซ้ำรอย!!!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...