เล่งหงษ์ ชี้ทองคำขาลงระยะสั้น เชื่อกลาง-ยาว ยังพุ่งต่อ แนะทยอยสะสม ล่าสุดวันนี้ขึ้นอีก 800
เล่งหงษ์ ชี้ทองคำขาลงระยะสั้น เชื่อระยะกลาง-ยาว ยังขึ้น แนะทยอยสะสม ล่าสุดวันนี้ขึ้นอีก 800
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม นางภัทริน วชิรคพรรณ Chief Operation Officer บริษัท เล่งหงษ์ คอมโมดิตีส์ จำกัด เปิดเผยว่า ราคาทองคำในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ระดับ 3,500 ดอลลาร์/ออนซ์ โดยพุ่งจากระดับต่ำสุด 2,950 ดอลลาร์ ภายในเวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 550 ดอลลาร์ โดยสาเหตุหลักมาจากข่าวเกี่ยวกับสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐกับหลายประเทศทั่วโลก จากการที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก ทำให้ราคาทองคำ
พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็เริ่มมีข่าวว่าหลายประเทศเริ่มมีการเจรจากับสหรัฐ ว่าจะมีถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้บ้างมากขึ้น รวมถึงจีน ซึ่งเป็นคู่ปรับรายสำคัญ ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงจาก 3,500 ดอลลาร์ เหลือ 3,300 ดอลลาร์ ภายในไม่กี่วัน ก่อนจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ราคาทองคำลงมาทำจุดต่ำสุดบริเวณ 3,200 ดอลลาร์ โดยลงมาอีก 100 ดอลลาร์ ซึ่งรอบนี้มองว่าระยะสั้นถือว่าทองคำเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างชัดเจน แต่หากดูจากมุมมองทางเทคนิคในระยะกลางและระยะยาว ทองคำยังคงมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น
“การปรับขึ้นของราคาทองอย่างรวดเร็วถึง 550 ดอลลาร์ ภายในไม่ถึงเดือนนั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่ราคาจะปรับฐานแรงเช่นกัน โดยเล่งหงษ์ประเมินแนวรับสำคัญไว้ที่ 3,240 ดอลลาร์ และมีโอกาสลดลงถึง 3,130 ดอลลาร์ ซี่งหากราคาลงไปถึงระดับดังกล่าว คาดว่าค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงจากปัจจุบันที่ 33.10 บาท/ดอลลาร์ (วันที่ 3 พ.ค.) ซึ่งจะส่งผลให้ราคาทองในประเทศลดลงประมาณ 1,000 บาท/บาททองคำ โดยการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำในตลาดโลกทุกๆ 10 ดอลลาร์ จะกระทบต่อราคาทองไทยประมาณ 100 บาท”
นางภัทรินกล่าว พร้อมแนะนำว่า หากราคาทองคำปรับฐานลงมาก ถือเป็นจังหวะดีในการทยอยสะสม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ถือเงินสดระยะยาวเพื่อการลงทุน เพราะในระยะเวลา 10-15 ปีข้างหน้า ราคาทองที่เห็นในวันนี้อาจจะไม่กลับมาอีก เช่น เมื่อ 15 ปีก่อน ราคาทองคำอยู่ที่ราว 12,000 บาท/บาททองคำ ซึ่งในขณะนั้นก็ดูเหมือนแพงมาก แต่วันนี้ราคานั้นกลายเป็นอดีตไปแล้ว
ทั้งนี้ในระยะสั้น มีความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำไทยอาจลงไปแตะระดับ 48,000 บาทปลายๆ เพราะในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำขึ้นไปทำจุดสูงสุด โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ฉะนั้นเวลาทองคำปรับฐานก็คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานเช่นกัน อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อทองในจุดต่ำสุดนั้นทำได้ยาก ดังนั้นนักลงทุนควรใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมจะเหมาะสมกว่า
นางภัทรินกล่าวด้วยว่า การประเมินราคาทองคำในขณะนี้ บริษัทได้มีการพิจารณาจากประวัติศาสตร์ ราคาทองคำในยุค “ทรัมป์ 1.0” ช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ครั้งแรก ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาทองปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยจะมีช่วงพักฐานก่อนทยอยปรับขึ้นอีกครั้ง ซึ่งในรอบนี้ก็อาจเกิดลักษณะเดียวกัน เพราะทรัมป์มีลักษณะ “คิดไว ทำไว พูดไว” ทำให้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระทบต่อราคาทองคำ ทั้งนี้ไม่ได้มีแค่ปัจจัยเรื่องภาษีเท่านั้น และยังอาจมีประเด็นใหม่ๆ ที่กระทบเศรษฐกิจสหรัฐ และทั่วโลกตามมาด้วย
พร้อมให้แนวรับของราคาทองคำในตลาดโลก สัปดาห์นี้ (5-10 พ.ค.) อยู่ที่ระดับ 3,200 ดอลลาร์, 3,180 ดอลลาร์, 3,150 ดอลลาร์ และ 3,130 ดอลลาร์ ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 3,265 ดอลลาร์, 3,300 ดอลลาร์ และ 3,330 ดอลลาร์ หากราคาทะลุ 3,330 ดอลลาร์ขึ้นไป จะถือเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มระยะสั้นกลับมาเป็นขาขึ้นทันที ส่วนของราคาทองคำในประเทศ ให้แนวรับที่ 50,300 บาท และ 49,800 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 51,200 บาท และ 51,700 บาท
สำหรับสิ่งที่ต้องจับตาในสัปดาห์หน้า คือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งแม้จะยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยในเดือนนี้ แต่ถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ จะมีผลต่อการคาดการณ์การลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ซึ่งตลาดประเมินว่ามีโอกาสกว่า 95% ที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาว่าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน จะมีความคืบหน้าหรือไม่ หากเป็นไปในทิศทางบวก อาจกดดันราคาทองคำ แต่หากมีความไม่แน่นอน จะเป็นแรงสนับสนุนต่อราคาทองคำเช่นกัน
“ดอกเบี้ยลง ทองจะขึ้น เพราะมองกลไกง่ายๆ เมื่อดอกเบี้ยลด เงินดอลลาร์ จะอ่อนค่า เพราะดอกเบี้ยไม่ดี คนดึงเงินออกจากอเมริกา และเมื่อเงินดอลลาร์ลง ส่วนใหญ่ทองจะขึ้น” นางภัทรินกล่าว
ขณะเดียวกัน ตลาดจีนที่หยุดยาวตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม และจะเปิดทำการอีกครั้งในวันอังคารที่ 6 พฤษภาคมนี้ ก็มีผลต่อราคาทองคำด้วยเช่นกัน โดยในช่วงที่จีนหยุด ราคาทองคำปรับตัวลง หากจีนเปิดทำการ มีแรงซื้อกลับเข้ามา ก็อาจส่งผลให้ราคาทองรีบาวด์ได้ ดังนั้นในปีนี้บริษัทยังประเมินว่าราคาทองคำในตลาดโลกอาจแตะระดับสูงสุดหรือมากกว่า 3,700 ดอลลาร์ และหากค่าเงินบาทอ่อนค่า ราคาทองคำในประเทศก็มีโอกาสขึ้นไปแตะ 60,000 บาท/บาททองคำ โดยยังคงมองว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่สามารถป้องกันเงินเฟ้อได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
“มีโอกาสที่จะทะลุจุดสูงสุดเดิม ซึ่งนอกจากปัจจัยทรัมป์ออกมาพูดโน่นนี่ เรามองปัจจัยเศรษฐกิจโลกด้วย เพราะถึงเจรจาสำเร็จ กำแพงภาษีก็ยังปรับขึ้นจากระดับเดิมอยู่ดี ดังนั้นการส่งออกทุกประเทศต้องปรับตัว เพราะกระทบไปทั่วโลก ทำให้ทุกประเทศต้องเผชิญกับเศรษฐกิจชะลอตัว และต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวพอสมควร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ (5 พ.ค.) ราคาทองเปิดตลาดเมื่อเวลา 09.01 น. ราคาปรับขึ้นทันที 100 บาท ส่งผลให้ทองคำแท่งขายออกอยู่ที่ระดับ 50,950 บาท และทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่ 51,750 บาท และตลอดทั้งวันมีการปรับขึ้นลงรวมทั้งหมด 20 ครั้ง โดยปรับลง 3 ครั้ง และปรับขึ้นรวม 17 ครั้ง โดยราคาปิดเมื่อเวลา 17.11 น. ทองคำแท่งขายออกอยู่ที่ 51,650 บาท และทองรูปพรรณขายออกอยู่ที่ 52,450 บาท โดยรวมวันนี้ราคาทองปรับขึ้นรวม 800 บาท
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เล่งหงษ์ ชี้ทองคำขาลงระยะสั้น เชื่อกลาง-ยาว ยังพุ่งต่อ แนะทยอยสะสม ล่าสุดวันนี้ขึ้นอีก 800
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th