โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Early Years Project บ่มเพาะศิลปินรุ่นใหม่ ให้เจอโอกาสได้ไปต่อ

The Momentum

อัพเดต 12 ต.ค. 2561 เวลา 08.44 น. • เผยแพร่ 12 ต.ค. 2561 เวลา 08.44 น. • อริญชัย วีรดุษฎีนนท์

In focus

  • Early Years Project เป็นโครงการของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่บ่มเพาะศิลปินรุ่นใหม่ให้มีความเป็นมือาชีพมากขึ้น เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อต้นปี 2560 ปัจจุบันเดินทางมาถึงครั้งที่ 3 ซึ่งกำลังจัดแสดงผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ 7 คน
  • ปวิตร มหาสารินันท์ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร บอกว่าวัตถุประสงค์ของโครงการนี้จะช่วยพัฒนาทักษะต่างๆ ที่ศิลปินรุ่นใหม่ยังขาด เตรียมความพร้อมเพื่อให้เป็นศิลปินได้เต็มตัว
  • ตัวแทนจากโครงการจะได้ทุนสนับสนุนการเดินทางของศิลปิน (Mobility Funding) 1 รางวัลและทุนการเป็นศิลปินในพำนัก (Artist Residency) 1 รางวัล โดยเป็นความร่วมมือระหว่างหอศิลปกรุงเทพฯ และแกลอรีในต่างประเทศ
  • อลิสา ฉุนเชื้อ ศิลปินจากโครงการ EYP 2 มองว่าศิลปินไทยยังขาดการบริหารจัดการที่ดี เพื่อให้สามารถขายงานได้

โครงการ Early Years Project เป็นโครงการที่ริเริ่มและดำเนินการโดยฝ่ายนิทรรศการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อบ่มเพาะศิลปินรุ่นใหม่ หรือศิลปินที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นทำงาน ให้มีโอกาสพัฒนาตัวเองไปสู่การทำงานศิลปะทั้งในไทยและต่างประเทศ

โดยศิลปินที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการ EํYP จะได้รับทุนการเดินทางของศิลปิน (Mobility Funding) และทุนการเป็นศิลปินในพำนัก (Artist Residency) ในต่างประเทศ ศิลปินจะได้ดูงาน และมีโอกาสจัดแสดงผลงานเดี่ยวในแกลอรีที่เป็นพาร์ทเนอร์กับทางหอศิลป์กรุงเทพฯ

ปัจจุบัน โครงการ EํYP เดินทางมาถึงปีที่ 3 ซึ่งอยู่ในช่วงจัดแสดงผลงานของศิลปินรุ่นใหม่ 7 คนที่ผ่านการคัดเลือก ไปจนถึงวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้

เน้นพัฒนาทักษะที่ศิลปินรุ่นใหม่ยังขาด

ปวิตร มหาสารินันท์ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร พูดถึงภาพรวมของหอศิลป์กรุงเทพฯ ว่ามีแผนงานกิจกรรมที่สนับสนุนศิลปินรุ่นใหญ่ เช่นการจัดแสดงงาน Master Series แต่ก็ยังมีงานที่สนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ที่ปูพื้นมาตั้งแต่ 8 ปีที่แล้ว ผ่านงานเช่น Politics of Me, Cross Stitch, บทที่ลบหนึ่ง เป็นต้น

สำหรับโครงการ EYP ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่สนับสนุนศิลปินรุ่นใหม่ “จุดเด่นของโครงการนี้ คือเน้นกระบวนการทำงาน เมื่อศิลปินมาติดตั้งผลงาน ประกวดนิทรรศการแล้ว จะมีศิลปินรุ่นพี่และกรรมการคอยแนะนำ ทำให้ศิลปินปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงงานตลอดเวลา ถ้าคนทั่วไปที่เข้ามาดูงานในช่วงต้นนิทรรศการ แล้วกลับมาดูตอนท้ายงานอีกทีจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน” ปวิตรกล่าว

เมื่อสิ้นสุดโครงการ ทางคณะกรรมการจะคัดเลือกผลงานดีเด่น เพื่อรับทุนสนับสนุนการเดินทางของศิลปิน (Mobility Funding) 1 รางวัล และทุนการเป็นศิลปินในพำนัก (Artist Residency) 1 รางวัล โดยเป็นความร่วมมือระหว่างหอศิลปกรุงเทพฯ และแกลอรีในต่างประเทศ

“เราเน้นศิลปินรุ่นใหม่ที่ยังไม่ได้มีงานแสดงใหญ่ๆ หรือเคยมีงานผลแสดงมาบ้าง แต่อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก โครงการนี้เราดูความเป็นไปได้ของตัวงาน และโอกาสในการพุัฒนา ยกตัวอย่าง EYP 3 เรามีกิจกรรมหลายอย่างให้ศิลปินมีส่วนร่วม เช่น การพัฒนาบุคลิกภาพ การสื่อสารและการทำงานร่วมกับคนอื่น เพราะบางที ศิลปินพรีเซนต์งานไม่เป็น หรือเคยทำงานคนเดียว ซึ่งจริงๆ ศิลปินต้องทำงานร่วมกับคนอื่น แม้ว่าจะสร้างงานของตัวเองก็ตาม”

 

งานศิลปะที่ต้องสื่อสารให้ชัดเจน

อลิสา ฉุนเชื้อ เป็นศิลปินจากโครงการ EYP 2 ที่นำเสนอผลงาน ‘Overdose’ ศิลปะการจัดวางผสมกับการแสดงที่พาเราไปสำรวจและนำเสนอภาพแทนของความเจ็บป่วย ความเปราะบางของชีวิตและเวลา ผ่านการเฝ้ามองจากประสบการณ์ส่วนตัว ซึ่งทำให้เธอได้ทุนการเป็นศิลปินในพำนัก (Artist Residency) และได้จัดแสดงงานที่พิพิธภัณฑ์ Fridericianum เมืองคาสเซิล ประเทศเยอรมนี  

“เป็นโปรเจ็กต์แรกในชีวิตที่ส่งเข้าประกวด ก่อนหน้านั้นเราไม่คิดส่งประกวดอะไรทั้งสิ้น แค่อยากเอาไอเดียของตัวเองที่มีอยู่มาทำงานศิลปะ แล้วเราอยากขยับคอนเซ็ปต์ของานให้ไปไกลกว่าที่ทำตอนเรียน”

อลิสา ฉุนเชื้อ ศิลปินจากโครงการ EYP 2

อลิสาอธิบายงานของเธอว่า มักเป็นงานแนว Body based เน้นใช้ข้อมูลจากร่างกาย เช่น ข้อมูลน้ำหนัก ส่วนสูง แล้วมาเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ออกมาเป็นประติมากรรม

“เราตัดสินใจทำงานจากประสบการณ์ส่วนตัวคือความป่วยไข้ในมุมมองของเรา เริ่มต้นไปรีเสิร์ชตามโรงพยาบาล คลินิกแผนจีน แผนไทย แม้แต่พิพิธภัณฑ์กายวิภาคที่ศิริราช เราก็ไปหมด

“สิ่งที่เราสนใจคือสีที่ถูกใช้ในแต่ละแผนกของโรงพยาบาลมีความแตกต่างกัน เพราะมันเป็นเรื่องของการบำบัดผู้ป่วยในระดับหนึ่ง”

“พอมีข้อมูลต่างๆ แล้วก็นำไปเขียน Mapping ลิสต์ว่า อะไรคือสิ่งที่เราเห็นแล้วอยากทำงาน ตั้งใจว่าจะทำเป็นศิลปะจัดวาง แล้วให้มีลักษณะเหมือนซีนภาพยนตร์ที่ถูกแช่แข็งอยู่แบบนั้น ทำให้งานชุดนี้จำเป็นต้องมีคนมาแสดงเพื่อทำให้มันมีภาวะของความมีชีวิตและความไม่มีชีวิต”

อลิสาให้ความเห็นว่า ตลอดโครงการ เธอปรับเปลี่ยนในรายละเอียดของงานตามคำแนะนำของกรรมการและศิลปินรุ่นพี่ เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด

“ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ทำงานแบบมี Message บอกคน แต่โปรเจ็กต์ที่เล่นเรื่องที่มันละเอียดอ่อนมากๆ คือความเจ็บป่วยของคน มันทำให้เรากลับมาคิดเยอะเหมือนกันว่า การทำงานศิลปะคือการสื่อสาร เหมือนการเขียนหนังสือ แต่เราสื่อสารแบบ Visual มันอิมแพคกับคนมาก”

“การที่เราจะทำงานบางอย่าง หรือวิพากษ์อะไรบางอย่าง เราต้องมีข้อมูลจริงๆ แล้วเราพร้อมจะรับผิดชอบกับการสื่อสารของเรา ไม่ใช่แค่อยากทำแล้วแสดงมันออกมา เราต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราคิด และอธิบายว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้”

“มันมีหลายสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบมากขึ้น มากกว่าแค่ทำงานสักชิ้นหนึ่งออกไป เพราะคนดูไม่ใช่แค่คนชอบศิลปะ แต่อาจจะมาจากศาสตร์อื่นๆ ซึ่งถ้างานมันสื่อสารกับคนที่ไม่เข้าใจศิลปะให้เข้าใจได้ อันนี้เราว่าประสบความสำเร็จนะ อาจจะไม่ได้รู้ทั้งหมด แต่เข้าใจถึงมันได้บางส่วน” อลิสาให้ความเห็น

ศิลปินกับการบริหารจัดการ

ขณะที่ ปวิตร มหาสารินันท์ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ก็มองว่า ศิลปินรุ่นใหม่มีความสนใจที่หลากหลาย หากแต่ขาดการบริหารจัดการที่ดี ไม่ว่าจะเรื่องการค้นคว้าหาข้อมูล และการทำงานที่เป็นระบบ

“ในการทำงานศิลปะตอนนี้ อยู่ดีๆ จะบอกว่าผลงานสร้างขึ้นจากจินตนาการ คงไม่ใช่อีกต่อไป การค้นคว้าในเชิงศิลปะ หาข้อมูล เป็นเรื่องสำคัญ และเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่นได้ เพื่อให้ศิลปินรุ่นใหม่ทำงานเป็นระบบมากขึ้น และการมีข้อมูลพวกนี้จะทำให้สื่อสารกับคนทั่วไปชัดเจนและมีจุดร่วมกันมากขึ้น”

ปวิตร มหาสารินันท์ ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร

เช่นเดียวกับอลิสาที่ได้ทุนศิลปินพำนัก (Artist Residency) มีโอกาสได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์หลายแห่งทั้งในปารีสและเยอรมนี ก่อนจะสร้างสรรค์ผลงานชื่อ Wake up in nothingness ผลงานจัดวางสื่อผสม เป็นหนึ่งในศิลปินที่กำลังแสดงผลงานในนิทรรศการ Absurdity in Paradise ที่พิพิธภัณฑ์ Fridericianum เมืองคาสเซิล ประเทศเยอรมนี

เธอมองว่าศิลปินควรจะมีทักษะด้านอื่นด้วย ไม่ใช่แค่วาดรูปเก่งอย่างเดียว แต่ควรเป็นคนที่บริหารจัดการได้ดี และต้องบริหารคอนเนคชั่น เพราะจะทำให้งานของเราเป็นที่รู้จักและมีคนมาเห็นได้มาก

“เรื่องการขายงาน มันคือธุรกิจ เป็นสิ่งที่เราไม่เก่งเลย แต่ต้องเรียนรู้ การได้ไปแสดงงานที่ต่างประเทศทำให้เราเข้าใจว่าการซื้อขายงานเป็นอย่างไร เพราะหลักการทำงานศิลปะ มันคือหลังจากที่งานเสร็จไปแล้ว เราควรจะบันทึกทุกอย่าง เราทำงานกี่วัน ต้นทุนเท่าไร”

ผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ปิดท้ายว่า หอศิลป์กรุงเทพฯ สนับสนุนศิลปะหลายแขนง และอนาคตของ EYP อาจมีแขนงอื่นๆ ช่น ดนตรี วรรณกรรม ละคร เป็นต้น หรืออาจรวมทุกแขนงมาไว้ด้วยกันก็เป็นได้

“การลงทุนกับศิลปินรุ่นใหม่ ผมมองว่าคิดเป็นจำนวนเงินไม่ได้ เราไม่รู้อะไรเลยว่าศิลปินที่ผ่านโครงการ EYP อาจจะเลิกเป็นศิลปินก็ได้ มันคือความเสี่ยง แต่ผมว่าทำงานศิลปะมันต้องเสี่ยง”

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...