คุย ‘ครูกอล์ฟ’ เหรียญทอง OBEC Awards ผ่าวงการศึกษาไทยหลังโควิด
คุย ‘ครูกอล์ฟ’ เหรียญทอง OBEC Awards ผ่าวงการศึกษาไทยหลังโควิด กับอาชีพบนความคาดหวังที่ถูกละเลย
“คำว่า ‘แม่พิมพ์ของชาติ’ ผมว่าอาจจะโบราณไปหน่อยแล้ว เพราะถ้าเปรียบครูกับคำว่าแม่พิมพ์ แสดงว่าต้องเป็นพิมพ์เดียวกัน ผมไม่สามารถปั้นหรือพิมพ์เด็กที่เหมือนกับตัวผมทั้งหมดได้ ถ้าถามว่าผมเป็นแม่พิมพ์ไหม ผมไม่ใช่ ในยุคนี้ผมมองว่า ครูคือผู้ส่งเสริม เป็นไกด์นำทาง หรืออาจจะเป็นโค้ช เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับเด็กๆ มากกว่า คอยให้คำปรึกษา ให้ความรู้ และแนะแนวทางให้เขาเห็นว่าเขาสามารถจะเดินไปทางไหนได้บ้าง”
ปฏิภาณ จินาวงค์ หรือ ครูกอล์ฟ ของเด็กๆ ชั้นประถมศึกษา โรงเรียนคำเที่ยงอนุสสรณ์ จ.เชียงใหม่ เปิดใจถึงบทบาทของ “ครู” ในยุคปัจจุบันที่อาจจะไม่เข้ากับนิยามเรือจ้าง หรือแม่พิมพ์ของชาติอีกต่อไป
“ระบบการศึกษา” เป็นหนึ่งหน่วยสังคมขนาดใหญ่ในไทย และ “ข้าราชการครู” คือหนึ่งใน “มดงาน” ที่ขับเคลื่อนให้กลไกสังคมนี้ไปข้างหน้า ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการบำรุงความรู้แก่เหล่าต้นกล้าที่แบกคำว่า “อนาคตของชาติ” เอาไว้ ทว่าหากชำแหละดูจะพบว่าชีวิตของครูไทย (ในหลายพื้นที่) กลับผูกขาดไว้กับคำว่า “เสียสละ” ซึ่งเป็นเหมือนกับดาบสองคม
คือเสียงสะท้อนที่ดังขึ้นจากบทสนทนา กับ “ครูกอล์ฟ” ครูชำนาญการ วัย 31 ปี ครูหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ที่รับราชการครูมาแล้วกว่า 8 ปี
และล่าสุดได้คว้า รางวัล “ชนะเลิศอันดับหนึ่ง” เหรียญทอง รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. OBEC AWARDS ระดับชาติ ครูผู้สอนยอดเยี่ยม Active Teacher ระดับประถมศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน มาครอง
เป็นรางวัลที่ครูผู้เข้าประกวดจะต้องผ่านการคัดเลือกในระดับเขตพื้นที่การศึกษา สู่ระดับภาค และต่อระดับชาติในด่านสุดท้าย
ฉะนั้นแล้ว หากเปรียบกับการแข่งขันเกมออนไลน์ ครูกอล์ฟก็นับว่าเป็นผู้เล่นทรงคุณค่า หรือเรียกกันว่า MVP (Most Valuable Player) ที่โพรไฟล์ก็ไม่ธรรมดา เพราะสอบบรรจุข้าราชการครูได้อันดับที่ 1 ด้วย สมกับที่เป็น “ลูกหม้อ” ของครอบครัวครูอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยมีคุณพ่อเป็นอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน คุณแม่เป็นอดีตครู และมีพี่สาว 1 คนเป็นศึกษานิเทศก์
ครูครบทีม!
ครูไทย อาชีพผูกขาดคำว่า’เสียสละ’
กับโครงสร้างแบบเตี้ยอุ้มค่อม
เมื่อกลายมาเป็นหนึ่งในมดงานของวงการการศึกษาแล้ว ครูกอล์ฟ ถอดบทเรียนระบบการศึกษาไทยไปต่อ ทั้งในแง่มุมของข้อที่พัฒนาได้ และจุดแข็งที่ดีอยู่แล้ว
โดยออกตัวเอ่ยถึง “สิ่งที่พัฒนาต่อได้” ว่าไม่อยากให้มองว่าเป็นจุดอ่อนเพราะทุกองค์กรต้องมีสิ่งที่พัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นได้
สำหรับระบบการศึกษาไทย ครูกอล์ฟมองว่า “เดินไปข้างหน้าไว” เหมือนก้าวกระโดดจนเกินกำลังของบุคลากรในระบบที่มี ไม่ว่าจะมีเทรนด์การศึกษาอะไร ก็รับเข้ามาหมด
เช่น Blended Learning, Individualized Learning, Flipped Classroom, การศึกษาที่เน้นสมรรถนะ หรือแม้แต่เทรนด์เรื่องของโค้ดดิ้ง ที่มีการผลักดันให้ครูเข้าอบรมและนำแนวคิดโค้ดดิ้งไปบูรณาการกับวิชาเรียนวิชาอื่นๆ
แม้โค้ดดิ้งจะสามารถสอนได้โดยไม่มีคอมพิวเตอร์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากมีเครื่องมือ อุปกรณ์ และทรัพยากรที่พร้อม ก็คงจะดีกว่ามาก….ซึ่งหากกลับมาดูสภาพความเป็นจริงแล้ว หลายโรงเรียน อุปกรณ์ยังไม่พร้อม บุคลากรที่เชี่ยวชาญศาสตร์ใหม่ๆก็ยังขาด
ครูยังต้องแบกรับภาระงานเอกสาร เด็กก็ยังอยู่ในวงจรของความเหลื่อมล้ำ
ฉะนั้นสภาพที่เกิดขึ้นคือต้องช่วยกันแบกประคับประคองกันไปข้างหน้า สวนทางกับความเป็นจริงที่ว่าบางครอบครัวยังเข้าไม่ถึงการศึกษาเลยก็มี
ระบบการศึกษาไทยจึงเดินไปได้อย่าง “ไม่มั่นคง เหมือนเตี้ยอุ้มค่อม แบกๆ กันไป”
ถอดบทเรียนมาแล้ว ก็ดูเหมือนจะทำให้เพื่อนครูหรือผู้ปกครองรู้สึกท้อ ทว่า ครูกอล์ฟได้หยิบยกแง่มุมที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นข้อดี 2 เรื่อง ประกอบด้วย 1.องค์กรครูมีโครงการพร้อมซัพพอร์ตให้ครูพัฒนาทักษะและสมรรถภาพอยู่เสมอ เป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาตัวเอง
ส่วนข้อต่อไป เป็นเหมือนดาบสองคมมากกว่าจะเป็นข้อดีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ “ครูไทย” ยังได้ชื่อว่า “มีความเสียสละมาก” ซึ่งบางครั้งอาจจะมากเกินกำลังของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลาที่เสียสละใช้ไปนอกเหนือเวลาราชการ ต้องใช้เงินส่วนตัวเพื่อสนับสนุนงาน อันเป็นภาพรวมที่ถูกสะท้อนออกมาถึงสิ่งที่ครูไทยต้องเผชิญ
กลายเป็นว่าอาชีพครูไทย ผูกขาดคำว่า “เสียสละ” ไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นหนังสือ บทเพลง ละคร หรือภาพยนตร์ ที่ผ่านมามักปรากฏภาพ “ครูคือผู้เสียสละ” “ครูคือผู้ให้” ที่หากมองอีกมุม…สิ่งเหล่านี้จะทำให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องลอยตัวหรือไม่ สร้างประโยชน์จากค่านิยมทั้งๆ ที่ควรจะมีการสนับสนุนมากกว่านี้
และดังที่กล่าวไปข้างต้น ว่า “ความเสียสละ” ของครูไทย เป็นได้ทั้งครูเสียสละเพราะรักและทุ่มเทกับอาชีพนี้จริงๆ และเป็นการจำยอมตามวิถีของทางรัฐหรือไม่
“แต่ผมก็ยังชื่นชมความเสียสละของครูไทยอีกจำนวนมากที่ตั้งใจและทุ่มเทอย่างจริงใจ เช่น ในกรณีครูควักเงินส่วนตัวรีโนเวทห้องพักครู ซึ่งก็ได้รับเสียงชื่นชมในโลกออนไลน์ ขณะเดียวกันอีกมุมผมอยากชวนคิดว่าสิ่งนี้ทำให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลตรงนี้ละเลยสิ่งที่ควรทำหรือไม่ เพราะควรเป็นสิ่งที่รัฐบาลหรือหน่วยงานให้การซัพพอร์ต”
“ความเสียสละของครู ก็เป็นเหมือนดาบสองคม ชื่นชมได้ แต่ต้องมองความเป็นจริงด้วย” ครูกอล์ฟกล่าว
การศึกษาไทยไม่ถอยหลัง
โควิดพลิกวิถี สร้างสมรรถนะใหม่
คุยกันถึงเรื่องโครงสร้างระบบการศึกษาไทยไปแล้ว จับเข่าคุยกับครูรุ่นใหม่ ถึงการปฏิบัติงานจริงกันบ้าง โดยเฉพาะการเรียนการสอนท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิดร่วม 2-3 ปี ก่อนที่จะเริ่มอนุมัติให้ถอดแมสก์กันในเร็วๆ นี้
เจ้าของรางวัลครูเหรียญทองด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี กล่าวว่า ในช่วงการระบาดหนักของโควิด-19 ที่ผ่านมา เทคโนโลยีเป็นสื่อกลางที่ช่วยทำให้การศึกษาเข้าถึงตัวผู้เรียนในทุก ๆ บริบท ไม่ว่าจะเรียนแบบ on-air, on-demand, on-hand, หรือ online
เทคโนโลยีมีประโยชน์อย่างปฏิเสธไม่ได้
ช่วงแรกลำบาก เพราะเป็นเหมือนสิ่งที่เข้ามากระทบทำให้วิถีปกติของครูเปลี่ยนไป จากที่ต้องตื่นไปโรงเรียน สอนในชั้นเรียน และประเมินผู้เรียนในชั้นเรียน แต่พอโควิด-19 มา ก็ต้องดีไซน์การเรียนการสอนแบบใหม่ เพื่อให้การเรียนการสอนดำเนินต่อไปได้ แม้จะออนไลน์
โจทย์สำคัญคือจะประเมินเด็กอย่างไร เมื่อเด็กไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียน ใช้เครื่องมืออะไรในการประเมิน เหนือสิ่งอื่นได้ จะแน่ใจได้อย่างไรว่านักเรียนได้รับความรู้ครบตามหลักสูตร และมีสุขภาพทั้งจิตและกายที่ดี เพราะสภาพแวดล้อมในการเรียนออนไลน์ของนักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เรียกว่าเป็นความท้าทายของครูไทยในยุคนี้
ทว่า “ไม่เห็นด้วย” กับคำกล่าวที่ว่าโควิดทำให้การศึกษาไทย “ถอยหลัง” ไปถึง 2 ปี
เพราะหากกล่าวว่า “ถอยหลัง” อาจจะดูลบไป สำหรับครูกอล์ฟแล้ว มองว่าการเข้ามาของโควิดเป็นชาเลนจ์ของระบบการศึกษาไทยทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานต้นสังกัด ผู้บริหาร หรือตัวครูเองที่ต้องสู้ ซึ่งพอปรับตัวกับโควิดผ่านไปประมาณ 1 ปี ครูทุกคนในโรงเรียนที่สังกัดมีความเจนจัดในการใช้แพลตฟอร์มผนวกเข้ากับการสอนเพิ่มขึ้นกว่าตอนไม่มีโควิด
สิ่งนี้เองที่เป็น สมรรถนะใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างทางที่มีการเรียนการสอนตลอดปีการศึกษา 2563 และ 2564
“ฉะนั้นผมมองว่าไม่ได้ถอยหลัง เพราะเป็นสิ่งหนึ่งที่สังคมโลกเองก็ต้องเผชิญเหมือนกัน”
นวัตกรรมเหรียญทอง
ดึงบริบทพื้นที่ส่งเสริมเด็กพัฒนาภาษา
ครูกอล์ฟกล่าวว่า “ภาษาอังกฤษ เป็นกุญแจสู่โอกาสที่มากขึ้นไม่ว่าจะเติบโตไปทิศทางไหน หรือจะประกอบอาชีพอะไร สิ่งแรกที่ผมให้ความสำคัญคือ Positive attitude ทัศนคติเชิงบวกต่อภาษาอังกฤษ ไม่ต้องเก่งก็ได้ ยังไม่ต้องจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้ได้เป็นพันเป็นหมื่นก็ได้ แค่เปิดใจมองภาษาอังกฤษว่าสนุก ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว”
ครูเล่าถึงจุดสำคัญในการพัฒนา “นวัตกรรม” จนได้รับรางวัลเหรียญทอง กับผลงาน “การใช้บริบทเชิงพื้นที่ในการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ” ใช้ประโยชน์จากที่โรงเรียนตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ เป็นจุดเรียนรู้ให้กับนักเรียน
“ผมเป็นครูบนดอยมา 5 ปี นักเรียนของผมอยากเจอชาวต่างชาติมาก เขาอยากจะใช้ภาษาในสถานการณ์จริง แต่ไม่มีโอกาส เพราะสภาพบริบทพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย ไม่มีชาวต่างชาติในชุมชน ตอนนี้ผมย้ายมาสอนที่โรงเรียนคำเที่ยงอนุสสรณ์ เดินออกนอกรั้วโรงเรียนไม่ถึง 5 นาที ก็ถึง ไนท์ บาร์ซาร์ ที่มีนักท่องเที่ยวมากมาย ผมเลยคิดว่าทำไมเราไม่พาเด็กๆ ไปคุยกับเจ้าของภาษาจริงๆ เลยล่ะ” ครูกอล์ฟกล่าวและว่า
ตามแผนการสอนของตน คือ ในแต่ละสัปดาห์ จะพาเด็กๆ ไปนอกโรงเรียน เพื่อฝึกทักษะการสื่อสารกับชาวต่างชาติ 1 ครั้ง ซึ่งก่อนที่จะพาไปลงสถานที่จริง จะสอนในชั้นเรียนก่อนถึงแพทเทิร์นการใช้ภาษาแบบไหน มีมารยาทในการคุยอย่างไร และมอบหมายงานเป็นกลุ่ม เด็กนักเรียนจะต้องถ่ายทำวิดีโอระหว่างสัมภาษณ์ แล้วนำกลับมาตัดต่อลงแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นการส่งเสริมสมรรถนะทั้งในด้านภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและเทคโนโลยีไปพร้อมๆกัน
ทั้งยังเล่าทิ้งท้ายถึงผลการประเมินด้วยว่า เห็นพัฒนาการอย่างชัดเจน ในสัปดาห์แรกเด็กยังมีความประหม่าไม่ค่อยมั่นใจ แต่พอสัปดาห์ที่ 2 -3 สามารถเข้าถึงชาวต่างชาติเป็น มีปฏิกิริยาโต้ตอบได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้ปกครองก็ดีใจที่ได้เห็นลูกๆ พูดภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษาตัวจริง ภูมิใจทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน
นวัตกรรมชนะเลิศเหรียญทองอันดับหนึ่ง รางวัลทรงคุณค่า สพฐ. OBEC Awards