โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โอ้กะจู๋ นำหุ้น OKJ เข้าเทรดวันแรก 4 ต.ค. คาดสิ้นปี SSSG โตไม่ต่ำกว่า 8%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ก.ย 2567 เวลา 05.54 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2567 เวลา 08.10 น.

โอ้กะจู๋ นำหุ้น OKJ เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันแรก 4 ต.ค.นี้ “บัวหลวง” แจ้งเทรดวันแรกจะมีบิ๊กลอต Modulus บริษัทลูก OR ซื้อหุ้นจากผู้ก่อตั้ง 31.8 ล้านหุ้น สัดส่วน 5.2% เพื่อคงสัดส่วนถือหุ้น 20% ตอกย้ำศักยภาพธุรกิจ “ชลากร-ซีอีโอ” กางแผนเงินลงทุน 75% ลุยขยายสาขาร้านโอ้กะจู๋ ภายในปี 2571 แตะ 67-70 สาขา Oh! Juice แตะ 70 สาขา Ohkajhu Wrap & Roll 20 สาขา แย้มเจรจาลงทุนธุรกิจใน CLMV ชัดเจนปี 2568 ฟาก “ซีเอฟโอ” คาดสิ้นปี SSSG โตไม่ต่ำกว่า 8%

วันที่ 19 กันยายน 2567 นางสาวอาทิตยา ปัญจทรัพย์ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นไอพีโอ บมจ.ปลูกผักเพราะรักแม่ (OKJ) หรือ “โอ้กะจู๋” เปิดเผยว่า หุ้น OKJ จะเปิดให้จองซื้อวันที่ 23-25 ก.ย. 2567 ที่ราคาหุ้นไอพีโอหุ้นละ 6.70 บาท

โดยมี บล.บัวหลวง เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และมี บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง และ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และกำหนดจะเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหุ้นไทย วันที่ 4 ต.ค. 2567 โดยหุ้น OKJ จะเข้าไปลิสต์อยู่ในหมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ในตลาดหลักทรัพย์ SET มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ

สำหรับจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้จะเป็นหุ้นใหม่ทั้งหมด เป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 159 ล้านหุ้น หรือประมาณ 26.1% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้

โดยราคาเสนอขายหุ้นละ 6.70 บาท พิจารณาจากอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (PE) ย้อนหลัง 12 เดือน จะเท่ากับ PE ที่ 24 เท่า และราคาหุ้นไอพีโอที่ 6.70 บาท ถือเป็นราคาสูงสุดในเรตราคาที่อนุญาตให้นักลงทุนสถาบัน Book Building เข้ามา และได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนสถาบันทุกรายรวมกว่า 10 ราย ซึ่งประสบความสำเร็จมาก เพราะมี Over Book สูงถึง 11 เท่า

ทั้งนี้ ระยะเวลาห้ามขายของกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม คือกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจะนำหุ้นจำนวน 55% ไปฝากไว้กับบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ตามกฎเป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่หุ้น OKJ เริ่มซื้อขายในตลาดหุ้นไทย นอกจากนี้ จะนำหุ้นส่วนที่เหลือฝากไว้กับ บล.บัวหลวง โดยตกลงที่จะไม่ขายหรือจำหน่ายจ่ายโอนเป็นระยะเวลา 180 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน

“หลังจากที่มีการออกหุ้นใหม่และเสนอขายหุ้นไอพีโอ จะทำให้ผู้ถือหุ้นทุกรายโดย dilute ไปบางส่วน โดยทาง บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ที่เดิมถือหุ้น OKJ อยู่ที่สัดส่วน 20% จะเหลือสัดส่วนการถือหุ้น 14.8% อย่างไรก็ดีทาง OR มีความประสงค์ที่จะคงสัดส่วนการถือหุ้นไว้ที่ระดับ 20%

จึงได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้น โดยจะซื้อหุ้นสามัญเดิมจากผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 3 ราย รวม 31.8 ล้านหุ้น คิดเป็น 5.2% ของจำนวนหุ้นหลังไอพีโอบนกระดานรายใหญ่ (Big Lot Board) ในราคาเดียวกับราคาไอพีโอ ในวันแรกที่หุ้น OKJ เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทย

ดังนั้น หากนักลงทุนเห็นธุรกรรมบิ๊กลอตในวันแรกก็ไม่ต้องกังวลหรือตกใจ เพราะเป็นการปรับโครงสร้างภายในระหว่างผู้ถือหุ้นเดิม สะท้อนถึง OR มีความมั่นใจในธุรกิจและศักยภาพของ OKJ” นางสาวอาทิตยากล่าว

เงินลงทุน 75% ขยายสาขา-เน้นโต Quality Growth

นายชลากร เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ กล่าวว่า การมี OR เข้ามาร่วมถือหุ้น ถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้มีข้อมูลในการขยายสาขาและวางกลยุทธ์ธุรกิจได้ดีมากขึ้น โดย OR จะคงสัดส่วนถือหุ้นที่ 20% แม้ว่าในตอนแรกสนใจอยากจะถือหุ้นเพิ่มเป็น 30%

สำหรับเงินที่ได้จากการะดมทุนในครั้งนี้จะแบ่งสัดส่วน 75% มาใช้ในการขยายร้านอาหารแบรนด์โอ้กะจู๋, Oh! Juice และ Ohkajhu Wrap & Roll โดยตั้งเป้าภายในปี 2571 จะขยายสาขาร้านโอ้กะจู๋ ไปอยู่ที่ระดับ 67-70 สาขา โดยตั้งเป้าขยายประมาณ 6-8 สาขาต่อปี สำหรับร้าน Oh! Juice ภายใน 4-5 ปี ตั้งเป้าจะขยายสาขาแตะระดับ 70 สาขา จากปัจจุบันอยู่ที่ 6 สาขา โดยตั้งเป้าขยายสาขาประมาณ 20-25 สาขาต่อปี

ขณะที่ร้าน Ohkajhu Wrap & Roll ปัจจุบันมีอยู่ 1 สาขา ตั้งเป้าขยายสาขาไปแตะ 20 สาขา ซึ่งอาจยังไม่ได้ขยายร้านมากนัก โดยจะขยายสาขาเฉลี่ยต่อปีประมาณ 5 สาขา

ส่วนเงินลงทุนอีก 20% บริษัทจะนำมาใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างครัวกลางกรุงเทพฯ แห่งใหม่ และพัฒนาเครื่องจักร อุปกรณ์ และระบบสาธารณูปโภค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะปลูก และที่เหลือจะแบ่งเงินไปชำระหนี้สถาบันการเงิน

“กลยุทธ์การเติบโตของเรา จะให้ความสำคัญทั้งเรื่องฟาร์มผักและโรงงานด้วย ดังนั้นการขยายธุรกิจของเราจะเป็นลักษณะ Quality Growth คือต้องมีความพร้อมที่จะรองรับถึงจะขยายธุรกิจในอนาคต ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ฟาร์มผักสามารถรองรับการขยายสาขาได้ถึง 3 เท่าตัว ปัจจุบันมีพื้นที่สวนรวม 380 ไร่ กำลังการผลิตรวม 850,000 กิโลกรัม/ปี”

“การขยายสาขาไม่ใช่เป็นคำตอบเดียวของเรื่องบรรทัดสุดท้าย (กำไรสุทธิ) แต่การจัดการต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วย”

ตั้งเป้า SSSG สิ้นปีนี้ไม่ต่ำกว่า 8%

นางสาวภวิษย์เพ็ญ เหล่ารัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าหน้าที่บัญชีและการเงิน OKJ กล่าวว่า คาดการณ์ว่าในช่วงสิ้นปี 2567 การเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ของร้านโอกะจู๋ จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 8% จากช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ SSSG เติบโตได้ 8.4% โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้ยังมาจากร้านโอ้กะจู๋ 98% และที่เหลือมาจากรายได้แบรนด์ใหม่ทั้งร้าน Oh! Juice และ Ohkajhu Wrap & Roll

อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ของแบรนด์ใหม่ในสิ้นปีนี้จะขยับเป็น 5% ตามแผนขยายสาขา และในปี 2571 จะเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 25%

“จากปี 2566 บริษัทมีฐานลูกค้า 3.4 ล้านคน แต่ครึ่งปีแรกของปีนี้มีจำนวนลูกค้าแล้ว 2.7 ล้านคน ตอกย้ำ SSSG ที่ไม่ได้โตจากการไปเพิ่มราคา แต่ยังคงคุณค่าให้กับลูกค้า โดย SSSG ที่โต 8.4% ต้องบอกว่า 7.5% มาจากจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการเพิ่มขึ้น ไม่ได้มาจากราคาที่เพิ่มขึ้น และที่เหลืออีก 1% ก็มาจาก Ticket Size Per Head ที่สูงขึ้น”

สำหรับอัตราการเติบโตเฉลี่ยของรายได้ (CAGR) ในช่วงปี 2563-2566 เติบโตอยู่ประมาณ 46.5% โดยปี 2566 มีรายได้ 1,712 ล้านบาท และสำหรับช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ มีรายได้ 1,097 ล้านบาท เติบโต 41.3% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY)”

เจรจาต่างประเทศ ขยายร้าน Oh! Juice ในกลุ่ม CLMV

นางสาวเบญญาภา เตชะมณีสถิตย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ OKJ กล่าวว่า ปกติร้านโอกะจู๋ 1 สาขา ใช้เงินลงทุนเฉลี่ยประมาณ 15 ล้านบาท แต่ร้าน Oh! Juice ใช้เงินลงทุนเพียงแค่ 1 ใน 5 และ Ohkajhu Wrap & Roll ใช้เงินลงทุนเพียงแแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น โดยร้าน Oh! Juice ใช้เวลาคืนทุนอยู่ที่ประมาณ 6 เดือน ซึ่งตอบโจทย์ในเรื่องของการขยายสาขาได้เร็วเพิ่มมากขึ้น เบื้องต้นก็เล็งขยายตามโซนออฟฟิศและโรงพยาบาล

นายชลากรกล่าวต่อว่า สำหรับแผนการขยายธุรกิจในต่างประเทศ จะมุ่งเน้นไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ก่อน โดยช่วงที่ผ่านมามีคนสนใจติดต่อลงทุนเข้ามาค่อนข้างมาก ทั้งแบรนด์ร้านโอ้กะจู๋ และ Oh! Juice แต่อย่างไรก็ตาม การสเกลอัพจะต้องให้ความสำคัญกับระบบหลังบ้านเป็นสำคัญ ทั้งนี้ในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะขยายร้าน Oh! Juice ไปได้ก่อน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจา คาดว่าจะมีความชัดเจนในปี 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โอ้กะจู๋ นำหุ้น OKJ เข้าเทรดวันแรก 4 ต.ค. คาดสิ้นปี SSSG โตไม่ต่ำกว่า 8%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...