โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เสวนา "หนังไทย" ถึงสิ้นยุคสมัย “มิตร-เพชรา” ไขปัญหา มิตร เล่นหนังวันละ 3 เรื่อง จำบทอย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 ต.ค. 2562 เวลา 01.43 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2562 เวลา 00.30 น.
(ซ้าย) โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่องไทรโศก (ขวาบน) ส่วนหนึ่งในโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง ชุมทางหาดใหญ่ (ขวาล่าง) โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง สันติ วีณา (ภาพจาก หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 ศิลปวัฒนธรรมจัดกิจกรรมสโมสรศิลปวัฒนธรรมเสวนาในหัวข้อ ยุคทองของ “หนังไทย” ถึงสิ้นยุคสมัย “มิตร-เพชรา” โดยมี วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้สร้างผลงานอมตะ “ฟ้าทะลายโจร” พร้อมด้วย พุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู ผู้เชี่ยวชาญจากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เป็นวิทยากร และ เอกภัทร์ เชิดธรรมธร เป็นผู้ดำเนินการเสวนาในครั้งนั้น

ในช่วงเปิดการเสวนา คำถามแรกที่พิธีกรส่งให้กับวิทยากรก็คือ“หนังไทยเรื่องแรก คือเรื่องอะไร? ใช่เรื่องนางสาวสุวรรณอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจหรือไม่?”

พุทธพงษ์ ได้ให้ความกระจ่างว่า อันที่จริงแล้วนางสาวสุวรรณ ภาพยนตร์เงียบซึ่งออกฉายเมื่อ พ.ศ. 2466 นี้ไม่ใช่ภาพยนตร์สัญชาติไทยแท้ เนื่องจากเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำโดยฮอลลิวูด มีผู้กำกับของเรื่องคือ เฮนรี แม็กเร ชาวอเมริกัน ในการที่จะบอกว่าภาพยนตร์เรื่องไหนมีสัญชาติใดนั้น ให้ดูที่สัญชาติของผู้กำกับเป็นหลัก ดังนั้นนางสาวสุวรรณจึงถือว่าเป็นภาพยนตร์สัญชาติอเมริกัน เพียงแต่ใช้คนไทยแสดงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นางสาวสุวรรณถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่มีความสำคัญเพราะเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้คนไทยหันมาทำภาพยนตร์ของตนเองบ้างในเวลาต่อมา

นอกจากนี้พุทธพงษ์ได้กล่าวต่อไปถึงแนวคิดการสร้างภาพยนตร์ครั้งแรกของคนไทยว่ามีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7 โดยในช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จนต้องมีการปลดข้าราชการบางส่วนออกเพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐ ข้าราชการไทยที่โดนปลดออกส่วนหนึ่งนำโดยหลวงสุนทรอัศวราชได้ริเริ่มแนวคิดที่จะสร้างภาพยนตร์ไทย โดยได้วางแผนว่าจะให้คนจากกรมรถไฟซึ่งมีความรู้ความสามารถทางด้านการถ่ายภาพยนตร์ด้วยเหตุที่ได้มีส่วนร่วมในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนางสาวสุวรรณ แต่แล้วการสร้างภาพยนตร์ที่เกือบจะได้เป็นเรื่องแรกของไทยก็ไม่ประสบความสำเร็จด้วยปัญหาภายใน

กระทั่งใน พ.ศ. 2470 พี่น้องวสุวัต คือมานิต วสุวัต และเภา วสุวัต ซึ่งเป็นข้าราชการส่วนหนึ่งของกรมรถไฟและต่อมาคือผู้ก่อตั้งบริษัทสร้างภาพยนตร์ “เสียงศรีกรุง” ก็ได้แยกตัวออกมาสร้างภาพยนตร์เองจนสำเร็จเกิดเป็นภาพยนตร์สัญชาติไทยแท้ นั่นคือเรื่อง “โชคสองชั้น”

ผลตอบรับเรื่อง “โชคสองชั้น” ถือได้ว่าน่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง คนไทยต่างเข้ามาชมภาพยนตร์กันอย่างล้นหลาม ทำให้เกิดเป็นกระแสการสร้างภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง โดยเรื่องที่ออกฉายตามมาติด ๆ ภายในปีเดียวกันนั้นคือ “ไม่เชื่อน้ำมนต์หมอผี” และ “ไม่คิดเลย”

ภาพยนตร์ที่สร้างในช่วงแรกทั้งหมดนี้เป็นภาพยนตร์เงียบ กระทั่งใน พ.ศ. 2475 หลังจากที่ เภา วสุวัตได้เรียนรู้การถ่ายภาพยนตร์เสียงเป็นเวลาราว 2 – 3 ปี ในที่สุดก็ได้ผลิตภาพยนตร์เรื่อง “หลงทาง” เป็นภาพยนตร์เสียงเรื่องแรกของไทย และแน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับการตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดีอีกเช่นเคย

ในขณะที่พี่น้องวสุวัตกำลังมุ่งมั่นผลิตภาพยนตร์เสียงซึ่งต้องอาศัยเงินทุนจำนวนมากนั้น ก็พบว่ามีบริษัทสร้างภาพยนตร์อีกหลายบริษัทที่อาจจะมีทุนน้อยกว่าได้ผลิตผลงานในรูปแบบของ “ภาพยนตร์พากษ์” ออกมาเช่นกัน สำหรับภาพยนตร์แบบพากษ์นี้ วิศิษฐ์ได้กล่าวว่า ‘สเน่ห์’ นั้นอยู่ในการพากษ์ยิ่งกว่าที่ตัวนักแสดง ดังนั้นการโฆษณาภาพยนตร์พากษ์จึงต้องมีการแสดงชื่อนักพากษ์ลงบนโปสเตอร์หนัง โดยนักพากษ์คนแรกของเมืองไทยก็คือ ทิดเขียว สีบุญเรือง

แม้ว่ายุคนี้จะนับได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองของภาพยนตร์ แต่กลับพบว่า “นักแสดง” กลับยังไม่ใช่อาชีพที่จริงจังเท่าไหร่นัก นักแสดงคนแรกของไทยที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นนักแสดงอาชีพก็คือ หลวงภรตกรรมโกศล จากนั้นจึงตามมาด้วยนักแสดงคู่ขวัญคู่แรกของไทยอย่าง มาณี สุมนรัตน์ และ จำรัส สุวคนธ์

ในเวลาต่อมา เมื่อเกิดเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ภาพยนตร์ไทยก็เกิดซบเซาลง เนื่องจากการถ่ายทำภาพยนตร์ในสถานการณ์ดังกล่าวแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ภายหลังจากกราิส้นสุดของสงครามโลก ภาพยนตร์ไทยได้กลับมาอีกครั้ง ในคราวนี้พบว่ามีผู้สร้างรายใหม่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้ที่โดดเด่นที่สุดก็คือหม่อมเจ้าศุภวรรณดิศ ดิศกุล เจ้าของผลงานภาพยนตร์เรื่อง “สามปอยหลวง” ซึ่งเป็นภาพยนตร์สีเรื่องแรกของไทย

อย่างไรก็ตาม ความนิยมในการชมภาพยนตร์ของคนไทยหลังสงครามโลกนั้นไม่เฟื่องฟูอย่างในยุคก่อน ภาพยนตร์ที่ผลิตออกมาไม่ได้รับการสนใจเช่นเดิมมี จนกระทั่ง “สุภาพบุรุษเสือไทย” ได้ออกสู่สายตาสาธารณชน

เรื่องสุภาพบุรุษเสือไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำสถิติหนังรายได้สูงสุดเป็นจำนวนเงิน 301,270.22 บาท เป็นภาพยนตร์ที่ปลุกกระแสการชมและการสร้างภาพยนตร์อีกครั้ง

ภายหลังจากเรื่องสุภาพบุรุษเสือไทยวงการภาพยนตร์ในเมืองไทยกลับมาเฟื่องฟู มีภาพยนตร์ที่โด่งดังไกลไปถึงต่างประเทศคือเรื่อง “สันติ-วีณา” ผลงานของรัตน์ เปสตันยี ที่ถูกส่งไปประกวดถึงญี่ปุ่นและได้รับรางวัลกลับมาด้วยกันอยู่หลายสาขา

ในช่วงหลังสงครามโลกนี้ นักแสดงกลายเป็นอาชีพที่จริงจังมากยิ่งขึ้น โดยนักแสดงที่เป็นดาวค้างฟ้าในยุคหลังนี้ก็คือ มิตร ชัยบัญชา และเพชรา เชาราษฎร์ พระนางคู่ขวัญ ความนิยมของนักแสดงทั้งคู่นั้นเรียกได้ว่าสร้างปรากฏการณ์สำคัญของวงการภาพยนตร์ไทย ทั้งคู่เป็นที่คลั่งไคล้ของคนไทยจำนวนมากการันตีได้จากจำนวนผลงานภาพยนตร์จำนวนถึง 300 เรื่องตลอดชีวิตของมิตร ทั้งนี้ในการแสดงภาพยนตร์จำนวนมากเช่นนี้ วิศิษฏ์กล่าวกับผู้ชมว่า มิตรเคยถึงกับต้องถ่ายภาพยนตร์ทุกวัน วันละ 3 เรื่อง !

แล้วจำบทได้อย่างไร?

พุทธพงษ์ตอบว่า นักแสดงสมัยก่อนไม่ได้ต้องจำบทเหมือนปัจจุบัน เพราะมีคนบอกบท และไม่มีการอัดเสียงในภาพยนตร์

ภายหลังจากการเสียชีวิตของมิตร และการลาวงการของเพชรา พบว่ารูปแบบการชมของภาพยนตร์ก็เปลี่ยนไป จากที่ผู้ชมเคยสนใจนักแสดงเป็นหลัก ยึดติดกับมิตรและเพชรา ไม่ได้สนใจในเรื่องของเนื้อเรื่องมากเท่าใดนัก ก็เริ่มหันไปให้ความสนใจกับเนื้อหาของภาพยนตร์มากขึ้น

ในตอนท้ายของการเสวนา วิศิษฏ์ ได้เผยถึงแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “ฟ้าทะลายโจร” ภาพยนตร์คาวบอยย้อนยุคสไตล์ภาพยนตร์ไทยโบราณซึ่งเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้ไปแสดงที่เมืองคานส์ สร้างความประทับใจให้กับทั้งชาวไทยและต่างชาติ

วิศิษฏ์กล่าวว่าภาพยนตร์เรื่อง “ฟ้าทะลายโจร” เกิดมาจากความรักและชื่นชอบในภาพยนตร์ไทยสมัยก่อน เป็นผลงานที่สร้างเพื่อเคารพคนรุ่นเก่า และเพื่อตอบสนองความรักที่มีต่อหนังที่ดูในสมัยเด็ก

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 21 ธันวาคม พ.ศ.2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...