โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สู่ยุทธการ "มิดเวย์" (Midway) สมรภูมิพลิกโลก เค้าลางหายนะของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 พ.ย. 2562 เวลา 12.23 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2562 เวลา 09.26 น.
(ภาพโปสเตอร์จากเฟซบุ๊ก Midway Movie @MidwayMovieTH )

ยุทธการมิดเวย์ (Battle of Midway) เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1942 เป็นสมรภูมิสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่น เป็นสงครามชี้ชะตาครั้งสำคัญ ซึ่งต่างฝ่ายต่างต้องการชัยชนะเพื่อสร้างความได้เปรียบในสงครามโลกครั้งที่ 2 สมรภูมิแห่งนี้จึงนับว่าเป็นสมรภูมิที่มีผู้กล่าวถึงไม่น้อยไปกว่ายุทธการที่อ่าวเพิร์ล ยุทธการที่ดันเคิร์ก หรือยุทธการที่นอร์มังดี

หลังญี่ปุ่นเปิดฉากสงครามด้วยการบุกถล่มสหรัฐอเมริกาที่อ่าวเพิร์ลในวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 แม้สามารถสร้างความเสียหายให้กับกองทัพสหรัฐอเมริกา แต่ทำได้เพียงตัดกำลังบางส่วนเท่านั้น อู่ต่อเรือแห้งยังคงใช้งานได้อยู่ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่สามารถต่อกรกับกองทัพญี่ปุ่นได้ยังมีอีกพอสมควร โดยเฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่ถูกทำลายลงอย่างที่ญี่ปุ่นมุ่งหวังไว้ เนื่องจากเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาออกไปปฏิบัติภารกิจที่อื่น

ไม่นานจากนั้น กองทัพญี่ปุ่นบุกตะลุยทั่วทั้งเอเชีย พิชิตฮ่องกง อินโดจีน มลายู สิงคโปร์ พม่า ราวเดือนมีนาคม ค.ศ. 1942 ได้บุกไปถึงเกาะมินดาเนาของฟิลิปปินส์ เกาะโซโลมอน และตั้งฐานที่มั่นที่นิวกินีโดยมีเป้าหมายในการยึดออสเตรเลีย แม้จะแผ่อิทธิพลเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างรวดเร็ว แต่ญี่ปุ่นทราบดีว่าจะต้องดำเนินยุทธการโจมตีสหรัฐอเมริกาเพื่อครองอำนาจเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกไว้อย่างเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว ดังนั้น ญี่ปุ่นจำเป็นต้องเอาชนะกองทัพเรือภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาให้ได้ เป้าหมายจึงพุ่งไปที่เกาะมิดเวย์

ก่อนที่จะเข้าสู่การศึกการสงคราม จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่องราวก่อนหน้าจะเกิดยุทธการมิดเวย์ โดยเฉพาะสงครามแก้แค้นจากสหรัฐอเมริกา และการถอดรหัสลับของญี่ปุ่น

ไขความลับรหัสม่วง

ราว ค.ศ. 1937 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะปะทุขึ้น ญี่ปุ่นได้ผลิตเครื่องเข้ารหัสที่อาศัยหลักการการทำงานเช่นเดียวกับเครื่องอินิกมาของเยอรมนี เครื่องนี้มีชื่อว่า“97 ชิกิ โอบุน อินจิกิ” แปลว่า เครื่องพิมพ์ตัวอักษร 97 (ตัวเลข 97 มาจากปีศักราชที่ 2597 ของญี่ปุ่น) ซึ่งญี่ปุ่นมั่นใจว่าเครื่องเข้ารหัสนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องอินิกมาและไม่มีชาติใดถอดรหัสได้

สหรัฐอเมริกาพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะถอดรหัสลับของญี่ปุ่นตลอดทศวรรษที่ 1930 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 ค.ศ. 1937 ซึ่งจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ผงาดขึ้นเหนือเอเชียได้สร้างความตื่นตัวต่อสหรัฐอเมริกาว่าญี่ปุ่นอาจเป็นภัยคุกคามที่สำคัญในมหาสมุทรแปซิฟิก

ภายใต้การทำงานของแผนกข่าวกรองอาณัติสัญญาณ (SIS) โดยวิลเลียม ฟรีดแมน (William F. Friedman) เขาและทีมพยายามอย่างหนักในการถอดรหัสลับนี้ พวกเขาถอด“รหัสแดง” ของญี่ปุ่นสำเร็จในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1939 แต่รหัสแดงเป็นเพียงการสื่อสารทางการทูตเท่านั้น ญี่ปุ่นได้คิดค้น “รหัสม่วง” อันมีที่มาจากสีของแฟ้มเอกสารรวบรวมการถอดรหัสรุ่นดังกล่าวโดยเฉพาะ ฟรีดแมนและทีมงานต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน กระทั่งในเดือนกันยายน ค.ศ. 1940 จึงสามารถถอดรหัสม่วงได้สำเร็จ

เยอรมนีสงสัยว่าสหรัฐอเมริกาสามารถถอดรหัสม่วงได้ แต่ญี่ปุ่นไม่เชื่อว่าเป็นไปได้ พวกเขายังคงส่งข่าวสารโดยใช้การเข้ารหัสลับเช่นนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าเมื่อสหรัฐอเมริกาถอดรหัสลับได้แล้ว เหตุไฉนจึงปล่อยให้มีการโจมตีที่อ่าวเพิร์ล?

นักประวัติศาสตร์บางคนอ้างว่า สหรัฐอเมริกาล่วงรู้ยุทธการโจมตีอ่าวเพิร์ลเป็นอย่างดี แต่จงใจละเลยเพื่อหาเหตุผลในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นว่าแนวความคิดดังกล่าวเป็นทฤษฎีสมคบคิดมากกว่า เพราะกองทัพสหรัฐอเมริกาได้คาดการณ์ว่าจะมีการโจมตีขึ้นจริง แต่เข้าใจว่าจะเกิดขึ้นที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีฐานทัพของสหรัฐอเมริกาหลายแห่ง ที่อาจคุกคามกองทัพญี่ปุ่นมากกว่าที่อ่าวเพิร์ล

การโจมตีของดูลิตเติล

เมื่อสหรัฐอเมริกาเผชิญกับการสูญเสียความเชื่อมั่นและศรัทธาจากเหตุการณ์โจมตีที่อ่าวเพิร์ล ประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) จึงเรียกประชุมกองทัพเพื่อดำเนินยุทธการตอบโต้ใด ๆ ก็ตามที่สามารถลดความอหังการของญี่ปุ่นลง และจะเป็นการเรียกความเชื่อมั่นต่อกองทัพและชาวอเมริกันกลับคืนมา โดยได้ นาวาอากาศโทเจมส์ ดูลิตเติล (James H. Doolittle) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินวัย 45 ปี ที่เคยผ่านสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว มาเป็นผู้นำในยุทธการนี้

นาวาอากาศโทดูลิตเติลตั้งวัตถุประสงค์ของยุทธการนี้ว่า จะต้องทำลายศูนย์กลางอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ในเมืองใหญ่อย่าง โตเกียว โอซากา โกเบ และนาโงยา ด้วยการโจมตีทางอากาศ แผนการคือ ใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น B-25 ที่ถูกดัดแปลงให้บินได้นานขึ้นกว่าปกติ บินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินที่ลอยลำเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก จากนั้นมุ่งหน้าสู่ญี่ปุ่น เมื่อปฏิบัติภารกิจสู่ยุทธการ “มิดเวย์” (Midway) สมรภูมิพลิกโลก เค้าลางหายนะของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 สำเร็จแล้วจะไม่บ่ายหน้ากลับทางเดิม แต่จะบินต่อไปทางตะวันตกเรื่อย ๆ และมาลงจอดที่ฐานทัพอากาศของจีน

นาวาอากาศโทดูลิตเติลติดต่อไปยังกองบินทิ้งระเบิดที่ 17 ในรัฐโอเรกอนเพื่อถามหาอาสาสมัครที่จะเข้าร่วมยุทธการนี้ ทหารกว่า 150 คน ทั้งนักบิน เจ้าหน้าที่นำร่อง พลปืน วิศวกรการบิน ฯลฯ ล้วนอาสาเข้าร่วมโดยที่พวกเขาไม่ทราบข้อมูลแม้แต่น้อยว่าจะต้องไปปฏิบัติภารกิจใด แม้ภายหลังนาวาอากาศโทดูลิตเติลจะแจ้งภารกิจให้ทุกคนทราบว่าอาจเป็นยุทธการที่ไม่อาจรอดชีวิตกลับมาได้ แต่ทุกคนยังยืนยันที่จะเข้าร่วมด้วยความแน่วแน่ พวกเขาฝึกซ้อมและทดสอบการบินตลอดในช่วงต้นปี ค.ศ. 1942

ยุทธการนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1942 เมื่อเรือบรรทุกเครื่องบินฮอร์เน็ต (USS Hornet) พร้อมเรือคุ้มกัน เดินทางออกจากแคลิฟอร์เนีย ก่อนจะไปสมทบกับเรือบรรทุกเครื่องบินเอนเทอร์ไพรซ์ (USS Enterprise) และเรืออื่น ๆ รวมแล้วกองเรือนี้มีเรือทั้งหมด 18 ลำ จากนั้นจึงเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกมุ่งหน้าไปญี่ปุ่น ไม่นานจากนั้น กองเรือญี่ปุ่นตรวจพบกองเรือสหรัฐอเมริกา แม้จะจมเรือลาดตระเวนญี่ปุ่นได้ แต่ก็ไม่อาจสกัดกั้นสัญญาณเตือนที่ส่งกลับไปกรุงโตเกียว กองทัพสหรัฐอเมริกาจึงต้องรีบดำเนินยุทธการนี้ทันที แม้ตำแหน่งที่อยู่ ณ ตอนนั้นจะอยู่ห่างจากจุดที่วางแผนไว้กว่า 400 ไมล์ก็ตาม

แม้จะมีความกังวลเรื่องระยะทางการบินที่ต้องบินไกลมากกว่าเดิม แลปัญหาเชื้อเพลิงว่าจะเพียงพอหรือไม่ แต่เครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น B-15 ทั้ง 16 ลำก็บินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินฮอร์เน็ต ด้วยเพดานบิน 15 เมตรเหนือมหาสมุทรเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับด้วยเรดาห์ ฝูงบินบินด้วยความเร็ว 150 ไมล์ต่อชั่วโมง เพื่อประหยัดเชื้อเพลิง เครื่องบินทิ้งระเบิด 10 ลำมุ่งสู่กรุงโตเกียว 3 ลำมุ่งโจมตีคานางาวะ โยโกฮามา และโยโกสุกะ อีก 3 ลำมุ่งโจมตีนาโงยาและโอซากา

กระทั่งเวลาเที่ยงในวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1942 จึงเริ่มยุทธการ “Doolittle Raid” เครื่องบินทิ้งระเบิดที่นำโดยนาวาอากาศโทดูลิตเติลโจมตีกรุงโตเกียว ยุทธการครั้งนี้สร้างความเสียหายได้ไม่มากนัก ประเมินว่าโรงงานผลิตอาวุธ เครื่องบิน ท่าเรือ คลังน้ำมัน คลังแสง ได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตราว 300 คน อาคารเสียหายไม่ถึง 100 อาคาร เพราะเครื่องบินทิ้งระเบิดแต่ละลำบรรทุกระเบิดขนาด 500 ปอนด์ (227 กิโลกรัม) ได้เพียง 4 ลูกเท่านั้น

แต่ยุทธการครั้งนี้กลับสร้างจิตวิทยาการสงครามต่อสองฝ่าย สหรัฐอเมริกาได้เรียกความมั่นใจกลับมาอีกครั้ง ขณะที่ญี่ปุ่นเผชิญความเจ็บแค้นเนื่องจากระบบป้องกันของพวกเข้าไม่สามารถจัดการเครื่องบินทิ้งระเบิดใดได้เลย ทั้ง ๆ ที่เป็นการโจมตีกลางวันแสก ๆ เสียด้วยซ้ำ

เครื่องบินทิ้งระเบิด 15 ลำบินสู่จีนอย่างปลอดภัย โชคไม่ดีที่เครื่องบินทิ้งระเบิดหมายเลข 16 ต้องร่อนลงในเขตแดนของญี่ปุ่น ก่อนที่ทหารทั้งหมดจะถูกจับเป็นเชลย พวกเขาถูกทารุณกรรมนานหลายเดือน และมีทหาร 3 นายถูกประหารชีวิต

ญี่ปุ่นวางแผนตอบโต้

หลังยุทธการดูลิตเติล ญี่ปุ่นรู้สึกถูกหยามเพราะพวกเขามั่นใจว่าจะมีมีภัยสงครามย่างกรายเข้าสู่เกาะญี่ปุ่นอันเป็นมาตุภุมิ นั่นทำให้พวกเขายิ่งตระหนักถึงขีดความสามารถในการควบคุมมหาสมุทรแปซิฟิกว่ายังคงอยู่ในวงจำกัดเฉพาะในซีกตะวันตกเท่านั้น และยิ่งจำกัดไปอีกหากไม่ทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาที่สามารถขยายขอบเขตการสงครามทางยุทธนาวีและยุทธเวหาได้กว้างไกลมากขึ้น อย่างที่ยุทธการดูลิตเติลประสบผลสำเร็จมาแล้ว

พลเรือเอกอิโซโรคุ ยามาโมะโตะ (Isaroku Yamamoto) ผู้บัญชาการกองทัพเรือญี่ปุ่น จึงวางแผนที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์โจมตีเกาะญี่ปุ่นขึ้นอีก เขาจึงมุ่งเป้าหมายสำคัญไปที่เรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นจึงโจมตีสหรัฐอเมริกาในยุทธการที่ทะเลคอรัล (Coral Sea) เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1942 แม้ญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้และต้องล่าถอยกลับไปยังนิวกินี แต่พลเรือเอกยามาโมะโตะยังคงมั่นใจในความเหนือกว่าของกองทัพญี่ปุ่น ทั้งยุทโธปกรณ์ที่มีจำนวนมากกว่า และข้อได้เปรียบด้านประสบการณ์ทางการทหารของญี่ปุ่นที่มีมากกว่า ในยุทธการที่ทะเลคอรัล ญี่ปุ่นเชื่อว่าเรือบรรทุกเครื่องบินยอร์กทาวน์ (USS Yorktown) ของสหรัฐอเมริกาจะได้รับความเสียหายอย่างหนักและอาจจมลง

แต่หารู้ไม่ว่าเรือบรรทุกเครื่องบินยอร์กทาวน์กลับเข้าอู่ต่อเรือแห้ง (ที่ไม่ถูกทำลายในยุทธการอ่าวเพิร์ลเมื่อปีก่อน) ที่ฐานทัพเรือในอ่าวเพิร์ลและได้รับการซ่อมแซมอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 3 วันเท่านั้น ทั้งที่เรือได้รับความเสียหายรุนแรงและในเบื้องต้นได้ประเมินการว่าอาจซ่อมนานถึง 3 เดือนเสียด้วยซ้ำ

เป้าหมายต่อไปของพลเรือเอกยามาโมะโตะคือเกาะมิดเวย์ เกาะที่เกิดจากแนวปะการัง อยู่ห่างจากหมู่เกาะฮาวายไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 1,800 กิโลเมตร แผนการที่ยุทธการมิดเวย์คือ ญี่ปุ่นแบ่งกองทัพออกเป็น 2 ส่วน

กองทัพส่วนที่ 1 เป็นกองทัพลวง ทำการโจมตีหมู่เกาะอลูเชียน (Aleutians) ที่ตั้งอยู่ใกล้กับอลาสกา เพื่อล่อให้กองทัพสหรัฐแบ่งกำลังออกจากเกาะมิดเวย์หรือเกาะฮาวาย

กองทัพส่วนที่ 2 เป็นกองทัพหลัก ประกอบด้วยกองเรือย่อย 3 กองคือ กองเรือหลักซึ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินภายใต้การบังคับบัญชาการของพลเรือโทชุอิชิ นากุโมะ (Chuishi Nagumo) ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินทั้ง 4 ลำคืออะคากิ (Akagi), คากะ (Kaga), ฮิริว (Hiryu) และ โซริว (Soryu)

กองเรือถัดมาคือกองเรือประจัญบานของพลเรือเอกยามาโมะโตะที่อยู่หลังกองเรือหลัก ห่างออกไปราว 600 ไมล์ และกองเรือสนับสนุนการยกพลขึ้นบกโดยการบังคับบัญชาการของพลเรือโทโนบุตาเคะ คอนโดะ (Nobutake Kondo)

แผนการคือ กองทัพญี่ปุ่นจะส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีเกาะมิดเวย์เพื่อล่อกองเรือสหรัฐอเมริกาออกมาจากเกาะฮาวาย จากนั้นจะอาศัยทั้งการโจมตีด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดหรือตอปิโดจากกองเรือบรรทุกเครื่องบินของพลเรือโทนากุโมะ กับอานุภาพจากกองเรือประจัญบานของพลเรือเอกยามาโมะโตะที่สามารถยิงปืนใหญ่ได้ไกลเกินเส้นขอบฟ้า เมื่อนั้นจะถล่มกองเรือสหรัฐอเมริกาให้จมลงสู่มหาสมุทร แล้วจะยกพลขึ้นบกยึดเกาะมิดเวย์ ใช้ที่นี่เป็นฐานที่มั่นก่อนจะยึดเกาะฮาวายต่อไป

กองเรือสหรัฐอเมริกาที่ว่านี้ คือกองเรือที่ 7 ประจำภาคพื้นแปซิฟิก ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน 8 ลำ เรือประจัญบาน 11 ลำ เรือลาดตระเวน 23 ลำ และเรือพิฆาต 65 ลำ และยังมีเครื่องบินรบทั้งขับไล่และทิ้งระเบิดอีกจำนวนมาก

การโจมตีเกาะมิดเวย์นอกจากจะมีผลสำคัญต่อการทหารแล้ว ยังมีผลต่อภาพรวมของทั้งสงครามระหว่างสองชาติ ญี่ปุ่นทราบดีว่าไม่อาจสู้รบยืดเยื้อกับสหรัฐอเมริกาได้ ดังเห็นได้ว่า เพียงไม่กี่เดือนให้หลังจากยุทธการอ่าวเพิร์ล สหรัฐอเมริกาสามารถฟื้นตัวอย่างรวดเร็วด้วยระบบอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่นไม่อาจเทียบได้ จนสามารถเอาคืนญี่ปุ่นในยุทธการดูลิตเติล และสามารถต่อเรือหลายประเภทหลายขนาดอย่างรวดเร็ว

ญี่ปุ่นจึงหวังว่า การยึดเกาะมิดเวย์รวมถึงเกาะฮาวายและทำลายกองเรือภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาได้นั้นจะช่วยให้ญี่ปุ่นถือไพ่เหนือกว่าเพื่อบีบให้สหรัฐอเมริกาเข้าสู่การเจรจาสันติภาพ

วางแผนรับมือรับมือ

หลังจากฟรีดแมนประสบผลสำเร็จในการถอดรหัสม่วง กองทักสหรัฐอเมริกาจึงนำทีมของเขาและทีมถอดรหัสของกองทัพเรือที่นำโดย โจเซฟ โรชฟอร์ท (Joseph John Rochefort) มาทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถอดรหัสลับของญี่ปุ่น รหัสลับหนึ่งที่ล่วงรู้แผนการว่า ญี่ปุ่นจะโจมตี“AF” แม้จะประเมินการว่าอาจเป็นเกาะมิดเวย์ แต่เพื่อความมั่นใจจึงวางอุบายส่งข้อความปลอมออกไปว่า เกาะมิดเวย์มีปัญหาเรื่องกลั่นน้ำและขาดแคลนน้ำจืด ไม่นานญี่ปุ่นส่งข้อความในลักษณะคล้ายกัน โดยอ้างถึงคำว่า“AF” ดังนั้น สหรัฐอเมริกาจึงมั่นใจว่า“AF” หมายถึงเกาะมิดเวย์อย่างแน่นอน

เนื่องจากกองเรือญี่ปุ่นตั้งอยู่กระจัดกระจาย พลเรือเอกยามาโมะโตะจึงต้องติดต่อสื่อสารและวางแผนการรบผ่านสัญญาณวิทยุ ซึ่งฐานปฏิบัติการถอดรหัสของกองทัพสหรัฐอเมริกาในฮาวายสามารถตรวจจับและถอดรหัสได้ พลเรือเอกเชสเตอร์ นิมิตซ์ (Chester W. Nimitz) ผู้บัญชาการกองทัพเรือภาคพื้นแปซิฟิกจึงได้ข้อมูลและยุทธวิธีของญี่ปุ่นมาไว้ในกำมือ ทำให้เขาสามารถวางแผนรับมือการโจมตีได้อย่างรัดกุม

วันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1942 พลเรือเอกนิมิตซ์เดินทางมายังเกาะมิดเวย์เพื่อตรวจสอบระบบป้องกันที่นั่น แม้จะไม่ได้แจ้งให้ทหารกว่า 3,600 นายทราบถึงยุทธการที่กำลังจะมาถึงก็ตาม แต่ต่อมาในวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ. 1942 พลเรือเอกนิมิตซ์ได้แจ้งต่อทหารระดับผู้บังคับบัญชาที่เกาะมิดเวย์ให้เตรียมพร้อมรับมือการโจมตีเกาะมิดเวย์ภายใน 8 วัน โดยอธิบายและชี้แจงรูปแบบการโจมตีอย่างละเอียด กระทั่งอีก 2-3 วันต่อมามีการแจ้งเลื่อนการโจมตีออกไปว่าอาจเป็นช่วงระหว่างวันที่ 3-5 มิถุนายน ค.ศ. 1942

พลเรือเอกนิมิตซ์ไม่ได้วางแผนตั้งรับแต่เพียงอย่างเดียว เขาทราบดีว่ากองทัพสหรัฐอเมริกามีข้อด้อยหลายประการ ที่เกาะมิดเวย์เองก็มีระบบป้องกันที่ไม่มีคุณภาพมากพอ ระบบเรดาห์ยังล้าสมัย ไม่แม่นยำ ระบบป้องกันและเครื่องบินรบก็ไม่ได้สมบูรณ์ ดังนั้น แผนตั้งรับเพื่อรุกกลับจึงสำคัญต่อกองทัพสหรัฐอเมริกามาก พลเรือเอกนิมิตซ์พุ่งเป้าไปที่เรือบรรทุกเครื่องบินของญี่ปุ่น การโจมตีใด ๆ อย่างน้อยจะต้องสร้างความเสียหายต่อดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบินให้ได้

พลเรือเอกนิมิตซ์ส่งกำลังทหารบางส่วนไปเกาะอลูเชียน เพราะรู้ว่าการโจมตีที่นั่นเป็นกลลวง กองกำลังหลักจึงแบ่งกองเรือออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือกองเรือรบที่ 16 ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินฮอร์เน็ตกับเอนเทอร์ไพร์ซ เรือลาดตระเวน 6 ลำ เรือพิฆาต 9 ลำ

ส่วนที่สองคือกองเรือรบที่ 17 ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินยอร์กทาวน์ เรือลาดตระเวน 2 ลำ เรือพิฆาต 5 ลำ ภายใต้การบัญชาการของพลเรือโทแฟรงก์ เฟลตเชอร์ (Frank Jack Fletcher)

สู่ยุทธการมิดเวย์

ในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1942 ญี่ปุ่นโจมตีหมู่เกาะอลูเชียน ตามแผนการที่วางไว้ กองทัพสหรัฐอเมริกาจึงเริ่มยุทธการมิดเวย์ ด้วยการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดบินขึ้นจากสนามบินบนเกาะมิดเวย์โจมตีกองเรือของพลเรือโทคอนโดะ ซึ่งสหรัฐอเมริกาเข้าใจว่าเป็นกองเรือหลัก แต่การโจมตีครั้งนี้ไม่สำเร็จ ขณะที่กองเรือส่วนหน้าของทั้งสองชาติคือเรือดำน้ำ จะทำหน้าที่หลักคือสืบหาตำแหน่งและจมเรือศัตรูเมื่อมีโอกาส แต่จะไม่ปะทะโดยตรงเพราะเป็นการเผยตำแหน่งและอาจถูกทำลายเสียก่อน

ก่อนรุ่งสางในวันที่ 4 มิถุนายน ค.ศ. 1942 พลเรือโทนากุโมะได้เปิดฉากการโจมตี โดยให้เครื่องบินรบกว่า 100 ลำ จากเรือบรรทุกเครื่องบินทั้งสี่ลำโจมตีเกาะมิดเวย์ เมื่อฝูงบินเข้าถึงระยะเรดาห์บนเกาะมิดเวย์ กองทัพสหรัฐอเมริกาจึงส่งฝูงบินจากเกาะมิดเวย์ไปโจมตีกองเรือหลักของญี่ปุ่นเช่นกัน

การโจมตีของญี่ปุ่นสิ้นสุดลงเวลาประมาณ 07.00 น. แต่กองทัพญี่ปุ่นไม่สามารถสร้างความเสียหายได้มากนัก สนามบินและระบบป้องกันบนเกาะมิดเวย์ยังคงใช้งานได้อยู่ ขณะที่ฝูงบินสหรัฐอเมริกาไม่สามารถสร้างความเสียหายใด ๆ ต่อกองเรือญี่ปุ่นได้เลย และสูญเสียเครื่องบินไปจำนวนมาก

ราว 8.30 น. เครื่องบินสอดแนมของกองทัพญี่ปุ่นตรวจพบกองเรือกองหนึ่งด้านตะวันออกของเกาะมิดเวย์ และพบเรือบรรทุกเครื่องบินลำหนึ่งในกองเรือนั้น พลเรือโทนากุโมะซึ่งไม่ระแคะระคายว่ามีกองเรือสหรัฐอเมริกากำลังเคลื่อนตัวเข้ามาทำให้เขาสับสน เพราะตามแผนการที่ญี่ปุ่นคาดไว้คือกองเรือสหรัฐอเมริกาควรจะอยู่ที่เกาะฮาวาย และควรต้องเดินทางมาถึงในวันพรุ่งนี้ ไม่ใช่อยู่ในช่วงเวลาที่เขากำลังโจมตีเกาะมิดเวย์ในขณะนี้

เขาละล้าละลังอย่างยิ่งว่าจำดำเนินแผนการใด ณ ขณะนั้นมีความเสี่ยงมากว่า ระหว่างที่เครื่องบินรบของญี่ปุ่นกำลังเติมอาวุธและเชื้อเพลิง เครื่องบินรบของสหรัฐอเมริกาอาจโจมตีกลับ ซึ่งลานบินและส่วนเก็บเครื่องบิบของเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นเต็มไปด้วยระเบิดและเชื้อเพลิง หากโดนระเบิดจากศัตรูเพียงสักลูกหนึ่งก็จะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่จนเกิดระเบิดทั้งเรืออย่างรวดเร็ว หัวเลี้ยวหัวต่อจึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพลเรือโทนากุโมะว่าควรทำอย่างไรต่อไป

แน่นอนว่าเป้าหมายสำคัญอยู่ที่เรือบรรทุกเครื่องบินมากกว่าเกาะมิดเวย์ พลเรือโทนากุโมะตัดสินใจเปลี่ยนแผนการ โดยให้เครื่องบินรบติดอาวุธสำหรับโจมตีกองเรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้กองทัพญี่ปุ่นเสียเวลาในการเปลี่ยนอาวุธไปไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง ทันใดนั้น เครื่องบินทิ้งระเบิดที่บินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินฮอร์เน็ตและเอนเทอร์ไพรซ์ก็ปรากฏขึ้นเหนือกองเรือญี่ปุ่น แต่การโจมตีนี้ไม่สำเร็จผล เพราะเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกาไม่ได้รับการคุ้มกันจากเครื่องบินขับไล่ของฝ่ายตน เมื่อต้องปะทะกับเครื่องขับไล่รุ่นซีโร่ (Zero) ของญี่ปุ่น และนักบินที่ชำนาญการรบจึงพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ชนิดที่ตอปิโดไม่ระคายผิวกองเรือญี่ปุ่นแม้แต่น้อย

ประมาณหนึ่งชั่วโมงให้หลัง ขณะที่กองเรือญี่ปุ่นว้าวุ่นกับการเติมเชื้อเพลิงและติดอาวุธเครื่องบิน การโจมตีระลอกต่อไปของกองทัพสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นอีกครั้ง คราวนี้พลเรือโทเฟลตเชอร์สั่งการให้เครื่องบินขับไล่ประกบเครื่องบินทิ้งระเบิด จนสามารถฝ่าเข้ามาถึงกองเรือญี่ปุ่นและโจมตีด้วยตอปิโดและระเบิดใส่เรือบรรทุกเครื่องบินอะคากิ, คากะ และโซริว จนเกิดระเบิดและไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ก่อนที่เรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นทั้งสามลำจะจมลงสู่ก้นทะเลหลังจากนั้นไม่นาน

พลเรือโทนากุโมะยังไม่ยอมแพ้ เรือบรรทุกเครื่องบินฮิริวยังคงใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ เขาสั่งให้เครื่องบินทิ้งระเบิดจากเรือลำดังกล่าวไปโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินยอร์กทาวน์ ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายอย่างหนัก ญี่ปุ่นเข้าใจว่าตนสามารถจมเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐอเมริกาได้แล้ว 1 ลำ แต่แท้จริงแล้วเรือบรรทุกเครื่องบินยอร์กทาวน์ไม่ถูกจม สามารถซ่อมจนกลับมาปฏิบัติภารกิจได้อย่างรวดเร็ว

พลเรือโทนากุโมะยังคงสั่งการให้ค้นหาและโจมตีกองเรือสหรัฐอเมริกาต่อไป กระทั่งเปิดฉากโจมตีอีกระลอก แต่ครั้งนี้กองทัพญี่ปุ่นโจมตีใส่เรือยอร์กทาวน์ซ้ำเป็นครั้งที่สอง ซึ่งพวกเขาไม่รู้ว่าเป็นเรือลำเดียวกัน เพราะเรือบรรทุกเครื่องบินทั้งสามลำของสหรัฐอเมริกามีลักษณะภาพนอกใกล้เคียงกันมาก แม้ตอปิโดจะยิ่งใส่เรือบรรทุกเครื่องบินยอร์กทาวน์เข้าเป้า แต่เรือก็ยังลอยลำอยู่ได้

ผ่านไปหลายชั่วโมง นายพลโทเฟลตเชอร์ส่งเครื่องบินตรวจการของสหรัฐอเมริกาออกไปจนพบตำแหน่งเรือบรรทุกเครื่องบินฮิริว นายพลโทเฟลตเชอร์จึงสั่งการโจมตีระลอกสุดท้ายใส่เรือบรรทุกเครื่องบินฮิริวในเย็นวันที่ 4 มิถุนายน ก่อนเรือจะจมลงในวันรุ่งขึ้น

ต่อมาในวันที่ 6 มิถุนายน เรือดำน้ำญี่ปุ่นตรวจพบเรือพิฆาตแฮมแมนน์ (USS Hammann) ซึ่งเป็นเรือปฏิบัติการกู้ภัยให้เรือบรรทุกเครื่องบินยอร์กทาวน์ ที่กำลังมุ่งหน้ากลับอ่าวเพิร์ล เรือดำน้ำญี่ปุ่นจึงยิงตอปิโดใส่ จนเรือพิฆาตแฮมแมนน์จมลงภายในไม่กี่นาที ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบินยอร์กทาวน์จมลงในวันถัดมา

ยุทธการมิดเวย์ทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียทหารราว 3,000 นาย ในจำนวนนี้กว่า 200 นายเป็นนักบินชำนาญการบิน เสียเครื่องบินรบราว 300 ลำ เรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำ และเรือลาดตระเวณ 1 ลำ ขณะที่สหรัฐอเมริกาสูญเสียทหารราว 360 คน เสียเครื่องบินราว 145 ลำ และเรือรบ 2 ลำ

จากการที่สหรัฐอเมริกาได้รับชัยชนะในยุทธการมิดเวย์ ทำให้ญี่ปุ่นได้ยกเลิกแผนการที่จะบุกออสเตรเลียและการขยายอิทธิพลในมหาสมุทรแปซิฟิก กองเรือญี่ปุ่นลดความสำคัญลงเป็นเพียงยุทธปัจจัยสนับสนุนการสงครามเท่านั้น ยุทธการนี้ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การสู้รบในยุทธการต่อ ๆ มา ญี่ปุ่นเริ่มเป็นฝ่ายตั้งรับและป้องกันตลอดช่วงเวลาที่เหลือของสงครามโลกครั้งที่ 2

 

อ้างอิง :

Gavin Mortimer. (2559). แฟ้มลับสงครามโลกครั้งที่ 2. แปลโดย ไพรัตน์ พงศ์พาณิชย์. กรุงเทพฯ : มติชน.

Donald M. Goldstein. (2007). Putting the Midway Miracle in Perspective. Access 1 November 2019, from https://www.usni.org/magazines/naval-history-magazine/2007/june/putting-midway-miracle-perspective

The National WWII Museum. (2019). The Battle of Midway. Access 1 November 2019, from https://www.nationalww2museum.org/war/articles/battle-midway

The Editors of Encyclopaedia Britannica. (2019). Battle of Midway. Access 1 November 2019, fromhttps://www.britannica.com/event/Battle-of-Midway

Naval History and Heritage Command. (2019). Battle of Midway. Access 1 November 2019, from https://www.history.navy.mil/our-collections/photography/wars-and-events/world-war-ii/midway.html

History.com Editors. (2019). Battle of Midway. Access 1 November 2019, from https://www.history.com/topics/world-war-ii/battle-of-midway

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2562

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...