โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เล่งหงษ์ ชี้ทองคำขาลงระยะสั้น เชื่อกลาง-ยาว ยังพุ่งต่อ แนะทยอยสะสม ล่าสุดวันนี้ขึ้นอีก 800

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 พ.ค. 2568 เวลา 11.39 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. 2568 เวลา 10.38 น.

เล่งหงษ์ ชี้ทองคำขาลงระยะสั้น เชื่อระยะกลาง-ยาว ยังขึ้น แนะทยอยสะสม ล่าสุดวันนี้ขึ้นอีก 800

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม นางภัทริน วชิรคพรรณ Chief Operation Officer บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์ จำกัด เปิดเผยว่า ราคาทองคำในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 3,500 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยพุ่งจากระดับต่ำสุด 2,950 ดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 550 ดอลลาร์ โดยสาเหตุหลักมาจากข่าวเกี่ยวกับสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐกับหลายประเทศทั่วโลก จากการที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก ทำให้ราคาทองคำ
พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็เริ่มมีข่าวว่าหลายประเทศเริ่มมีการเจรจากับสหรัฐ ว่าจะมีถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้บ้างมากขึ้น รวมถึงจีน ซึ่งเป็นคู่ปรับรายสำคัญ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงจาก 3,500 ดอลลาร์ เหลือ 3,300 ดอลลาร์ ภายในไม่กี่วัน ก่อนจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ราคาทองคำลงมาทำจุดต่ำสุดบริเวณ 3,200 ดอลลาร์ โดยลงมาอีก 100 ดอลลาร์ ซึ่งรอบนี้มองว่าระยะสั้นถือว่าทองคำเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างชัดเจน แต่หากดูจากมุมมองทางเทคนิคในระยะกลางและระยะยาว ทองคำยังคงมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น

“การปรับขึ้นของราคาทองอย่างรวดเร็วถึง 550 ดอลลาร์ ภายในไม่ถึงเดือนนั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่ราคาจะปรับฐานแรงเช่นกัน โดยเล่งหงษ์ประเมินแนวรับสำคัญไว้ที่ 3,240 ดอลลาร์ และมีโอกาสลดลงถึง 3,130 ดอลลาร์ ซี่งหากราคาลงไปถึงระดับดังกล่าว คาดว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงจากปัจจุบันที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์ (วันที่ 3 พ.ค.) ซึ่งจะส่งผลให้ราคาทองในประเทศลดลงประมาณ 1,000 บาท/บาททองคำ โดยการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำในตลาดโลกทุกๆ 10 ดอลลาร์ จะกระทบต่อราคาทองไทยประมาณ 100 บาท”

นางภัทรินกล่าว พร้อมแนะนำว่า หากราคาทองคำปรับฐานลงมาก ถือเป็นจังหวะดีในการทยอยสะสม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ถือเงินสดระยะยาวเพื่อการลงทุน เพราะในระยะเวลา 10-15 ปีข้างหน้า ราคาทองที่เห็นในวันนี้อาจจะไม่กลับมาอีก เช่น เมื่อ 15 ปีก่อน ราคาทองคำอยู่ที่ราว 12,000 บาท/บาททองคำ ซึ่งในขณะนั้นก็ดูเหมือนแพงมาก แต่วันนี้ราคานั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว

ทั้งนี้ในระยะสั้น มีความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำไทยอาจลงไปแตะระดับ 48,000 บาทปลายๆ เพราะในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำขึ้นไปทำจุดสูงสุด โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ฉะนั้นเวลาทองคำปรับฐานก็คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานเช่นกัน อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อทองในจุดต่ำสุดนั้นทำได้ยาก ดังนั้นนักลงทุนควรใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมจะเหมาะสมกว่า

นางภัทรินกล่าวด้วยว่า การประเมินราคาทองคำในขณะนี้ บริษัทได้มีการพิจารณาจากประวัติศาสตร์ ราคาทองคำในยุค “ทรัมป์ 1.0” ช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ครั้งแรก ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาทองปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยจะมีช่วงพักฐานก่อนทยอยปรับขึ้นอีกครั้ง ซึ่งในรอบนี้ก็อาจเกิดลักษณะเดียวกัน เพราะทรัมป์มีลักษณะ “คิดไว ทำไว พูดไว” ทำให้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบต่อราคาทองคำ ทั้งนี้ไม่ได้มีแค่ปัจจัยเรื่องภาษีเท่านั้น และยังอาจมีประเด็นใหม่ๆ ที่กระทบเศรษฐกิจสหรัฐ และทั่วโลกตามมาด้วย
พร้อมให้แนวรับของราคาทองคำในตลาดโลก สัปดาห์นี้ (5-10 พ.ค.) อยู่ที่ระดับ 3,200 ดอลลาร์, 3,180 ดอลลาร์, 3,150 ดอลลาร์ และ 3,130 ดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 3,265 ดอลลาร์, 3,300 ดอลลาร์ และ 3,330 ดอลลาร์ หากราคาทะลุ 3,330 ดอลลาร์ขึ้นไป จะถือเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มระยะสั้นกลับมาเป็นขาขึ้นทันที ส่วนของราคาทองคำในประเทศ ให้แนวรับที่ 50,300 บาท และ 49,800 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 51,200 บาท และ 51,700 บาท

สำหรับสิ่งที่ต้องจับตาในสัปดาห์หน้า คือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งแม้จะยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยในเดือนนี้ แต่ถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ จะมีผลต่อการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ซึ่งตลาดประเมินว่ามีโอกาสกว่า 95% ที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาว่าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน จะมีความคืบหน้าหรือไม่ หากเป็นไปในทิศทางบวก อาจกดดันราคาทองคำ แต่หากมีความไม่แน่นอน จะเป็นแรงสนับสนุนต่อราคาทองคำเช่นกัน

“ดอกเบี้ยลง ทองจะขึ้น เพราะมองกลไกง่ายๆ เมื่อดอกเบี้ยลด เงินดอลลาร์ จะอ่อนค่า เพราะดอกเบี้ยไม่ดี คนดึงเงินออกจากอเมริกา และเมื่อเงินดอลลาร์ลง ส่วนใหญ่ทองจะขึ้น” นางภัทรินกล่าว

ขณะเดียวกัน ตลาดจีนที่หยุดยาวตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม และจะเปิดทำการอีกครั้งในวันอังคารที่ 6 พฤษภาคมนี้ ก็มีผลต่อราคาทองคำด้วยเช่นกัน โดยในช่วงที่จีนหยุด ราคาทองคำปรับตัวลง หากจีนเปิดทำการ มีแรงซื้อกลับเข้ามา ก็อาจส่งผลให้ราคาทองรีบาวด์ได้ ดังนั้นในปีนี้บริษัทยังประเมินว่าราคาทองคำในตลาดโลกอาจแตะระดับสูงสุดหรือมากกว่า 3,700 ดอลลาร์ และหากค่าเงินบาทอ่อนค่า ราคาทองคำในประเทศก็มีโอกาสขึ้นไปแตะ 60,000 บาท/บาททองคำ โดยยังคงมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่สามารถป้องกันเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

“มีโอกาสที่จะทะลุจุดสูงสุดเดิม ซึ่งนอกจากปัจจัยทรัมป์ออกมาพูดโน่นนี่ เรามองปัจจัยเศรษฐกิจโลกด้วย เพราะถึงเจรจาสำเร็จ กำแพงภาษีก็ยังปรับขึ้นจากระดับเดิมอยู่ดี ดังนั้นการส่งออกทุกประเทศต้องปรับตัว เพราะกระทบไปทั่วโลก ทำให้ทุกประเทศต้องเผชิญกับเศรษฐกิจชะลอตัว และต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวพอสมควร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ (5 พ.ค.) ราคาทองเปิดตลาดเมื่อเวลา 09.01 น. ราคาปรับขึ้นทันที 100 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่งขายออกอยู่ที่ระดับ 50,950 บาท และทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่ 51,750 บาท และตลอดทั้งวันมีการปรับขึ้นลงรวมทั้งหมด 20 ครั้ง โดยปรับลง 3 ครั้ง และปรับขึ้นรวม 17 ครั้ง โดยราคาปิดเมื่อเวลา 17.11 น. ทองคำแท่งขายออกอยู่ที่ 51,650 บาท และทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่ 52,450 บาท โดยรวมวันนี้ราคาทองปรับขึ้นรวม 800 บาท

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เล่งหงษ์ ชี้ทองคำขาลงระยะสั้น เชื่อกลาง-ยาว ยังพุ่งต่อ แนะทยอยสะสม ล่าสุดวันนี้ขึ้นอีก 800

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...