โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น

MATICHON ONLINE

อัพเดต 03 ก.ย 2567 เวลา 06.41 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2567 เวลา 06.10 น.

สัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมาวลีที่ว่า “อะไรที่ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น” หรือข้อความทำนองนี้ดูจะมีการพูดถึงกันบ่อย ในทางการเมือง

หลายคนแปลกใจ หลายคนสะใจ หรือหลายคนกำลังพยายามเข้าใจและหาที่ทาง กับจัดการความรู้สึกของตัวเองกันอยู่

สำหรับผมแล้วคิดว่านี่คือจุดทดสอบที่สำคัญของสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมการเมืองไทยว่าเราจะก้าวไปสู่สถานการณ์ใหม่ได้อย่างไร

ท่ามกลางตัวแสดงทั้งเก่าทั้งใหม่ที่มีบทบาทในตอนนี้

สำหรับความเห็นส่วนตัวของผมนั้น ผมเฉยๆ กับสิ่งเหล่านี้มาก แต่ก็เข้าใจว่าหลายคนรู้สึกสับสน ตกใจ หรือแม้กระทั่งมองเป็นโอกาสที่จะทำมาหากินกับเรื่องราวเหล่านี้ได้ต่อไป เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นคงเป็นกระแสไปอีกพักใหญ่ หรืออาจจะไม่มีที่สิ้นสุด

หลายปีก่อนผมเคยใช้คำหนึ่งในการบรรยายให้ต่างชาติเข้าใจการเมืองไทยในช่วงนั้น ว่าเรากำลังเข้าสู่สถานการณ์ที่ “หลุดจากระบบสุริยะจักรวาลไปแล้ว” หรือ uncharted territory ในความหมายว่าสิ่งที่เกิดยังไม่มีใครรู้ เพราะมันหลุดจากพื้นที่ที่เราคุ้นเคย และเคยสำรวจไปแล้ว

เรื่องวันนี้ก็คงจะเป็นแบบเดียวกันนั่นแหละครับ

แต่ถ้าจะพูดให้มันง่ายๆ หน่อย ก็คงจะตกใจว่าการข้ามขั้วย้ายข้างนั้นมันไปไกลกว่าที่คิดกัน วิจารณ์กัน แก้ต่างกัน เมื่อปีที่แล้ว จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “นววิถี” หรือ new normal กันไปแล้ว

คนส่วนใหญ่กลับมองว่า ใช่สิ ใครๆ ก็อยากเป็นรัฐบาลนั่นแหละ

ไม่ได้นำก็ขอให้ได้ร่วม

ขนาดก้าวไกลเดิมก็ยังประกาศตั้งรัฐบาลเลย

ทุกคนชอบอ้างว่า เพราะว่าเป็นฝ่ายค้านมันอดอยากปากแห้ง

เอาให้หล่อก็คือ ไม่สามารถช่วยประชาชนในพื้นที่ได้

ตรงนี้ไม่มีใครปฏิเสธหรอกครับ

แต่สิ่งที่น่าสนใจกลับกลายเป็นว่า ทำไมรอบนี้ความรู้สึกอยากเป็นรัฐบาลมันถึงได้รุนแรงขนาดนี้

เรียกว่าไม่ต้องสนอะไรกันแล้ว ทวงกันตรงๆ

ทวงผ่านป้าย

ทวงผ่านแถลงข่าว

และพร้อมจะสร้างเหตุผลมากมายในการเข้าร่วมและชวนเข้าร่วม

สำหรับผมแน่นอนว่าที่ผ่านมาฝ่ายค้านหลายกลุ่มก็เคยถูกวิจารณ์ว่าอยากเป็นรัฐบาล

แต่ถึงขนาดถล่มกันเองในพรรคขนาดนี้มากกว่าหนึ่งพรรค แล้วไม่สนอะไรเลยขนาดนี้

มันต้องสะท้อนแล้วว่า อะไรทำให้ความรู้สึกว่าต้องเข้าร่วมให้ได้ในตอนนี้มันรุนแรงขนาดนี้

เอาตรงๆ ผมไม่เชื่อว่าทั้งหมดทั้งปวงเกิดจากการกลัวพรรคประชาชนจะชนะการเลือกตั้งถล่มทลายถึงขั้นพวกเขารวมกันแล้วจะแพ้ในอีกสามปีข้างหน้า

พวกเขากลัวอะไรกันขนาดที่จะต้องรีบเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลกันขนาดนี้

ถึงขั้นที่ไม่ต้องอ้างอิงเงื่อนไขรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งเป็นวาทกรรมใหญ่ที่นักการเมืองพยายามสร้างขึ้นมาหลายทศวรรษและยังไม่เคยทรงพลังมาก่อน

ฝากไว้ให้คิดครับ

ในอีกด้านหนึ่ง เราคงจะต้องเข้าใจแหละครับ ว่าการเป็นฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นเรื่องที่แสนจะอุดมคติ

อย่างในอดีตมีคำขำที่มักจะแซวกันว่า การเมืองไทยไม่มีฝ่ายค้าน มีแต่ฝ่ายแค้น กับฝ่ายที่รอร่วมรัฐบาล

สำหรับผมอย่าโทษฝ่ายค้านทั้งหมด เพราะโครงสร้างรัฐของไทยมันไม่เอื้อให้ฝ่ายค้านทำงานได้สักเท่าไหร่

พูดอีกอย่างคือ ระบบประชาธิปไตยที่ไม่ตั้งมั่น และไม่แข็งแรง ไม่เป็นคุณกับฝ่ายค้านเท่าไหร่

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องเห็นใจฝ่ายค้านเช่นกัน

แต่มาเริ่มเรื่องบทบาทของฝ่ายค้านในรัฐสภาของระบอบประชาธิปไตยแบบตั้งมั่นก่อน

อธิบายง่ายๆ ก็คือ ฝ่ายค้านโดยหลักการของประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น ซึ่งประชาธิปไตยคือ กฎกติกาเดียว และการแข่งขันเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรม

ฝ่ายค้านก็จะมีศักดิ์ศรีของตัวเองมาก เพราะเขารอโอกาสที่จะเป็นรัฐบาล โดยที่จะต้องนำเสนอความเป็นไปได้ในทางเลือกของการเป็นรัฐบาล ให้ประชาชนมีความหวังว่าจะเลือกในครั้งหน้า หรือมีไว้เปรียบเทียบ

นอกจากนี้ ยังต้องทำหน้าที่ที่ชัดเจนในรัฐสภา ทั้งตรวจสอบในการอภิปราย และจะต้องเข้าไปอยู่ในคณะกรรมาธิการ

ทั้งหมดคืออุดมคติที่เป็นจริงในหลายประเทศ

แต่ในอีกด้านหนึ่งความเป็นจริงคือ ฝ่ายค้านไม่ได้ทำงานง่ายในประชาธิปไตยที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ

เราจะเห็นว่าฝ่ายค้านที่พยายามมีคุณภาพมักจะโดนจัดการจากระบอบการเมืองบ่อยๆ

แน่นอนว่าระบอบเผด็จการไม่มีที่ยืนให้ฝ่ายค้าน และฝ่ายนักการเมืองทั้งหมด

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงระบอบเผด็จการที่กลายตัว หรือประชาธิปไตยที่เสื่อมคุณภาพคือ ฝ่ายกุมอำนาจนั้นพยายามสร้างความได้เปรียบก็จะพบว่าฝ่ายค้านถูกกระทำมากที่สุด

และโครงสร้างรัฐที่รวมอำนาจ การไม่ได้กุมอำนาจการเมืองมีผลมาก เพราะผลประโยชน์
ระยะสั้นในนามของการจัดการพื้นที่ตัวเองนั้นย่อมจะน้อยกว่าถ้าไม่ได้เป็นฝ่ายรัฐบาล (ถามว่าบางประเทศเรื่องนี้เขาแก้อย่างไร เขาแก้โดยการที่ฝ่ายค้านต้องตั้งเครือข่ายตามประกบและตรวจสอบพื้นที่ ให้คนรู้สึกพึ่งพา และร้องเรียนได้ อย่าโทษแต่โครงสร้าง และคู่แข่ง เพราะการเป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีอำนาจ ก็เป็นโอกาสที่จะเข้าถึงประชาชนโดยการไปปักหลักในพื้นที่ ไม่ใช่แค่ลงพื้นที่ชั่วครั้งชั่วคราว)

แต่โดยภาพรวมแล้ว ฝ่ายค้านมักจะโดนกระทำร่วมกับสื่อในสังคมประชาธิปไตยพร่องคุณภาพ

น่าแปลกที่สิ่งที่เราเผชิญอยู่กลายเป็นว่า ฝ่ายค้านโดนกระทำ แต่สื่อยังเฟื่องฟู

นี่เป็นสิ่งที่แปลกออกไป น่าตั้งคำถาม เพราะเอาจริงกฎหมายที่กดสื่อนั้นยังทำงานได้ดี

นับตั้งแต่การวางรากฐาน พ.ร.บ.คอมฯเอาไว้

ใครว่าสื่อออนไลน์มีเสรีภาพ แต่เอาจริงระบอบแห่งความหวาดกลัวของการเซ็นเซอร์ตัวเองอาจกำลังทำงานอยู่อย่างเข้มข้น

แต่ไม่สมบูรณ์แบบ

สื่อก็คือสื่อ

มีแหลม มีแพลมมาบ้าง แต่ไม่เป็นระบบ

คาดเดาไม่ได้ทั้งหมด

แต่ปลอดภัยไว้ก่อน

เพียงแต่ว่าสื่อวันนี้นั้นหลากหลายมาก และมีบ้างก็แหลมกว่าคนอื่น

เหนือสิ่งอื่นใด ระบอบการเมืองไม่ว่าระบอบใดก็ตาม ก็ยังอ้างประชาชน

การอ้างประชาชนคือหัวใจของการสร้างความชอบธรรม

อย่าเที่ยวไปวิจารณ์แบบม้วนเดียวจบว่ารัฐบาลขาดความชอบธรรม เพราะว่าความชอบธรรมนั้นสร้างได้

และเสื่อมถอยได้

ไม่ใช่สิ่งตายตัว

ตอนนี้ผมคิดว่า ทุกฝ่ายทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้านก็ต้องวิ่งหาประชาชนทั้งนั้น

เป็นธรรมดา เพียงแต่ความได้เปรียบ เสียเปรียบอาจไม่ค่อยเท่ากัน

จากวันนี้ เรายังต้องเผชิญเรื่องราวที่วุ่นวายอีกมาก

พูดให้สนุก ผมกลับคิดว่า ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนนั้นเสี่ยงมาก เพราะอาจจะทำงานหนักกว่าเดิม แต่ก็เจอคดีจ่ออยู่

ส่วนพรรคที่เขาไม่เอาแล้วถูกผลักมาเป็นฝ่ายค้านนั่นแหละ คือการลุ้นว่าจะหงายไพ่แบบไหน

ถ้าไม่เผาผีกันจริงๆ

เพียงแต่พลังประชารัฐส่วนที่มานี้อาจจะมีฐานมวลชนน้อยไปหน่อย แต่ฐานเครือข่ายภายในระบอบเก่ายังคงอยู่

แต่ไม่ต้องพ่วงเรื่องเกมกฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับการออกกฎหมาย แต่เป็นเรื่องพวกคุณสมบัติ และเทคนิคทางกฎหมายอื่นๆ

อย่าลืมว่าในการก้าวสู่ในระบบเศรษฐกิจการเมืองใหม่ของเพื่อไทยในยุค “ครอบครองไม่ใช่ครอบงำ” นี้ การบรรลุถึงวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจในรอบนี้ อาจจะนำไปสู่การต้องเขย่า และปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางกฎหมายหลายประการ

กฎหมายเมืองไทยไม่ได้เปลี่ยนได้ง่ายๆ แค่เรื่องคุณสมบัติการเป็น ครม.รอบใหม่นี้ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่แล้ว

เรื่องเงินดิจิทัลเอง ก็ต้องปรับเปลี่ยน

การมุ่งหมายจะแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจรอบนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย

มีคนร่วมรัฐบาลเพิ่มขึ้น ทวง และงอนที่ยังไม่ได้ร่วมรัฐบาล นั่นคือเกมการเมืองระยะสั้น

ระยะยาวคือการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่มุ่งหวังไว้นั้นย่อมกระทบกับโครงสร้างการเมืองและกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และกระเทือนกับอีกหลายเรื่องร้อยแปดที่ยังคาดไม่ถึงก็อาจเป็นไปได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...