โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

6 ภาพเขียนสะท้อนชนชั้น การเมือง การต่อสู้ และ การปฏิวัติ

Sarakadee Lite

อัพเดต 03 ส.ค. 2563 เวลา 00.32 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2563 เวลา 06.59 น.

ศิลปะในฝรั่งเศส ไม่ได้มีเพียงความวิจิตรหรูหรา หรือเคยถูกมองว่าดูฟุ้งเฟ้อ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ศิลปะก็เป็นกระจกสะท้อนสังคมและเป็นหลักฐานบันทึกประวัติศาสตร์ชิ้นเยี่ยม รวมถึงเป็นวัตถุดิบทางความคิดที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนสังคม รวมทั้ง การปฏิวัติ

ดังเช่นศิลปะที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ การปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการโค่นล้มอำนาจจากสถาบันกษัตริย์ การประณามความฟุ้งเฟ้อ และการสร้างสิ่งวิจิตรโดยไม่สนใจปากท้องประชาชนศิลปะของฝรั่งเศสในยุคนั้นได้ทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่งบทบันทึกประวัติศาสตร์ สะท้อนสังคม สิ่งที่เคยเกิดขึ้น ศิลปะหลายชิ้นกลายสมบัติล้ำค่าของชาติ หลายชิ้นจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่าง ๆ สร้างรายได้เข้าประเทศฝรั่งเศส

Sarakadee Lite ขอนำงานศิลปะชิ้นสำคัญในยุคปฏิวัติฝรั่งเศสมาเล่าให้ฟังกันอีกครั้ง บางภาพมีบริบทเชื่อมโยงกับ การปฏิวัติ เล่าถึงระบอบการปกครอง สังคม รวมไปถึงจุดเปลี่ยนของยุคสมัยศิลปะในฝรั่งเศส ที่เกิดแนวใหม่ขึ้นหลังวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789

The Bathers

สร้างสรรค์: ค.ศ.1765

ศิลปิน: ฌ็อง-ออนอเร ฟรากอนาร์ (Jean-Honoré Fragonard ค.ศ.1732-1806) ศิลปินที่สร้างงานมากที่สุดและโดดเด่นที่สุดในช่วงสุดท้ายที่ศิลปะแบบโรโกโก (Rococo) ครองเมือง

เกี่ยวกับศิลปะ: ภาพเขียนด้วยศิลปะแนวโรโกโก เทคนิค ภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบ ภาพสีสวยหวานฝีแปรงมีความละมุนดูอ่อนโยน เน้นธีมความรัก ตำนานเทพต่าง ๆ ความอ่อนเยาว์และวิถีชีวิตที่ร่าเริงสนุกสนาน ศิลปะแนวนี้รุ่งเรืองในยุคที่ฝรั่งเศสถูกปกครองด้วยระบอบกษัตริย์

เกี่ยวกับสังคม:ภาพเล่าถึงความหรูหรา ฟุ้งเฟ้อและสราญเริงรมย์จนลืมทุกข์ยากของประชาชน เป็นสาเหตุของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองของกษัตริย์ฝรั่งเศส ซึ่งเกิดขึ้นในยุคของราชวงศ์บูร์บงตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระราชินีมารี อ็องตัวแน็ต ผู้เลื่องชื่อกับความวิจิตรบรรเจิดเลิศในสุนทรียะการใช้ชีวิตอย่างสุขนิยม และนิยมวัฒนธรรมประเพณีที่่เต็มไปด้วยความหรูหรา

ในด้านหนึ่งภาพนี้บอกเล่าความงามอย่างวิจิตรแต่ในด้านกลับกัน ภาพนี้ก็สะท้อนบรรยากาศของสังคมที่เต็มไปด้วยความฟุ้งเฟ้อ และการใช้ชีวิตของชนชั้นสูงฝรั่งเศส ในขณะที่ชาวบ้านชาวเมืองต่างกำลังเผชิญความอดอยากยากแค้นสภาวะสังคมที่กลายเป็นแรงขับให้เกิดการปฏิวัติแบบรื้อโครงสร้างสังคมฝรั่งเศสอย่างเบ็ดเสร็จนำไปสู่การเกิดใหม่ของระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ ยุคสมัยของศิลปะโรโกโกในประวัติศาสตร์ศิลปะสิ้นสุดลง เมื่อ นโปเลียน ครองอำนาจ สถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิของสาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 ซึ่งเกิดหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส

แกลเลอรี: พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ปารีส

การปฏิวัติ

The Oath of the Horatii

สร้างสรรค์: ค.ศ.1784

ศิลปิน: ฌาคส์-หลุยส์ ดาวิด (Jacques-Louis David ค.ศ. 1748-1825)

เกี่ยวกับศิลปะ: รูปแบบงานเป็นศิลปะนีโอคลาสสิก (Neo-Classic) ที่รื้อฟื้นเอาโครงสร้างและตัวเรื่องมาจากสมัยกรีก-โรมัน และรุ่งเรืองในแวดวงศิลปะของฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติหมาด ๆ โดยต้นเรื่องของภาพมาจากเรื่องเล่ายุคโรมันโบราณที่เล่าถึง ทหารหนุ่มสามคนซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของภาพ เขาเป็นสามพี่น้องตระกูลโฮราทีที่กำลังเอื้อมตัวไปหาพ่อ เพื่อร่วมต่อสู้ทวงสิทธิดินแดนจากคู่ปรปักษ์คือ สามพี่น้องตระกูลกูราติ

ขณะที่ฝ่ายชายแสดงความกล้าหาญและความแข็งแรง มุ่งมั่นสะท้อนคติของความเป็นชายชาติทหารรักษ์ดินแดน ความรักชาติโดยที่มีประมุขของบ้านเป็นผู้นำในมุมขวาของภาพผู้หญิงและเด็กต่างทรุดร่างพิงกันแสดงความหวาดกลัว ศิลปินวาดกลุ่มผู้หญิงอยู่ในอารมณ์สะเทือนใจเพราะผู้ชายทั้งสองฝ่ายที่กำลังประหัตประหารแย่งชิงอำนาจเหนือดินแดนนั้น ล้วนเป็นคนรักของพวกเธอ หนึ่งในนั้นเป็นลูกสาวบ้านกูราติที่แต่งงานกับลูกชายบ้านโฮราที และอีกคนเป็นลูกสาวบ้านโฮราทีหมั้นหมายกับชายในตระกูลกูราติ

เกี่ยวกับสังคม:ภาพนี้เป็นผลงานชิ้นแรกของ ฌาคส์-หลุยส์ ดาวิด ที่ได้รับมอบหมายจากนโปเลียนดาวิด ถือเป็นศิลปินเอกและผู้นำกลุ่มศิลปินแนวนีโอคลาสสิกที่เกิดขึ้นหลังจากฝรั่งเศสโค่นล้มระบอบการปกครองเก่าและสถาปนาสาธารณรัฐขึ้นมา ซึ่งทำให้แนวศิลปะแบบโรโกโกที่ดูหรูหราหมดยุคไปพร้อมกับการสิ้นสุดอำนาจของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งราชวงศ์บูร์บงและศิลปะที่เฟื่องฟูในยุคต่อมาคือศิลปะนีโอคลาสสิก ที่เป็นการย้อนกลับไปเอารูปแบบสไตล์และสุนทรียะแบบยุคอาณาจักรโรมันกลับมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการวาดคน ฉากสถานที่ล้วนเป็นแบบยุคโรมันทั้งสิ้น แต่ภาพของ ฌาคส์-หลุยส์ ดาวิด นั้นแตกต่างตรงเน้นความเรียบง่าย (ไม่มีรายละเอียดฉากหลัง) และเน้นเรื่องราวของบุคคลกับการกระทำในภาพ เรียกว่าดึงดูดผู้ชมเข้าหาประเด็นมากกว่าบรรยากาศรอบข้าง

ภาพนี้ยังสะท้อนถึงการเปรียบโปเลียน (Napoleon) ผู้ปกครองสาธารณรัฐฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติคล้ายจูเลียส ซีซาร์ จอมพลที่มีอำนาจสูงกว่าใครในอาณาจักรโรมัน แม้ตอนนั้นการปกครองและบริหารอาณาจักรโรมันจะมีระบบรัฐสภาอยู่ก็ตาม

ยุคของศิลปะนีโอคลาสสิกเริ่มต้นและได้รับการอุ้มชูในสมัยนโปเลียนขึ้นครองอำนาจสูงสุดเมื่อปี ค.ศ.1804 และนโปเลียนได้แต่งตั้งให้ ดาวิด เป็นผู้บัญชาการทางศิลปะแห่งอาณาจักรใหม่ของฝรั่งเศสหรือเรียกง่ายๆว่าเป็น ศิลปินเอกคู่บารมีจักรพรรดิภารกิจของดาวิดคือ บันทึกประวัติศาสตร์และเส้นทางแห่งสู่อำนาจของนโปเลียนผ่านภาพเขียนตลอดยุคของนโปเลียน ดาวิดและบรรดาลูกศิษย์ก็ได้สร้างงานที่ถือได้ว่าเป็น “ศิลปะชวนเชื่อสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำ” หรือก็คือ Propaganda นั่นเอง

แกลเลอรี : พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ปารีส

การปฏิวัติ

The Coronation of Napoleon

สร้างสรรค์: ค.ศ.1805-1807

ศิลปิน:ฌาคส์-หลุยส์ ดาวิด (Jacques-Louis Davidค.ศ.1748-1825)

เกี่ยวกับศิลปะ: ภาพเขียนถึงเหตุการณ์การสวมมงกุฎของพระเจ้านโปเลียนที่ 1 ในวันราชาภิเษกที่โบสถ์น็อทร์-ดามกรุงปารีส เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1804 ในยุคหลังการโค่นล้มราชวงศ์บูร์บงพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ภาพเขียนนี้เขียนขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1805-1807 โดย ฌาคส์-หลุยส์ ดาวิด ผู้ได้รับการสถาปนาให้เป็น “ผู้บัญชาการทางศิลปะ” อาณาจักรใหม่ของฝรั่งเศส

ดาวิดได้รื้อฟื้นเรื่องราวและรูปแบบคลาสสิกของโรมันมาใช้ ภาพการสวมมงกุฎของนโปเลียน เป็นภาพขนาดมหึมา ตั้งโชว์ปิดผนังแกลเลอรีในลูฟวร์ไปเต็ม ๆ หนึ่งผนังเลยทีเดียว ดาวิดยังเป็นจิตรกรเอก เป็นผู้นำในกลุ่มศิลปินแนวนีโอคลาสสิก และมีศิษย์เอกอย่าง กิราด กิโรเดท์ โกรส์ และแองแกรส์ ที่ต่อมาโด่งดังแบบแตกแนวไปจากต้นฉบับนีโอคลาสสิกแบบดาวิดไปเป็นแนวของตัวเอง เรียกได้ว่าปฏิวัติแนวทางล้างครูไม่สิ้นเชื้อนักปฏิวัติด้วยอีกต่างหาก

ยุคของศิลปะนีโอคลาสสิกถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เป็นการเลียนแบบคลาสสิกยุคโรมัน (อาณาจักรล่มสลายไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 5) ที่ตายไปแล้ว เป็นศิลปะที่ไม่มีชีวิตและเลือดเนื้อที่เป็นปัจจุบัน แต่เป็นการฟุ้งฝันไปกับเรื่องราวอดีตและต่างแดน

เกี่ยวกับสังคม: ภาพการสวมมงกุฎภายในโบสถ์น็อทร์-ดาม ซึ่งมีพระสันตปปาแห่งโรมันคาทอลิกเป็นผู้ชมอยู่ในภาพ ไม่ใช่ผู้สวมมงกุฎให้นโปเลียน ยังมีนัยแสดงถึงอำนาจของฝรั่งเศสที่ไม่ได้อยู่ใต้เงาของศาสนาจักร แต่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอาณาจักรที่มีฐานะเทียบเทียมกัน

แกลเลอรี : พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ปารีส

การปฏิวัติ

The Raft of Medusa

สร้างสรรค์: ค.ศ.1816

ศิลปิน: เทโอดอร์ เชริโกต์ (Théodore Géricault)

เกี่ยวกับศิลปะ: ภาพแพของเมดูซา เป็นงานในแนวศิลปะโรแมนติก (Romantic Art) ซึ่งเกิดขึ้นต่อจากยุคที่ศิลปะนีโอคลาสสิกเสื่อมไป พร้อมกับการสิ้นอำนาจของจักรพรรดินโปเลียน ภาพเขียนศิลปะโรแมนติก ไม่ได้แปลว่าจะต้องนำเสนอความฟุ้งฝันแบบอารมณ์โรแมนติก แต่เป็นภาพเขียนสองมิติที่ดูแล้วมีเลือดเนื้อและส่งต่ออารมณ์กระเพื่อมไหวรุนแรง

จุดเด่นของภาพนี้อยู่ที่ขนาดที่ใหญ่จนสามารถวาดภาพคนที่มีขนาดใหญ่เท่าตัวคนจริงใส่ลงไปได้ทั้งยังไม่ละเลยความละเอียดของงานและฝีแปรง ภาพผู้คนที่กำลังอดตายอยู่บนแพ คนโบกผ้าเรียกหาความช่วยเหลือ มีภาพเรือลอยลิบ ๆ อยู่ริมเส้นขอบฟ้าในมุมขวาบนของภาพสะท้อนอารมณ์ของคนที่ดิ้นรนและมีความหวังอันริบหรี่ ดูแล้วน่าสยดสยอง สะเทือนใจราวกับเหตุการณ์ในภาพเขียนนั้นเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้าคนดูอยู่จริงๆ

ในยุคศิลปะโรแมนติก ภาพเขียนสะท้อนสิ่งที่สังคมกำลังเผชิญอย่างเข้าถึงอารมณ์เกิดขึ้นร่วมยุคกับวรรณกรรมสะท้อนสังคมของ วิคตอร์ อูโก เรื่อง เหยื่ออธรรม (Les Miserables)นิยายสะท้อนความไม่เป็นธรรมในสังคมฝรั่งเศสยุคไม่กี่สิบปีหลังการปฏิวัติที่สะเทือนอารมณ์เป็นอย่างมาก

เกี่ยวกับสังคม: ศิลปินได้แรงบันดาลใจจาก เหตุการณ์เรือโดยสาร ชื่อ“เมดูซา” ล่มกลางทะเลเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.1816 ระหว่างการเดินทางออกจากฝรั่งเศส ปลายทางที่เมืองแซงต์หลุยส์ ประเทศเซเนกัล ทวีปแอฟริกา ทำให้มีคนเสียชีวิตนับร้อย และหลังจากภาพนี้ออกแสดงก็สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงต่อรัฐบาลและเขย่าสังคมฝรั่งเศสยุคนั้นเลยทีเดียว

การปฏิวัติ

Marie-Antoinette with the Rose

ศิลปิน: Louise Élisabeth Vigée-Le Brun

เกี่ยวกับศิลปะ :ภาพเขียนสีน้ำมันบนผืนผ้าใบโดยศิลปินหญิงในราชสำนักฝรั่งเศส ในรูปภาพศิลปะแนวโรโกโก เป็นภาพเหมือนภาพที่สองของพระนางมารีอ็องตัวแน็ต ที่วาดโดย VigéeLe Brun ศิลปินในราชินูปถัมภ์ภาพนี้เป็นภาพในอิริยาบถอ่อนหวานของพระราชินีในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินอมเทาที่เป็นผ้าไหมทอจากเมืองลียง ในมือถือกุหลาบที่เด็ดมาจากสวนสะพรั่งในพระราชวังแวร์ซาย ฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีสวยและบรรยากาศร่มรื่นสะท้อนชีวิตรื่นรมย์ในสวนของแวร์ซาย ภาพนี้เป็นภาพวาดที่นำออกมาแสดงในช่วงท้ายของงานนิทรรศการศิลปะแห่งปารีส(ปารีส ซาลอน) ในปี ค.ศ. 1783 และได้รับคำชื่นชมมีคนชื่นชอบอย่างมาก และได้รับการลอกเลียนทำซ้ำอีกหลายภาพ ปัจจุบันภาพทำซ้ำยังตั้งแสดงอยู่ในแกลเลอรีพิพิธภัณฑ์แวร์ซาย (the Palace of Versailles)

เกี่ยวกับสังคม : Let them eat cake ซึ่งมาจากประโยคเต็มว่า If they have no bread, then let them eat cake.“ถ้าพวกมันไม่มีข้าวกินก็ให้กินขนมหวานแทนสิ” เป็นวาทะเขย่าขวัญประชาชนฝรั่งเศสของพระนางมารีอ็องตัวแน็ต ที่กลายเป็นเชื้อเพลิงให้ไฟแห่งการปฏิวัติลุกโชน หลังจากที่บรรดาพ่อค้าประชาชนและปัญญาชนชาวฝรั่งเศส สั่งสมความคับข้องใจและเสื่อมศรัทธาต่อชนชั้นปกครองในยุคสมัยของราชวงศ์บูร์บงแม้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะสร้างพระราชวังแวร์ซายวิจิตรมโหฬาร และส่งเสริมสุนทรียะของศิลปวัฒนธรรม แต่เป็นเพียงความเฟื่องฟูในหมู่ชนชั้นสูง และการใช้จ่ายทรัพย์สินในท้องพระคลังจนประเทศแทบจะล้มละลาย การต่อสู้แบบคลื่นใต้น้ำจึงเกิดขึ้น แต่การขัดขืนของประชาชนจบลงที่คุกนักโทษการเมือง

เหตุการณ์สุกงอมจนประชาชนก่อการปฏิวัติ ปักหมุดที่เหตุการณ์บุกทลายคุกบัสตีย์ที่คุมขังนักโทษการเมืองในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 ต่อเนื่องมาจนถึง การขับไล่บรรดาสมาชิกราชวงศ์ออกจากพระราชวังแวร์ซาย และเปิดการไต่สวนในวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1793 และนำไปสู่การพิพากษาโทษฐานกบฏต่อแผ่นดิน และต้องโทษประหารชีวิตด้วยกิโยตินในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1793 ที่ Place de la Révolutionแต่ในอีกด้าน พระนางมารีอ็องตัวแน็ตกลายเป็นไอคอนของแฟชั่นและวิถีชีวิตที่หรูหราแบบไม่ขอโทษใคร

มารีอ็องตัวแน็ตเป็นเจ้าหญิงจากอาณาจักรออสเตรีย พระราชธิดาองค์สุดท้ายของจักรพรรดิฟรานซิสที่ 1 และจักรพรรดินีมารีเทอแรส ผู้มีอำนาจและเป็นผู้ปกครองตัวจริงของอาณาจักรออสเตรีย มารีอ็องตัวแน็ตถูกเลี้ยงดูมาเพื่อเป็นราชินีของอาณาจักรที่ออสเตรียต้องการเชื่อมสัมพันธ์เพื่อรักษาอำนาจในยุโรป หลังจากออสเตรียไปช่วยฝรั่งเศสรบกับอังกฤษในช่วงสงครามเจ็ดปี จักรพรรดินีมารีเทอแรสก็ได้เจรจาหมายหมั้นทายาทกับทายาทของฝรั่งเศสในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 ตอนนั้นมารีอ็องตัวแน็ต อายุเพียง 7 ขวบ และต่อมามารีอ็องตัวแน็ตก็ได้อภิเษกสมรสกับรัชทายาทฝรั่งเศส ในขณะที่พระองค์มีอายุเพียง 14 ปี และกลายเป็นราชินีฝรั่งเศสขณะอายุเพียง 19 ปี เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 สืบทอดราชบัลลังก์จากพระราชบิดาพระนางมารีอ็องตัวแน็ตมีความสวยอ่อนหวาน และชีวิตต้องอยู่กับกิจกรรมที่เกี่ยวกับความสวยความงามตามภารกิจเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ทางการเมืองยุคนี้มีความรุ่งเรืองของงานศิลปวัฒนธรรมในแบบหรูหรา และเป็นผู้นำแฟชั่น และโด่งดังในประวัติศาสตร์ เมื่อพระองค์และราชวงศ์บูร์บงถูกล้มล้างในการปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งแรก

เกี่ยวกับพระราชวังแวร์ซาย: เดิมถูกสร้างเป็นพระตำหนักฤดูล่าสัตว์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 8 แห่งราชวงศ์บูร์บงก่อนที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะเริ่มพัฒนาให้เป็นพระราชวังและราชสำนักบริหารงานราชการแผ่นดินในปี ค.ศ. 1682งานสถาปัตยกรรมวิจิตรอลังการ ความความมั่งคั่งและรุ่มรวยสุดขีดของฝรั่งเศส ที่เรียกว่าเป็นยุคเรเนสซองส์ของฝรั่งเศส ได้สะท้อนอยู่ในสถาปัตยกรรมพระราชวังแวร์ซาย ความใหญ่โตมีห้องกว่า 2,300 ห้อง และพื้นที่ทั้งหมดรวมทั้งสวนสไตล์ฝรั่งเศสอันเลื่องชื่อกว่า 63,154 ตารางเมตร ก่อนที่จะถึงยุคเสื่อมอำนาจ เมื่อปี ค.ศ. 1789ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีมารีอ็องตัวแน็ตประชาชนฝรั่งเศสที่เป็นคลื่นใต้น้ำมานานก็ลุกฮือทำการปฏิวัติครั้งใหญ่ ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 วันที่ประชาชนบุกทลายคุกบัสตีย์ที่คุมขังนักโทษทางการเมือง และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการปกครองในฝรั่งเศส จึงถือเอาวันนี้เป็น “วันปฏิวัติฝรั่งเศส”(French Revolution)

พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีมารีอ็องตัวแน็ตถูกไต่สวนในข้อหาหลักคือการนำพาประเทศสู่ความเสื่อม และถูกพิพากษาประหารชีวิตด้วยกิโยตินพระราชวังแวร์ซายก็ถูกทิ้งร้างไว้ จนกระทั่งหลัง“การปฏิวัติเดือนกรกฎาคม” ในวันที่ 27-29 กรกฎาคม ค.ศ. 1830 (July Revolution) ซึ่งมีการลุกฮือของประชาชนบนท้องถนนที่ปารีสอีกครั้งเพื่อโค่นพระเจ้าหลุยส์ที่ 10 ผู้ปกครองฝรั่งเศสยุคนั้น ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายสายตรงจากราชวงศ์บูร์บง(เป็นพระราชโอรสของหลุยส์ที่ 16) เพราะประชาชนไม่พอใจกับสภาพความเป็นอยู่ตอนนั้น และคนที่ขึ้นมาครองอำนาจต่อมาคือ พระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปป์ ที่เป็นญาติห่างๆของหลุยส์ที่ 10 แต่มาจากตระกูลออร์เลอ็อง บรรดาศักดิ์เดิมคือ ดยุคแห่งออร์เลอ็อง

ในปีค.ศ. 1837 สมัยของพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปส์ เป็นกษัตริย์ปกครองฝรั่งเศส เล็งเห็นว่าประวัติศาสตร์และศิลปะจะช่วยให้ฝรั่งเศสมีสถานะที่แกร่งขึ้นในทางการเมืองยุคนั้น จึงได้ปรับ “พระราชวังแวร์ซาย” จากวังเจ้านายที่ไม่ให้อะไรแก่ประเทศชาตินอกจากความฟุ้งเฟ้อ ให้กลายเป็น มรดกของชาติ ที่เชิดหน้าชูตาความรุ่งเรืองของฝรั่งเศสในรูปแบบของ“พิพิธภัณฑ์งานศิลปะประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส” (Museum of the History of France)ภายในเขตพระราชฐานของชาโตว์ เดอ แวร์ซายChâteau de Versailles (Palace of Versailles) เก็บรักษา จัดแสดง ภาพเขียนตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-19กว่า 60,000 ชิ้น ทั้งงานต้นฉบับหรือทำซ้ำเลียนแบบ งานประติมากรรมอีก 3,000 ชิ้น เป็นทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์และมรดกด้านศิลปวัฒนธรรม“สดุดีความรุ่งเรืองของฝรั่งเศส”แม้การปกครองจะเปลี่ยนไปแต่แวร์ซายและงานศิลปะของคนยุคก่อนยังอยู่ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชม และเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปเยือนฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบัน

การปฏิวัติ

Liberty Leading People

สร้างสรรค์: ค.ศ. 1830

ศิลปิน: เออแฌน เดอลาครัว (Eugène Delacroix) ศิษย์เอกของเชริโกต์ ภาพแนวศิลปะโรแมนติกที่ยังให้ความรู้สึกตื่นเต้นและปลุกเร้ารุนแรง

เกี่ยวกับศิลปะ: ภาพนี้เป็นภาพตัวแทนจิตวิญญาณของการปฏิวัติฝรั่งเศสชื่อภาพแปลตรงตัวว่า เสรีภาพนำประชาชน

เนื้อหาของภาพ มาจากเหตุการณ์ปฏิวัติที่เรียกว่า “ปฏิวัติเดือนกรกฎาคม”(July Revolution) ค.ศ.1830 การปฏิวัติ โดยประชาชนครั้งที่ 2 หลังจากการปฏิวัติครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1789 ยุคนี้อำนาจสูงสุดกลับมาอยู่ในมือของเชื้อพระวงศ์อย่างพระเจ้าชาร์ลที่ 10 พยายามกลับไปรื้อฟื้นระบบเก่าสมัยราชวงศ์บูร์บงปกครองขึ้นมาและไม่สนความแร้นแค้นของประชาชนอยู่ดี

ประชาชนฝรั่งเศสออกมาเดินขบวนตามท้องถนนกรุงปารีส เพื่อโค่นอำนาจพระเจ้าชาร์ลที่ 10

เดอลาครัวซึ่งได้อยู่ในเหตุการณ์ประท้วงช่วงสามวันระหว่างวันที่27-29 เดือนกรกฎาคม ค.ศ.1830 นั้น ลงมือวาดภาพนี้ในเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เพื่อจารึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นี้ไว้ โดยใช้ชื่อ Liberty Leading the People

ในภาพ จุดเด่นอยู่ที่หญิงสาวชื่อ Liberty หรือ เสรีภาพ ชูธงชาติปลิวไสว นำประชาชนมีชัยเหนือศัตรูในภาพนี้นักวิจารณ์ศิลปะหลายคนกล่าวถึงภาพนางสาวเสรีภาพว่าน่าจะได้ต้นแบบแรงบันดาลใจ ทั้งโครงสร้างร่างกายและท่วงท่าจาก รูปปั้นวีนัส ( Venus de Milo) รูปสลักหินอ่อนตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ (c.130-100 BCE) ที่ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์สมัยนั้น

ภาพLiberty ยังเป็นต้นแบบของ ภาพมารีอานน์ (Marianne) ซึ่งถือเป็น “สัญลักษณ์แห่งชาติ” ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส(National Symbol)หญิงสาวในภาพทั้งสองภาพสวมหมวกที่เป็นสัญลักษณ์การเลิกทาสเหมือนกัน

ภาพเขียนเสรีภาพนำประชาชนนี้ยังเป็นแรงบันดาลใจของรูปปั้น “เทพีเสรีภาพ”(Statue of Liberty ปั้นระหว่างปี ค.ศ. 1870-1886) ซึ่งฝรั่งเศสสร้างเพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับสหรัฐอเมริกาในวาระครบรอบ 100 ปีวันชาติของสหรัฐอเมริกาด้วยและยังตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์แห่งเจตจำนงเสรีของมวลชน อยู่เหนืออ่าวฮัดสัน รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับสังคม: ในด้านเนื้อหา ภาพหญิงสาวเปิดเปลือยท่อนบนและมองไปข้างหน้า มือข้างหนึ่งชูธงอย่างมุ่งมั่น มีนัยสำคัญถึงความมีเลือดมีเนื้อ การต่อสู้ที่เด็ดเดี่ยว และพลังของคนหนุ่มสาวที่จะขับเคลื่อนเพื่อเสรีภาพและความเสมอภาคในสังคม

แต่ในสถานการณ์จริงเมื่อปี ค.ศ. 1831 ภาพนี้ถูกนำออกแสดงครั้งแรกที่นิทรรศการศิลปะแห่งปารีส งานแสดงศิลปะประจำปีหรือรอบสองปีที่สำคัญที่สุดของโลก จัดโดยสถาบันวิจิตรศิลป์แห่งฝรั่งเศสและกลายเป็นตัวจุดประเด็นการเมืองร้อนขึ้นมา จนพระเจ้าหลุยส์-ฟิลิปส์ที่ 1 สั่งการให้รมต.กระทรวงมหาดไทย ไปซื้อภาพนี้มาด้วยราคา 3,000 ฟรังก์ มาเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของพระราชวังลุกซ็องบูร์ ไม่ให้สาธารณชนได้เห็น

แต่เมื่อเกิดการก่อกบฏในปีต่อมา เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1832 ภาพนี้ก็ถูกส่งคืนให้เดอลาครัว ศิลปินผู้วาดภาพ จนกระทั่งเดอลาครัวเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1863 ภาพก็ตกเป็นพิพิธภัณฑ์ลุกซ็องบูร์ ซึ่งส่งต่อให้ลูฟวร์ในปี ค.ศ. 1874 และอยู่ที่ลูฟวร์ตั้งแต่นั้นมาจนถึงทุกวันนี้

แม้ การปฏิวัติ ที่เกิดในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1830 จะยังมีเชื้อสายกษัตริย์กลับมาปกครอง แต่ หลุยส์-ฟิลิปส์ที่ 1 ก็มีแนวคิดที่จะทำให้ฝรั่งเศสปกครองระบอบสาธารณรัฐ และได้เปลี่ยน “สีธงชาติฝรั่งเศส” จาก “สีขาว” สีประจำราชวงศ์บูร์บงมาเป็น “ธงสามสี” แบบที่นางสาวเสรีภาพในภาพเขียนของเดอลาครัวถืออยู่

แกลเลอรี: พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ปารีส

อ้างอิง

  • นิตยสารสารคดี กุมภาพันธ์ 2528
  • นิตยสารสารคดี กรกฎาคม 2554
  • www.visual-arts-cork.com
  • www.theartstory.org
  • www.metmuseum.org
  • www.mymodernmet.com

The post 6 ภาพเขียนสะท้อนชนชั้น การเมือง การต่อสู้ และ การปฏิวัติ appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...