7 โครงการตามรอยพระราชดำริ ‘ในหลวง รัชกาลที่ 10’ เพื่อปวงประชาราษฎร์ร่มเย็น
Hello Magazine Thailand
อัพเดต 03 ก.ย 2567 เวลา 15.30 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2567 เวลา 02.50 น. • HELLO! Magazine Thailandหลายทศวรรษมาแล้วที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการ ‘บำบัดทุกข์ บำรุงสุข’ แก่อาณาประชาราษฎร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘โครงการพระราชดำริ’ ที่ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์ของพระราชาแห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ และที่ทรงริเริ่มด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติ ก่อเกิดประโยชน์ สร้างสุขแก่ทุกชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย ครอบคลุมในทุกด้าน ทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านสังคม ด้านการเกษตรและพัฒนาแหล่งน้ำทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนด้านการทหารและความมั่นคงของชาติ ในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา 28 กรกฎาคม 2567 กระทรวงมหาดไทย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น พร้อมร่วมสานต่อพระราชปณิธานผ่าน 7 โครงการตามรอยพระราชดำริ
1.โครงการพัฒนาบึงสีไฟเฉลิมพระเกียรติ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราโชบายในการพัฒนาบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร ที่เริ่มมีความตื้นเขิน ให้สามารถกักเก็บน้ำได้ 2 ล้านลูกบาศก์เมตร โดย ส่วนราชการในจังหวัดพิจิตร ภายใต้กระทรวงมหาดไทย รับสนองแนวพระราชดำริ ร่วมบูรณาการทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา ผ่านการจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ปลูกต้นไม้ และปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบพื้นที่บึงสีไฟให้สวยงามอีกทั้งยังพัฒนาพื้นที่ให้เป็นสนามแข่งขันจักรยานระดับนานาชาติ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ ทรงเปิดโครงการฯ ในวันที่ 23 มี.ค. 2567
ปัจจุบันบึงสีไฟครอบคลุมพื้นที่รวม 5,390 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำได้ 12.64 ล้านลูกบาศก์เมตร ถือเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สำคัญของภาคเหนือตอนล่าง สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตร การประมง และการอนุรักษ์ระบบนิเวศ อีกทั้งยังเป็นสถานที่เพื่อการกีฬา การท่องเที่ยวนันทนาการ และการพักผ่อนหย่อนใจที่มีเส้นทางจักรยานระยะทางกว่า 10.28 กิโลเมตร และยังประกอบด้วย สนามจักรยาน BMX สนามจักรยานขาไถ และสนาม Pump ซึ่งได้พระราชทานชื่อไว้ว่า ‘สนามจักรยานสราญจิตมงคลสุข’ มีความหมายว่า “สนามจักรยานเป็นสถานที่ทำให้ใจสำราญเป็นมงคลและสุขสบาย”
2.โครงการแม่ข่าโมเดล
‘คลองแม่ข่า’ มีต้นกำเนิดจากดอยสุเทพ-ดอยปุย ไหลลงสู่ลำห้วยในอำเภอแม่ริม หลอมรวมกับลำน้ำอีกหลายสายกลายเป็นคลองแม่ข่า ที่เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวเชียงใหม่ ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำปิง รวมความยาวกว่า 31 กิโลเมตร และด้วยการขยายตัวของเมืองเชียงใหม่ ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้คลองแห่งนี้กลายเป็นจุดรับน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน ชุมชน โรงแรม ตลาด สถานประกอบการต่างๆ ทำให้น้ำเน่าเหม็น และคลองตื้นเขิน
ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงใส่ใจดูแลทุกข์สุขของพสกนิกร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานแนวพระราชดำริในการพัฒนาและฟื้นฟูแม่น้ำลำคลองที่มิได้เป็นเพียงการปรับปรุงคูคลองให้กลับมาสวยงาม แต่ยังรวมถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากแหล่งน้ำ โดยจังหวัดเชียงใหม่ ได้จัดทำ ‘แผนแม่บทคลองแม่ข่า (พ.ศ.2561-2565)’ ที่มีวิสัยทัศน์ คือ ‘คลองสวย น้ำใส ไหลดี ชุมชนมีสุข’ หรือ ‘แม่ข่าโมเดล’ เพื่อฟื้นฟูคลองแม่ข่าให้มีคุณภาพดีขึ้น ช่วยให้น้ำไหลเวียนตลอดทั้งปี พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมให้สวยงามเพื่อเป็นสถานที่พักผ่อน ที่สำคัญคือให้ชุมชนมีส่วนร่วมและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันหลังมีการพัฒนาฟื้นฟู นอกจากชาวบ้านผู้อาศัยริมสองฝั่งคลองแม่ข่า มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คลองแม่ข่าแห่งนี้ยังกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเช็คอินที่ใครมาเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ต้องไม่พลาด
3.โครงการพัฒนาแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา
เพื่อดำเนินการพัฒนา ฟื้นฟู บูรณะ แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพุทธศักราช 2562 ให้อยู่ในสภาพที่สวยงาม มีความพร้อมที่จะนําน้ำไปประกอบพิธีสําคัญอยู่เสมอ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ร่วมกับ สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง และ กรมโยธาธิการและผังเมือง น้อมนําแนวทางหลักการทรงงาน “ร่วมคิด ร่วมพูดคุย ร่วมทํา ร่วมรับประโยชน์” ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี ประกอบด้วย ภาคราชการ ภาคผู้นําศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน จัดทำ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา
โดยจัดให้มีการทําแผนพัฒนาพื้นที่เพื่อยกระดับแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร รวมกว่า 108 แห่ง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ผ่านกิจกรรมจิตอาสา “เราทําความ ดี ด้วยหัวใจ” อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ร่วมพัฒนาบริเวณแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งมีการทำป้ายอธิบายให้ความรู้แก่ผู้มาเยี่ยมชม ถึงประวัติความเป็นมาของแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ยังจัดนิทรรศการพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และงานพระราชพิธีที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดและแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ร่วมด้วยการจัดทําวีดิทัศน์แสดงประวัติความเป็นมา ความสําคัญของแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ
4.โครงการ 10 คลองสวย น้ำใส คนไทยมีสุข เฉลิมพระเกียรติฯ
จากแนวพระราชดําริ พระราชปณิธาน และพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้อยู่ดีมีสุข โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด นำมาสู่โครงการ “10 คลองสวย น้ำใส คนไทยมีสุข เฉลิมพระเกียรติฯ” ในพื้นที่นำร่อง 9 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ลำน้ำโจ้ จ.เชียงใหม่, คลองแม่สุก จ.พะเยา, คลองแม่รำพัน จ.สุโขทัย, คลองบางพระ จ.ตราด, ลำตะคอง จ.นครราชสีมา, ลำห้วยพระคือ จ.ขอนแก่น, คลองปากบาง จ.ภูเก็ต, คลองหาดส้มแป้น จ.ระนอง, คลองลัดพลี จ.ราชบุรี และคลองรอบกรุง (คลองโอ่งอ่าง – คลองบางลำพู)
ก่อนขยายผลสู่การพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ ให้ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด โดยมีการน้อมนำแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่ 9 ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะพระราชดำริการบริหารจัดการน้ำในระบบลุ่มน้ำ ‘จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที’ และพระราชดำรัส “อารยเกษตร” ของพระบาทสมเด็จเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการน้ำควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและวิถีวัฒนธรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อย่างเป็นระบบ และออกแบบพื้นที่ให้เข้ากับภูมิสังคมควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการตั้งแต่การออกแบบจัดทำผังแม่บทการพัฒนาในระดับลุ่มน้ำ ตลอดลำคลอง และแหล่งน้ำ การขุดลอกคูคลอง และแหล่งน้ำ การปรับภูมิทัศน์และทัศนียภาพ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตลอดสองฝั่งคลอง
5.โครงการครูก-ข
จากพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในเรื่องการส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย มาเป็นหลักชัยในการมุ่งมั่นพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ดำเนินโครงการ อบรมวิทยากรเพื่อทำหน้าที่ผู้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยประจำท้องถิ่นระดับจังหวัด (ครู ก) เพื่อทำหน้าที่เป็นจิตอาสาบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติไทย และประวัติศาสตร์ประจำท้องถิ่น โดยมี นายกองเอก ธารณา คชเสนี (ครูป๊อด) นายหมวดตรี น้ำเพ็ชร คชเสนี สัตยารักษ์ (ครูปั๊ม) และ ดร.ลักษิกา เจริญศรี (ครูป้ายู) วิทยากรโรงเรียนจิตอาสาพระราชทาน ร่วมเป็นวิทยากร
ก่อนต่อยอดขยายผลสู่ โครงการอบรมวิทยากรเพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยประจำท้องถิ่นระดับอำเภอ และระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ครู ข.) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 12,442 คนทั่วประเทศ ที่จะร่วมกันส่งต่อประวัติศาสตร์สู่ประชาชนและเยาวชนทุกหัวระแหง อันจะไปสู่การต่อยอดองค์ความรู้ เสริมสร้างความสามัคคี ความมั่นคง และความยั่งยืนของแผ่นดินไทยต่อไป
6.กิจกรรมเดิน วิ่ง ปั่น ธงตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเป็นต้นแบบของการดูแลสุขภาพพลานามัย ด้วยการออกกำลังกาย ก่อเกิดเป็นกิจกรรม ‘เดิน วิ่ง ปั่น ธงตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’ โดยมีพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทุกกลุ่มชาติพันธุ์ กว่า 600,000 คนพร้อมใจกันเข้าร่วมในขบวนธงสีเหลืองทองอร่าม ตามเส้นทาง 10 สาย รวม 76 จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2567 เพื่อมุ่งสู่ปลายทางกระทรวงมหาดไทยในวันที่ 10 ก.ค. 2567 เป็นระยะทางรวมกว่า 10,016.15 กิโลเมตร ก่อนร่วมในขบวนเชิญน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ จากกระทรวงมหาดไทยไปยัง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และขบวนเชิญน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์จากวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ไปยังพระบรมมหาราชวัง เพื่อประกอบพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 72 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันอาทิตย์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2567
7.โครงการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งพระราชหฤทัยมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่อาณาประชาราษฎร์อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการในพระราชดําริที่หลากหลาย โดยเฉพาะด้านการสาธารณสุข พระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทั้งยังทรงรับผู้ป่วยไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษา
เพื่อตามรอยพระราชปณิธานในการช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์แก่ประชาชนผู้ยากไร้ในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ เพิ่มคุณภาพของการรักษาพยาบาลและความปลอดภัยแก่ผู้ป่วยกลุ่มต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพและเพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น สมาคมแม่บ้านมหาดไทยและชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดทุกจังหวัด พร้อมด้วย สมาชิกแม่บ้านมหาดไทยทั่วประเทศ จึงได้ร่วมกันจัดทําโครงการ ‘จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล’ โดยดําเนินการมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ตามความต้องการของแต่ละโรงพยาบาลต่าง ๆ ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวนกว่า 33 รายการ เช่น เครื่องควบคลุมให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ เครื่องวัดความดันโลหิตแบบสอดแขนพร้อมระบบเชื่อมต่อฐานข้อมูล เครื่องติดตามการทำงานของหัวใจและสัญญาณชีพชนิดเคลื่อนย้าย เตียงไฟฟ้า เครื่องส่องตรวจหูและตา เครื่องส่องกล่องเสียงแบบไฟเบอร์ออฟติค เครื่องให้ความอบอุ่นทารกแรกคลอด เป็นต้น.
สามารถอ่านเรื่องราว และติดตามบทความเต็มได้ที่
หนังสือเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จาก นิตยสาร HELLO! ประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย