โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ครบรอบ 3 ปีรัฐประหาร อนาคตเมียนมายังมืดมน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 ก.พ. 2567 เวลา 07.24 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. 2567 เวลา 07.09 น.
(Photo by AFP) / To go with 'MYANMAR-CONFLICT,SCENE'

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2024 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันครบรอบ 3 ปีของการรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง โดยคณะนายทหารที่มีพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2021

พลิกผันชะตากรรมของประเทศจากชาติประชาธิปไตยใหม่ที่เคยมีอนาคตสดใส กลายเป็นรัฐภายใต้รัฐบาลทหารที่อนาคตเหมือนจะมืดมนลงโดยฉับพลัน แล้วลุกลามขยายตัวเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบในเวลาต่อมา

รายงานของสหประชาชาติเมื่อ 7 มกราคมที่ผ่านมา ระบุว่า พื้นที่ราว 2 ใน 3 ของประเทศยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการสู้รบ

ประชาชนกว่า 2.6 ล้านคนกลายเป็นคนพลัดถิ่นภายในประเทศ

หลายแสนคนในจำนวนนั้น เกิดขึ้นหลังจาก “ปฏิบัติการ 1027” ของกลุ่มต่อต้าน เมื่อกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ประสานงานกันโจมตีที่ตั้งทางทหารในทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ โดยเฉพาะในรัฐฉาน (เหนือ), สกาย, ชิน และยะไข่

เมืองเล็กเมืองน้อยอย่างน้อย 34 เมืองตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังฝ่ายต่อต้าน

อีกหลายเมืองกำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคามอย่างหนักอยู่ในเวลานี้

ในหลายพื้นที่เหล่านี้ บริการทางด้านสาธารณสุขและการศึกษาเหือดหายไปพร้อมๆ กับอาหารและน้ำดื่ม สภาพการดำรงชีวิตเสื่อมทรุดในทุกๆ ด้าน ส่งผลกระทบอย่างฉกรรจ์ต่อการดำรงชีวิตของประชาชน

จำนวนประชากรที่ตกอยู่ในระดับความยากจนเพิ่มขึ้นพรวดพราด ธนาคารโลกประเมินว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกินความคาดหมายไปอยู่ที่ราว 20 เปอร์เซ็นต์ เป็นผลจากความขาดแคลนธัญพืชอาหารสำคัญอย่างข้าว และพลังงาน

ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรแห่งภราดรภาพ กองทัพของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งจับมือเป็นพันธมิตรหลวมๆ กับรัฐบาลเพื่อเอกภาพแห่งชาติ (เอ็นยูจี) ประสบความสำเร็จอย่างสูง กองกำลังติดอาวุธของเอ็นยูจีที่เรียกว่า กองทัพป้องกันประชาชน (พีดีเอฟ) ก็ประสานงานกับกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เปิดอีกยุทธการโจมตีกองทัพเมียนมาทางตอนกลางของประเทศ โดยเฉพาะในรัฐอย่างสกาย, มะเกว และมัณฑะเลย์

หน่วยจรยุทธ์ในเขตเมือง ก็ก่อเหตุลอบสังหารเจ้าหน้าที่รัฐและทหารในกองทัพขึ้นในเมืองต่างๆ ทั้งยังใช้โดรนและระเบิดโจมตีที่ทำการรัฐในอีกหลายๆ เมือง ในหลายๆ พื้นที่ เอ็นยูจีถึงกับลงพื้นที่ จัดการฝึกอบรมการบริหารงานท้องถิ่นในระดับหมู่บ้านด้วยซ้ำไป

กองทัพเมียนมาได้แต่พึ่งพาแสนยานุภาพทางอากาศ และอาวุธหนักในมืออย่างปืนใหญ่ ทิ้งระเบิดและยิงถล่มใส่ฝ่ายตรงข้าม โดยไม่ไยดีกับผลกระทบข้างเคียงใดๆ

ผลก็คือ มีบ้านเรือนและอาคารสาธารณะมากกว่า 80,000 หลังถูกทำลายราบเรียบในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ปลายปี 2023 เมืองสำคัญในเขตปกครองตนเองโกกั้ง ตกอยู่ในเงื้อมมือของฝ่ายต่อต้าน ทหารเมียนมาเกือบ 3,000 นายยกธงขาวยอมแพ้ ปฏิกิริยาของรัฐบาลทหารเมียนมาก็คือ ลงโทษให้ประหารชีวิตนายทหารระดับนายพล 3 นาย และจำคุกนายพลทหารอีก 3 นาย

พันตรีนอง โย อดีตนายทหารแปรพักตร์ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง พีเพิลส์ โกล องค์กรเพื่อให้การสนับสนุนทหารที่ละทิ้งกองทัพ ชี้ว่า รัฐบาลทหารคงเชื่อว่าการลงโทษสถานหนักอาจทำให้ทหารหวาดกลัว

แต่ในความเป็นจริงกลับจะยิ่งทำลายขวัญกำลังใจของทหาร โดยเฉพาะนายทหารระดับกลาง ซึ่งช็อกมากกับการลงโทษดังกล่าว และยิ่งทำลายความไว้วางใจต่อกองทัพมากยิ่งขึ้นไปอีก

สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า รัฐบาลและระบอบปกครองของทหารในเมียนมากำลัง “ล่มสลาย” แต่นักวิเคราะห์ที่คร่ำหวอดกิจการเมียนมาจริงๆ ยืนยันว่า กรณีของเมียนมาไม่มีวันเป็นเหมือนกับกรณีของเวียดนามใต้เมื่อปี 1975 คณะนายทหารที่เรียกตัวเองว่า สภาเพื่อการบริหารแห่งรัฐ (เอสเอซี) ไม่มีวันล่มสลายภายในชั่วข้ามคืนเหมือนรัฐบาลเวียดนามใต้ก่อนหน้านี้

นักการทูตชาวเอเชียรายหนึ่งเชื่อในทำนองเดียวกัน ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ในเมียนมาจะเปลี่ยนแปลงไปก็ต่อเมื่อรัฐบาลไม่สามารถทำหน้าที่บริหารและปกครองประเทศได้แล้วเท่านั้น ซึ่งกว่าจะเกิดขึ้นได้อาจต้องใช้เวลาอีกเป็นปี หรือมากกว่านั้น

เอเดรียน โรเวล นักวิเคราะห์อิสระเห็นด้วยเช่นกัน และระบุว่า แม้ไม่ว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ในประเทศอย่างเมียนมาก็จริง แต่เชื่อว่าคณะนายทหารยังสามารถยึดกุมเนปิดอว์ไว้อย่างมั่นคงต่อไปได้อีกนานไม่น้อย แม้ว่าเงื่อนไขอื่นๆ จะสุกงอมแล้วก็ตาม

“เมืองหลวงใหม่ของเมียนมาสร้างขึ้นภายใต้ตรรกะทางทหารและมีแนวคิดด้านการทหารเป็นแกน ไม่เพียงมีสรรพาวุธระดับไฮเทคประจำการอยู่เท่านั้น ยังมีหน่วยคอมมานโดที่ดีที่สุดของประเทศประจำการอยู่ที่นี่อีกด้วย”

ผลก็คือ ฝ่ายต่อต้านไม่มีทั้งยุทโธปกรณ์และกำลังคนเท่าที่จำเป็นต้องใช้ หากต้องการโจมตีเพื่อยึดครองเมืองนี้

ในความคิดของโรเวลความวิตกกังวลน่าจะอยู่ที่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว นั่นคือเมียนมาอาจแตกเป็นเสี่ยงๆ ส่วนหนึ่งปกครองโดยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งสามารถจำแนกออกไปได้อีกว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทางการจีนสนับสนุนหรือไม่

เพราะนอกจากกองทัพแล้ว กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้เท่านั้นที่มีกองกำลังติดอาวุธที่ทรงพลังและผ่านการฝึกอบรมมานานปี ในขณะที่เอ็นยูจีก็อาจดำรงอยู่ต่อไปได้ แต่มีเขตอิทธิพลของตนเองจำกัดอยู่ตอนล่างของประเทศ และโอกาสที่จะมีอิทธิพลเหนือกลุ่มชาติพันธุ์นั้นมีน้อยมาก

สุดท้ายสภาพเช่นนี้อาจผลักดันไปสู่ความพยายามจัดตั้งระบอบการปกครองแบบสหพันธรัฐ ที่เปราะบางและอ่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

เว้นเสียแต่ว่าจะมีใครคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับ ดึงทุกฝ่ายเข้าสู่โต๊ะเจรจา ไม่เช่นนั้นโอกาสที่เมียนมาจะแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ มีสูงยิ่ง

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ครบรอบ 3 ปีรัฐประหาร อนาคตเมียนมายังมืดมน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...