แม่ก้อย ทาริกา ตำนานหญิงเล็กแห่งบ้านทรายทอง สมบทบาทขนาดเดินตลาดไม่ได้
The Bangkok Insight
อัพเดต 09 พ.ย. 2563 เวลา 11.11 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2563 เวลา 11.10 น. • The Bangkok Insightแม่ก้อย ทาริกา ย้อนวันวานกับ #ตำนานหญิงเล็กแห่งบ้านทรายทอง เล่นได้สมบทบาทถึงขนาดเดินตลาดไม่ได้ และพร้อมกับเผยฉายา ผู้จัดใจบุญ
แม่ก้อย ทาริกา ธิดาทิตย์ บุคคลคนที่มากความสามารถและอยู่ในวงการบันเทิงไทยมายาวนาน ปัจจุบันแม่ก้อยมีอายุ 68 ปี โดยผลงานที่ทำให้ทุกคนจดจำ ก็คือการรับบทบาทเป็นทั้งนางเอก และนางร้ายในภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียง ได้แก่ โบตั๋น พยานบาป บ้านทรายทองฯลฯ อีกมากมาย ได้มาเยือนรายการ ต้มยำอมรินทร์ ผลิตโดย CHANGE2561 แม่ก้อย ได้เล่าย้อนวันวานพาไปรู้จักจุดเริ่มต้นของการเข้าวงการของตัวเอง และการก้าวเข้ามาเป็นผู้จัดละคร พร้อมกับเผยที่มาของฉายา ผู้จัดใจบุญ
ถาม แม่ก้อย อยู่วงการมากี่ปีแล้ว ??
แม่ก้อย ทาริกา : ตั้งแต่แม่อายุ 18 ปี ตอนนั้นได้รู้จัก พี่ติ่ง แล้วก็เลยได้ชวนแม่มาเล่นหนังพอเราตกลงว่าเราจะเล่น ได้มาหา คุณไชยา สุริยัน ตอนนั้นเริ่มจากหนังก่อนเลย คุณชัยยา จะทำหนังเรื่องหนึ่งต้องการนางเอก 2 คน แล้วต้องการคนที่ผมยาวมากๆ เริ่มเข้าวงการจากการเล่นหนังใหญ่เรื่อง ธนูสวาท ค่ะ มีนางเอก 2 คน คือ ทาริกา ธิดาทิตย์ และ ชีวัน จันทรายุ ซึ่งหนังเรื่องนี้ ทำให้เราได้นามสกุลในวงการมาคือ ธิดาทิตย์ ที่แปลว่าลูกสาวของพระอาทิตย์ โดยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้คนก็รู้จักเราในชื่อของ ทาริกา ธิดาทิพย์
ถาม แต่หนังเรื่องแรกที่เล่นถึงแม้จะไม่ปัง แต่ แม่ก้อย กลับดังแทน
แม่ก้อย ทาริกา : แต่เราเกิดค่ะ หลังจากหนังเรื่องนั้นก็มีงานเข้ามาเรื่อยๆ ตอนนั้นเรารู้สึกว่าฝันเราเป็นจริง ซึ่งการเริ่มต้นของเราครั้งแรกหนังใหญ่เราเป็นนางเอก แต่หลังจากนั้น หนังใหญ่เราไม่เคยได้เป็นนางเอกเลย เป็นนางร้ายตลอดมาเลยไม่รู้ว่าเขาเห็นอะไรในตัวแม่ไม่รู้ จนกระทั่ง พี่รุจน์ รณภพ ก็มาบอกว่าจะทำบ้านทรายทอง แต่เธอเป็นหญิงใหญ่ไม่ได้เธอเป็นหญิงเล็กแล้วกัน เพราะท่าทางเธอดี (หัวเราะ) มันเป็นคำชมไง พอเราเล่นเรื่องนี้ ทำให้เรารู้เลยว่าเวลาโด่งดังถึงขีดสุดมันมี ความรู้สึกภูมิใจ เพราะที่เราเล็กบ้านทรายทอง เป็นหญิงเล็ก คือ เราเล่นร้ายถึงขีดสุดเลย เพราะที่เราภูมิใจเพราะมีคนมาชี้หน้าด่าเราว่า ถ้าไม่เลวแบบนี้จะเล่นได้แบบนี้เหรอ เราไปเดินในซอยแถมโคลีเซียมไปซื้อโอเลี้ยงเขาไม่ขายเขาปาดใส่เราเลยจริงๆ โกรธ เกลียด จริง เพราะเขามีความรู้สึกว่าเราทำร้ายนางเอกตลอดเวลา แล้วเราไปแย่งคุณชายกลางมา เข้าอินมากแต่เรามีความภูมิใจนะที่ทำให้เขาเกลียดได้ถึงขนาดนั้น ความดังของยุคสมัยก่อนเขาวัดจากแอคติ้งของเราว่าเราเล่นได้ถึงบทขนาดไหน เดินไปตามท้องถนนคนเกลียดขนาดไหน อยากสำรวจความนิยมก็ไปเดินตลาดคนจะด่าเราเยอะแค่ไหนเรารู้ได้
ถาม แต่เพราะเป็นคนที่ทุ่มเทให้กับการทำงานมากๆ ถึงขนาดโกนหัวบวชชี แม่ก้อย ก็โกนจริงๆ
แม่ก้อย ทาริกา : ใช่ค่ะ โกนจริงค่ะ ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีสเปเชียลเอฟเฟค สมัยนั้นคือ ต้องจริง มากๆเพราะในเรื่องนั้นเราต้องพลิกบทร้าย คือ เราเล่นบทร้ายคนเกลียดตลอดเวลา พอเรามาเล่นบทนี้ คนดูเห็นแล้วสงสาร คือ ความนิยมของประชาชนจะขึ้นลงตามบทที่เราเล่น ตอนนั้นที่ยอมตัดผมยาวๆสวยๆเพราะเราเห็นแก่บทบาท เรายินดีที่จะทุ่มเทในทุกๆบทบาทที่เราได้รับ ซึ่งคนที่ติดต่อมาตอนนั้น คือ คุณภา คราประยูร ซึ่งในวงการคือ คุณป้ามหาภัย แล้วคือ ลูกชายเขาคือ คุณชนะ คราประยูร ซึ่งเราสนิทกันซึ่งก็กลัวเขา แต่เขาบอกก่อนนะคะว่าในบทเราต้องโกนหัวนะ “ ก้อย .. ต้องโกนหัวนะไหวป่ะ” เราก็ต้องได้ค่ะ ตอนนั้นคือ 20 กว่าๆเอง แล้วมันต้องโกนคิ้วด้วย แล้วคุณป้าภา เขาก็บอกว่าเราว่าฉันทำวิกให้ 32 อัน เราก็ใส่วิกที่เขาทำให้มาเล่นเรื่องอื่นๆระหว่างรอผมขึ้น
แม่ก้อย ทาริกา : ถามว่าการโกนหัวของเราเป็นอะไรที่แปลกใหม่เลยนะ เพราะว่าคุณสัง เริงศิริพิมพ์อักษร คุณม้า อรนภา ตั้งคิ้ววาดคิ้วให้เท่ห์เลย ใส่ต่างหูพ่วงใหญ่หัวโล้น แล้วเราก็มีผ้าโพกหัว กลายเป็นเปรี้ยวไปเลย นำสมัยไป
ถาม ด้วยความทุ่มเท ทั้งกาย และใจ แม่ก้อย เคยได้รับรางวัลระดับเอเชียแปซิฟิกเลย
แม่ก้อย ทาริกา : เรื่อง เหนือกว่ารัก ที่ทำให้ได้รับรางวัลนี้ ในบทที่เราโกนหัวนั่นเลยค่ะ พี่เปี๊ยก อรัญญา เข้าชิงในบทนางเอก เราเจ้าชิงในบทตัวสมทบยอดเยี่ยม ตอนนั้นความรู้ของแม่ลูกของเมืองไทยมันจะซึ้งกว่าต่างประเทศ ก็เลยได้รับรางวัลนั้นมาก็คือ นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ของเอเชียฟิล์มเฟสติวัล
ถาม เรียกว่าบทบาทที่ได้รับมาคือ สารพัดบทบาทแล้วบทไหนที่ แม่ก้อย ชอบมาที่สุด
แม่ก้อย ทาริกา : แม่ชอบทุกบทเพราะมีความรู้สึกว่าเราเป็นนักแสดงเราต้องเป็นตัวนั้นให้ได้แล้วมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นละคร เราเต็มที่กับทุกตัวละครที่เราไม่ได้เป็น ทาริกา ส่วนเรื่องที่ประทับใจที่สุด ล่าสุด คือเรื่องที่ตู่ นพพล ให้เล่นประทับใจเพราะว่าเขาให้พูดน้อยมากเลยเขาให้เล่นเป็นคนที่ปากเบี้ยว แล้วก็ต้องแอคติ้งตามนั้นแล้วก็ต้องให่อ่านให้ออก นพพล เขาเป็นปรมาจารย์คนหนึ่งนะ เขาจะดูหน้าเราผ่านหน้ากล้องให้เราแสดงสื่อคำพูดออกมาทางสีหน้า อันนี้ คือประทับใจ แต่ที่ผ่านมา แม่ ชอบทุกเรื่องรักทุกเรื่อง
ถาม แม่ก้อย จำได้ไหมว่ารับเล่นมาแล้วกี่เรื่อง
แม่ก้อย ทาริกา : ช่วงโน้นคิว 30 วัน คิวเราแบ่งเป็นกลางวัน กลางคืน แม่ เคยรับหนังถึง 60 เรื่องใน 1 เดือน คือ ผู้กำกับเขามีหลายคนเราก็เป็นตัวตาม อยากเขาเรียกเราไปเธอมาที่นี่สิ สองฉากเอาบทไป ให้คิวผู้กำกับคนนี้ตอนเช้า คิวของผู้กำกับคนนี้กลางคืน เมื่อก่อนถ่ายหนังไม่เหมือนกับถ่ายละครตอนนี้นะ เพราะเราแค่งับปากให้ทันเท่านั้นเองเพราะเขามีเสียงพากย์เราไม่ต้องท่องบท
ถาม จากนักแสดงมาสู่ผู้จัด บทบาทไหนสนุกท้าทายมากกว่ากัน
แม่ก้อย ทาริกา : ผู้จัดค่ะ เพราะเราต้องดูทุกอย่างทุกส่วน ตั้งแต่บท ดูเรื่องเวลา นักแสดง การจัดการกอง ความเป็นระเบียบทุกสิ่งทุกอย่าง พอมาเป็นผู้จัด ก็ได้ฉายาว่า ผู้จัดใจบุญ เพราะเราไปเข้าวัดทำบุญเพื่อนๆก็ชวนไปสม่ำเสมอ เราไปแล้วเรารู้สึกสบายใจ ล่าสุดก็เพิ่งได้รางวัลเชิดชูเกียรติพระพุทธศาสนามา เพราะว่า แม่ จัดทริปน้องๆไปอินเดียไปแสวงบุญไปมาเป็น สิบๆปีแล้ว ที่นี่ทางโน้นเขาคงเห็นว่าแม่มาทางนี้บ่อย ก็เลยให้รางวัลเสาเสมาธรรมจักรทองคำ จากกรมศาสนาของเราจะได้รับปีหน้าค่ะ เพราะปีนี้ติดโควิด ที่เราได้รางวัลนี้เพราะเราได้ไปเชิญชวนให้ทุกคนได้ทํานุบํารุงศาสนาไทย แล้วก็ชี้แจงความถูกต้อง แล้วแจ้งให้เรารู้ว่าคนเราเมื่ออยู่ใกล้พระพุทธศาสนา อยู่ใกล้พระพุทธเจ้าควรจะคิดอะไรยังไงบ้าง เพราะประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ปฐมเทศนา เราจะเห็นความถูกต้อง ความพลัดพราก จากการที่เราได้ไปเห็นสถานที่ต่างๆของพระพุทธศาสนา ซึ่งก่อนที่เราจะทำให้ทุกคนได้เข้าใจตัวของเราเองต้องเข้าใจก่อน และตอบได้ทั้งหมด เหมือนเป็นผู้เผยแพร่คนหนึ่ง
ถาม แต่เห็นสายธรรมแบบนี้ แต่ แม่ก้อย ก็ยังเปรี้ยวอยู่กับเพื่อนๆ
แม่ก้อย ทาริกา : ก็ยังคึกอยู่ เวลาที่เราว่างเราก็ไปเจอกับที่บ้านพี่โย ทัศน์วรรณ กล่มแม่ก็จะมี พี่จิ้ม มยุรฉัตร และอีกเยอะมาก ไปเล่นโยคะ ไปหาอะไรทาน แล้วตอนนี้ น้องขวัญ เขาทำเพจ Mom&Me ทำเพจให้พวกแม่ๆไปกินไปทานกัน ก็เป็นความสุข ความสนุกมากๆ
ถาม ซึ่งในระยะเวลาที่ แม่ก้อย อยู่ในวงการมาเห็นความเปลี่ยนแปลงจากอดีตถึงปัจจุบันยังไงบ้าง
ก้อย ทาริกา : เปลี่ยนแปลงไปมากค่ะ เมื่อก่อนเราเป็นนักแสดงเราต้องหาเสื้อผ้าเอง ติดต่อเอง หน้าตาแต่งเอง สมัยนี้ใส่รองเท้าก็มีคนใส่ให้ จะใส่เสื้อผ้าอะไรก็มีคนเตรียมให้ อยากจะฝากถึงคนในวงการรุ่นใหม่ ต้องคิดก่อนนะคะว่าการเป็นดารา กับ นักแสดง ต้องแยกกันให้ออก ดารา คือมาแค่ไม่นานเป็นดาวแล้วก็หายไป แต่การเป็นนักแสดง มันอยู่นานเพราะว่าเรารับจ้างนักแสดงที่เป็นตัวหนังสือแล้วเราก็ถ่ายทอดออกมาให้เป็นบทบาท เราต้องซื่อสัตย์ รักในอาชีพเรา จำแม่ไว้เลยนะว่านักแสดงไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็แล้วแต่เขามีความรับผิดชอบในตัวเอง ในบทบาทรับผิดชอบในหน้าที่บทบาท เรารับงานรับเงินเขาแล้วเราต้องทำให้อย่างเต็มที่ แลกเปลี่ยนกันด้วยใจ อาชีพเราเป็นอาชีพที่อยู่ได้นานแค่เราต้องซื่อสัตย์กับอาชีพของเรา
อ่านข่าวเพิ่มเติม