เดินหน้า-ตั้งรับ จับงู ไฟไหม้ แผ่นดินไหว (สารพัด) สาธารณภัยที่ กทม. ‘ปรับโฟกัส’
เดินหน้า-ตั้งรับ จับงู ไฟไหม้ แผ่นดินไหว (สารพัด) สาธารณภัยที่ กทม. ‘ปรับโฟกัส’
เปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา หลังประชุมติดตามผลการดำเนินงาน ในกิจกรรม “ผู้ว่าฯ สัญจร สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า รถดับเพลิง 840 คัน ใช้งานไม่ได้เกินครึ่ง อุปกรณ์พังกว่า 50%
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พิจารณารายละเอียดลึกซึ้งถึงก้นบึ้งของปัญหาหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพและสาธารณภัยของประชาชนคนกรุง
ปรับโฟกัสให้ชัดเจน มองเห็นตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายน้ำ เน้นย้ำไม่แก้แค่ปลายเหตุ แต่ลุยยืดอกพกข้อมูลตีแผ่ ไม่ขอซุกไว้ใต้พรมรอสื่อขุดคุ้ย
รถดับเพลิงเดี้ยงเกินครึ่ง
อุปกรณ์พังกว่า 50%
ชัชชาติเกริ่นก่อนว่า สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) มีความสำคัญ เพราะรับผิดชอบเกี่ยวกับภัยพิบัติต่างๆ และมีหน้าที่จิปาถะเยอะแยะ ถ้าดูจากตัวเลขที่ช่วยเหลือประชาชนเฉลี่ยวันละ 150 เรื่อง เช่น จับงู จับตัวเงินตัวทอง ช่วยเหลือคนกระโดดตึก ไฟไหม้ รวมถึงอุบัติภัยต่างๆ
สำหรับปัญหาหลักของ สปภ.ที่พบ เรื่องแรกคือ อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่อยู่ประมาณ 2,000 คน ซึ่งมีไม่เพียงพอ รวมทั้งอัตรากำลังเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับอัตราของเมืองตามมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ยังมีอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ประมาณ 60,000 คน มีอาสาสมัครตามมูลนิธิต่างๆ ประมาณ 7,000 คน หลังจากนี้คงต้องมีการทำงานร่วมมือกันให้เกิดประสิทธิภาพของ 3 หน่วยงาน เช่น จัดการอบรมร่วมกันเพื่อให้กำลังพลทั้ง 3 ส่วนงานนี้ทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน ในการบริหารจัดการพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและต้องมีการวางแผนระยะยาว
“สำหรับเรื่องอุปกรณ์และเครื่องมือ ปัจจุบันอุปกรณ์และเครื่องมือเกินกว่า 50% ชำรุดเสื่อมสภาพที่ใช้งานได้ก็ไม่สมบูรณ์ 100% ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาหนักมาก เช่น รถดับเพลิง 840 คันก็ใช้งานไม่ได้กว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งเสียหายตั้งแต่สมัยรับโอนมาจากตำรวจ หรือจากการจัดซื้อครั้งใหญ่ รถที่มีบันไดสูงใช้งานไม่ได้ ซึ่งต้องพยายามจัดหาเพิ่มเข้ามา โดยปีนี้ก็จะมีการจัดซื้อรถกู้ภัยเข้ามาเพิ่มเติมอีก 15 คัน
ส่วนประเด็นใหญ่ คือรถดับเพลิง ที่ยังจอดค้างอยู่ในบริษัท นามยง เทอร์มินัล จำกัด จำนวน 139 คัน ซึ่งเป็นรถเก่าประมาณ 10 กว่าปี เป็นเรื่องค้างตั้งแต่สมัยที่มีการทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิงครั้งที่แล้ว ซึ่งมีปัญหาเรื่องค้างค่าเช่าที่จอดรถมูลค่าพันล้านบาท ขณะนี้เรื่องอยู่ในการพิจารณาของชั้นศาล อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ที่ยังขาดอยู่ ก็มีอยู่ในแผนที่ต้องดำเนินการจัดซื้อเพิ่มได้ ย้ำในเรื่องความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ” ชัชชาติกล่าว
สถานีดับเพลิงหลัก 37 สถานีย่อย 11
‘กระจายตัวยังไม่ดี’ 1 สถานีต่อ 32 ตร.กม.
ประเด็นนี้ ธีรยุทธ ภูมิภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวเสริมว่า สำหรับรถดับเพลิงที่ กทม.ได้จัดซื้อมาตั้งแต่ปี 2547 แบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกจำนวน 176 คันได้นำออกมาซ่อมใช้แล้ว อีกส่วนยังจอดไว้บริษัท นามยง เทอร์มินัล จำนวน 139 คัน ซึ่งอยู่ระหว่างฟ้องร้องคิดค่าจอด ขณะนี้อยู่ระหว่างรอศาลฎีกาตัดสิน ถึงจะดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้
ชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากรถที่ยังอยู่ในระหว่างคดีมีอายุกว่า 10 ปี จึงเป็นเรื่องที่กังวลถึงสภาพของรถหากจะนำกลับมาใช้งานนั้น ดังนั้นจึงต้องคิดให้รอบคอบอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
สำหรับเรื่องสถานที่ ปัจจุบันมีสถานีดับเพลิงหลัก 37 แห่ง และมีสถานีย่อย 11 แห่ง ถือว่าการกระจายตัวยังไม่ดี คิดเป็น 1 สถานีให้บริการประมาณ 32 ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นการดูแลพื้นที่มากกว่าในเมืองใหญ่ หลายเมืองทั่วโลก จึงต้องมีการพยายามปรับปรุงและเพิ่มจำนวน ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้มีการเพิ่มสถานีขึ้นมาอีก 4 สถานี และมีการปรับปรุงสถานีเก่าให้ดีขึ้นอีก 8 สถานี รวมทั้งยังมีโครงการทำศูนย์ฝึกอบรม เพื่อให้มีการเตรียมความพร้อมต่างๆ ทั้งในการอบรมบรรเทาสาธารณภัยต่างๆ ให้มีความเป็นเนื้อเดียวกัน และอาจให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมในระดับภูมิภาค เบื้องต้นได้มีการปรึกษากับทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เพื่อดำเนินการจัดทำศูนย์อบรมแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ยกตัวอย่างสถานที่นี่ Headquarter ซึ่งมีปัญหาพื้นที่กับทางตำรวจ ที่ยังไม่ส่งมอบพื้นที่คืนมา เห็นว่าสภาพยังไม่สามารถพัฒนาได้เต็มพื้นที่ สำหรับการสร้างสถานีดับเพลิงริมน้ำ ยังไม่มีแผนการก่อสร้างเพิ่มเติม แต่จะมีการส่งเสริมให้มีเครื่องหาบหามน้ำตามชุมชนริมน้ำ ที่ผ่านมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ใน ชุมชนบ้านครัว ชุมชนมัสยิดสุวรรณภูมิ ซึ่งเขาต้องการเครื่องหาบหามน้ำ ที่สามารถดูดน้ำฉีดดับเพลิงได้ทันที ทั้งนี้ แบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอน คือ ดูแลความพร้อมชุมชนริมน้ำ ต่อมาสถานีดับเพลิงริมน้ำ ต้องดูความจำเป็นในแต่ละพื้นที่” ชัชชาติกล่าว
ลุยจุดเพลิงไหม้ 8 นาทีต้องถึง!
เล็งดึง‘อาชีวะ’ช่วยเช็กสายไฟตามบ้าน
ผู้ว่าฯกทม.เผยด้วยว่า หากเกิดเหตุเพลิงไหม้ ได้มีการย้ำให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงที่เกิดเหตุโดยเร็วไม่เกิน 8 นาที สำหรับในเขตเมือง ส่วนถ้าอยู่รอบนอกคงจะเป็นเรื่องของระยะทาง แต่ได้ย้ำให้ไปถึงที่เกิดเหตุให้เร็ว
ส่วนฝั่งต้นน้ำ ต้องย้ำกับประชาชนว่าช่วงนี้อากาศแห้ง ประกอบกับมีไฟฟ้าลัดวงจร กทม.ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบในแต่ละบ้านได้ รวมถึงการจุดธูปเทียน ซึ่งมีความเสี่ยง อย่างการลงพื้นที่สัญจรเขตลาดกระบัง ที่ตลาดเก่าหัวตะเข้ ชาวบ้านกังวลสายไฟเก่าที่อยู่ในชุมชน ที่อาจจะเกิดเพลิงไหม้ได้ จึงมีแนวทางดึงโรงเรียนอาชีวะ หรือศูนย์ฝึกอาชีพ กทม. มาร่วมเป็นอาสาสมัครเข้าไปช่วยตรวจสอบสายไฟในแต่ละบ้าน
สำหรับความรู้สึกประชาชนที่บอกว่าหน่วยดับเพลิงเข้าพื้นที่ช้านั้น ชัชชาติมองว่า ต้องดูสถิติอย่างเป็นทางการ ประชาชนบางคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าเริ่มนับเมื่อไหร่ เข้าถึงเมื่อไหร่ แต่มีอยู่ 2 มิติ มิติแรกเข้าถึงได้จริงหรือเปล่า ถ้ามีปัญหาต้องไปปรับปรุงกระบวนการให้ดีขึ้น มิติที่สองความรู้สึกของประชาชน คงต้องมีการสื่อสารให้เข้าใจกัน เช่นปัญหาการจอดรถ
“ไฟไหม้เมื่อเดือนที่แล้ว มีปัญหารถจอด 2 ข้างทาง ทำให้การเข้าออกลำบาก อาจจะต้องมีความร่วมมือ บางทีอุปสรรคมาจากทางเข้าที่คับแคบ ถ้าชุมชนช่วยกันดูแล ก็ทำให้เราเข้าถึงได้เร็วขึ้นด้วย”
อีกประเด็นทิ้งไม่ได้คือ ‘เบี้ยเสี่ยงภัย’ ของเหล่าเจ้าหน้าที่ ซึ่ง ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯกทม. อัพเดตว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทบทวนว่าจะทำอย่างไรให้เหมาะสมและปรับให้เสมอกันกับการเสี่ยงภัยและงานที่มีความเสี่ยงทางด้านต่างๆ
ถอดบทเรียนแผ่นดินไหว‘ตุรกี’
มองกรุงเทพฯพร้อมแค่ไหนใน พ.ศ.นี้?
ไม่เพียงเหตุเพลิงไหม้ และภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเคหสถานเท่านั้น กรุงเทพมหานครยังประเมินความพร้อมหากเกิดแผ่นดินไหวดังเช่นตุรกี โดยจัดเสวนาวิชาการ “แผ่นดินไหวตุรกี กทม.พร้อมแค่ไหน” เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ ณ อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ดินแดง
รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา สาขาวิศวกรรมปฐพีและฐานราก คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความรู้พื้นฐานที่น่าสนใจว่า เปลือกโลกเหมือนแผ่นเปลือกส้มที่นำมาประกอบกัน ซึ่งประเทศตุรกีมีรอยเลื่อนอนาโตเลียน มีการเฉือนกันของเปลือกโลก โดยนักวิชาการได้ทำนายไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวระดับ 8 แต่เกิดขึ้นจริงระดับ 7.8 ซึ่งไม่ได้มีการออกกฎควบคุมอาคารรองรับแผ่นดินไหวระดับที่ทำนายไว้
สำหรับประเทศไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนแนวรอยต่อของเปลือกโลก แต่อยู่ใกล้กับรอยเลื่อนอันดามัน และรอยเลื่อนสกาย ประเทศเมียนมา โดยเวลาชนของเปลือกโลกจะเกิดรอยเลื่อนขนาดเล็ก ซึ่งในประเทศไทยมี 16 รอยเลื่อนที่มีพลัง จากการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี รอยเลื่อนที่มีพลังในประเทศไทย อาจจะเกิดแรงแผ่นดินไหวสูงสุดระดับ 7
“กรุงเทพฯเป็นพื้นดินอ่อน โดยรอยเลื่อน จ.กาญจนบุรี ที่อยู่ใกล้สุดมีโอกาสสร้างความรุนแรงในกรุงเทพฯได้ ส่วนรอยเลื่อนระยะไกล อาคารสูงสามารถรับรู้แรงสั่นสะเทือน หรืออาจจะเกิดความเสียหายได้
แผ่นดินไหวที่ประเทศลาว ขนาด 6.8 ทำให้อาคารสูงในกรุงเทพฯมีความเสียหายที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก มีผนังเกิดรอยร้าว กระเบื้องพื้นหลุด
รศ.ดร.สุทธิศักดิ์กล่าวว่า ถ้าเกิดแผ่นดินไหวระดับ 7 ใน จ.กาญจนบุรี เมื่อมาถึงกรุงเทพฯ จะลดความรุนแรงลง แต่เนื่องจากเป็นดินอ่อน จังหวะของการสั่น อาคารสูงในระดับต่างๆ จะมีการตอบสนองต่อความแรงด้วย
“ประเทศฟิลิปปินส์ มีกฎหมายให้อาคารสาธารณะติดเครื่องวัดสุขภาพอาคาร หรือ Building Health Monitoring ซึ่งถ้าอาคารมีความผิดปกติ จะมีการสั่งให้ปรับปรุงซ่อมแซม” รศ.ดร.สุทธิศักดิ์อธิบาย
เปิดมุม‘กฎหมาย’
ปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานอาคาร
ด้านศ.ดร.นคร ภู่วโรดม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความรุนแรงของการโยกตัวของอาคารจากแผ่นดินไหวขึ้นอยู่กับตัวอาคาร และชั้นดิน ภายใต้แผ่นดินไหวหนึ่งครั้ง แต่ละอาคารมีการตอบสนองแตกต่างกัน ซึ่งมีการปรับปรุงและแก้ไขมาตรฐานการออกแบบอาคารตั้งแต่ปี 2552 โดยมีการปรับปรุงระดับความเสี่ยงภัยทั่วประเทศ, การศึกษาดินอ่อนในกรุงเทพฯ การออกแบบอาคารสูง และการปรับปรุงมาตรฐานการใช้งานให้กับวิศวกร
“ให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยมีมาตรฐานที่ดี และมาตรฐานนี้จะถูกปรับปรุงได้ในอนาคต เมื่อมีข้อมูลใหม่ๆ สำหรับอาคารที่สร้างก่อนปี 2550 เป็นอาคารที่ต้านทานแรงลม อาจจะไม่สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ 100% ซึ่งต้องมีการสำรวจกลุ่มอาคารเสี่ยงก่อน และต้องมีการปรับปรุงต่อไป” ศ.ดร.นครกล่าว
ในขณะที่ ดร.ธนิต ใจสอาด วิศวกรโยธาชำนาญการพิเศษ หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาอาคาร ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาคาร (ศ.วอ.) สำนักควบคุมและตรวจสอบอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง ลงรายละเอียดว่า ในปี 2558 มีการแก้ไข พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ฉบับที่ 5 เพื่อเปิดช่องให้ออกประกาศกระทรวงมหาดไทย ในการปรับแก้ไขทางเทคนิคได้รวดเร็วมากขึ้น พร้อมกับเน้นการควบคุมพื้นที่ตามค่าการศึกษาผลกระทบแผ่นดินไหว กำหนดให้การออกแบบสร้างอาคารในพื้นที่เสี่ยงแผ่นดินไหวต้องควบคุมโดยวิศวกรตลอดเวลาการสร้าง เพื่อคำนวณความเสี่ยงและการออกแบบเพื่อรับแรงแผ่นดินไหว
ส่วนอาคารที่ก่อสร้างก่อนปี 2550 เปิดโอกาสให้ดัดแปลงต่อเติมเพื่อป้องกันแผ่นดินไหวได้ โดยใช้แรงจูงใจเรื่องสิทธิทางภาษีให้เจ้าของอาคารที่ดำเนินการปรับปรุงอาคารตนเอง แต่ปัญหาคือ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า อาคารใดมีความเสี่ยงอันตรายจริง ต้องวิเคราะห์อย่างละเอียด รวมถึงไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของอาคาร เนื่องจากการปรับปรุงมีค่าใช้จ่ายสูง และยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้เรื่องการปรับปรุงอาคารรองรับแผ่นดินไหว
วิศวกรมองอีกแบบ
กู้ภัยมองอีกอย่าง อาสาสมัครมองต่าง
หัวใจคือ ‘ประสานงาน’
ด้าน ภุชพงศ์ สัญญโชติ หัวหน้าสถานีดับเพลิงและกู้ภัยลาดยาว กทม. ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศตุรกี พบว่า แผ่นดินไหวระดับ 7.8 ไม่ว่าอาคารเก่าหรือใหม่ก็พังทั้งหมด โชคดีที่กรุงเทพฯไม่มีแผ่นดินไหวรุนแรง สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเข้าถึงพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมาย
“จากประสบการณ์ในกรุงเทพฯ พบว่า เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้หรือสถานการณ์ใดก็ตาม มีหน่วยงานมากมายเข้าไปถึงพื้นที่ก่อนผู้ชำนาญการ ทำให้การทำงานสับสน ควรให้หน่วยที่มีหน้าที่ตรงตามวัตถุประสงค์เข้าไปในพื้นที่ก่อน เพื่อลดการสูญเสีย และสามารถช่วยชีวิตผู้ประสบภัยได้มากขึ้น เพราะแต่สถานการณ์มีความละเอียดอ่อน
การเหยียบกระเบื้องแผ่นเดียว อาจทำให้ซากตึกที่ถล่มแล้ว ทรุดตัวซ้ำทับร่างผู้บาดเจ็บที่รอความช่วยเหลือใต้พื้นได้ หลายหน่วยงานที่เข้าไปในจุดเกิดเหตุ หากไม่มีความชำนาญอาจสร้างความสูญเสียเพิ่ม แต่ละหน่วยงานต่างความรู้ ต่างความชำนาญคนละด้าน ส่งผลต่อการช่วยชีวิตคน เช่น ในเหตุการณ์เดียวกัน วิศวกรมองอีกแบบ กู้ภัยมองอีกแบบ อาสาสมัครมองอีกแบบ การประสานงานจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง” ภุชพงศ์กล่าว
ปิดท้ายที่วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. ซึ่งระบุว่า จะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์วัดการสั่นสะเทือนของอาคารสูง รวมถึงกำหนดให้อาคารที่สร้างก่อนปี 2550 ประมาณ 10,000 อาคาร ต้องมีการตรวจสอบเบื้องต้นและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันแผ่นดินไหว โดยจะเริ่มที่อาคารสำคัญก่อน เช่น โรงพยาบาล สังกัด กทม. สามารถปรับปรุงเพื่อรองรับแผ่นดินไหวเป็นตัวอย่างอันดับแรกได้ ก่อนขยายในวงกว้างมากขึ้นตามข้อมูลที่มี
ยืนยันว่า กทม.ไม่นิ่งเฉยกับเรื่องนี้ กำลังรวบรวมข้อมูลจากฝ่ายต่างๆ ที่เข้าร่วมเสวนา เพื่อนำมาใช้ในหน่วยงานของ กทม. รวมถึงวิเคราะห์ความเสี่ยงต่างๆ เพื่อเสนอต่อเจ้าของอาคารต่อไป โดยไม่มีการบังคับใช้ทางกฎหมาย
ทั้งนี้ การปรับปรุงต่างๆ ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่ากับงบประมาณที่เสียไปด้วย จึงต้องจัดหมวดหมู่ความสำคัญของอาคารต่างๆ ก่อนดำเนินการให้รอบคอบ