โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Love-Hate Friendship ของฮเยซุก-มีซุก สองแม่แห่ง Love Next Door มิตรภาพเชิงหยุมหัว ระหว่างนักการทูตหญิงหัวก้าวหน้า กับออมม่าสุดคอนเซอร์เวทีฟ

Mirror Thailand

อัพเดต 07 ต.ค. 2567 เวลา 04.27 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2567 เวลา 04.27 น.
ภาพไฮไลต์

ใครที่ได้ดูซีรีส์ Love Next Door ตั้งแต่ต้น จะเห็นได้ว่าแม่พระเอกกับแม่นางเอกคือเพื่อนรักที่มีแววแอบหยิกแอบหยุมกันมาตั้งแต่ต้นเรื่อง พวกเธอเป็นเพื่อนสนิทกันมายาวนานกว่า 40 ปี ทั้งที่คาแรกเตอร์ต่างกันราวไฟกับน้ำแข็ง และภายใต้มิตรภาพอันยาวนานก็มีความรู้สึกตะขิดตะขวงเล็กๆ ที่เติบโตขึ้นมาระหว่างทาง ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญในโรแมนติก-คอมเมดี้เรื่องนี้ ที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่าพูดคุย

‘ซอฮเยซุก’ (แม่พระเอก) ทั้งสวยทั้งเรียนเก่งตั้งแต่เด็ก และไม่ค่อยแสดงอารมณ์มากนักจนมีฉายาว่าเจ้าหญิงน้ำแข็ง ทางด้าน ‘นามีซุก’ (แม่นางเอก) คือสาวอารมณ์ร้อนประจำกลุ่ม แต่พลังไฟในตัวเธอหลายครั้งก็เป็นความอบอุ่นที่ส่งไปถึงคนรอบข้างได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องราวของทั้งฮเยซุกที่เติบโตขึ้นเป็นนักการทูตที่ต้องไปทำงานไกลบ้าน กับมีซุกเลือกเป็นแม่บ้านและอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัวตลอดเวลา ชวนให้เราได้นึกถึงทางเลือกที่แตกต่างในชีวิตผู้หญิง รวมถึงมิตรภาพของผู้หญิงแบบที่น่าสนใจเอามากๆ เพราะนี่คือภาพจำลองของการต้องอยู่ร่วมกันของผู้หญิงเกาหลีร่วมเจเนอเรชั่นที่คนหนึ่งหลุดออกจากวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยมไปแล้ว ส่วนอีกคนยังติดอยู่กับกรอบความคิดแบบเก่า คนหนึ่งเลือกชีวิตตัวเองก่อนแล้วค่อยกลับมาหาครอบครัว ส่วนอีกคนหนึ่งทุ่มเททั้งชีวิตให้ครอบครัวจนแทบไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วตัวเธอมีความฝันแบบไหน และอารมณ์ด้านลบอย่างความรู้สึก ‘เปรียบเทียบกันเอง’ หรือกระทั่ง ‘อิจฉา’ ก็เลยเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งเมื่อบวกกับทัศนคติในการมองโลกที่ต่างกัน ก็ยิ่งชวนให้เกิดคำถามว่ามิตรภาพของสองคนนี้จะแข็งแรงแค่ไหนหรือมีวันที่ต้องพังทลายลงหรือเปล่า

นอกจากเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันตั้งแต่สมัยเรียน บ้านของฮเยซุกกับมีซุกยังอยู่ติดกัน (ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า Love Next Door เมื่อลูกของทั้งคู่จะต้องลงเอยกันในที่สุด) ระหว่างที่ฮเยซุกต้องไปประจำการต่างประเทศเป็นเวลาหลายปี เธอได้จ้างให้มีซุกช่วยเลี้ยง ‘ชเวซึงฮโย’ ลูกชายของเธอ ซึ่งมีซุกก็ทำหน้าที่นั้นได้เป็นอย่างดี ทั้งเลี้ยงดูและให้ความอบอุ่นกับซึงฮโยจนเหมือนเขาเป็นลูกชายของเธออีกคน และทำให้ทั้งพระเอกของเรื่องได้เติบโตมากับ ‘แบซอกรยู’ ผู้เป็นนางเอกจนสนิทกันมาตั้งแต่เด็ก

ระหว่างทาง ซีรีส์ค่อยๆ ฉายให้เห็นว่าลึกๆ แล้ว มีซุกรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าฮเยซุกเสมอ เพราะเธอไม่ได้เรียนเก่ง ไม่สามารถพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ไม่ได้เป็นนักการทูตที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ไม่เพียงเท่านั้นมีซุกยังรู้สึกว่าเพื่อนสาวมักจะคอย ‘ขิง’ เธอ ทุกครั้งที่ฮเยซุกใช้ตรรกะเหตุผลซึ่งแย้งกับมีซุกที่ใช้ความรู้สึกนำ หรือการที่ฮเยซุกมักจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกกว้างมากกว่าเธอที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับบ้านและละแวกบ้าน หรือกระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการที่ฮเยซุกช่วยแก้ออกเสียงภาษาต่างประเทศของเธอ ล้วนแต่เป็นการย้ำปมที่อยู่ลึกๆ ในใจเธอเสมอ และเราก็ได้เห็นสองคนนี้มักเหน็บกันบ่อยๆ แถมยังเอาลูกมาคอยอวดกันเสมอ เพราะลูกของทั้งคู่นั้นล้วนแต่ประสบความสำเร็จ ชเวซึงฮโยเป็นสถาปนิกมือรางวัลระดับประเทศ ขณะที่แบซอกรยูก็ได้ไปเรียนต่อที่อเมริกาและได้เข้าทำงานที่เกรป บริษัทไอทีระดับโลก ซึ่งก็เทียบได้กับแอปเปิลนั่นเอง

ความรู้สึกต่ำต้อยของมีซุกยังส่งต่อมาถึงคนในครอบครัว เราจึงเห็นเธอทั้งดุด่าและกดดันลูกสาวที่ลาออกจากงานที่อเมริกา และยกเลิกงานแต่งงานกะทันหัน จนเข้าขั้นท็อกซิก นั่นเพราะเธออยากเห็นลูกสาวได้ใช้ชีวิตอย่างประสบความสำเร็จในแบบที่เธอไม่ได้ใช้ และแม้การแสดงออกของเธอจะมาจากความรักและความหวังดี แต่ถ้าว่ากันจริงๆ หากสิ่งนี้เกิดขึ้นในชีวิตจริงอาจไม่ได้จบลงอย่างสวยงามแบบในซีรีส์ เธอยังกดดันสามีที่ไม่ได้มีหน้าที่การงานมั่นคงเท่าสามีของฮเยซุก ทั้งที่เขาเองก็ละทิ้งความฝันในการเป็นศิลปินเพื่อมาเปิดร้านอาหารเลี้ยงครอบครัวเช่นกัน แต่แม้จะพยายามทุ่มเทแค่ไหน ฐานะทางบ้านของพวกเขาก็ไม่ได้ดีเท่าบ้านของฮเยซุกที่สามีหมอส่วนเธอเป็นนักการทูต และแม้จะพยายามใช้ชีวิตให้ดีแค่ไหน แต่ไฟที่สุมอยู่ในอกลึกๆ ก็คือตัวเปรียบเทียบที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเธออย่างฮเยซุก เพื่อนรักที่บ้านอยู่ติดกันนั่นเอง

และวันหนึ่ง จากแรงความรู้สึกเล็กๆ ที่เก็บกดเอาไว้ข้างในก็ได้ระเบิดออกมา เมื่อฮเยซุกเสนอจะออกเงินให้เธอได้ไปเที่ยวต่างประเทศกับกลุ่มเพื่อน จนมีซุกรู้สึกว่าฮเยซุกกำลังดูถูกเธอที่ไม่ได้มีเงินมากเท่า มีซุกระเบิดทุกอย่างในใจออกมาซึ่งเต็มไปด้วยอคติ จนทำให้ฝั่งฮเยซุกเองก็รู้สึกว่าถ้ามีซุกรู้สึกเกลียดเธอขนาดนี้ แปลว่ามิตรภาพที่ผ่านมานั้นเฟคทั้งหมดหรือเปล่า? แม้ที่ผ่านมาทั้งสองต่างก็เป็นห่วงกันและอยู่เคียงข้างกันในช่วงเวลาต่างๆ ของชีวิต แต่ความรู้สึกตะขิดตะขวงที่ปะทุขึ้นเสียแล้วก็ใหญ่พอจนถึงขั้นทำให้ทั้งสองคิดจะเลิกคบและตัดขาดกันไปเลย แม้เพื่อนในกลุ่มจะหาโอกาสให้ได้เคลียร์กันและฮเยซุกเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอโทษก่อน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไร

และเมื่อถึงจุดที่ทั้งคู่ดูจะแตกหักและไม่มีวันกลับมาคบกันได้อีก ทางลงของซีรีส์กลับเรียบง่ายกว่าที่คิด เมื่อมีซุกผู้ใจร้อนบังเอิญมีเรื่องตบตีกับแกงค์อริเก่าสมัยมัธยม ฮเยซุกที่ผ่านมาเจอจึงเข้าไปช่วยตะลุมบอน ทั้งคู่จึงได้นึกถึงเรื่องในอดีตที่ฮเยซุกเคยเข้าไปช่วยมีซุกที่กำลังถูกไถเงิน แถมมีซุกยังเป็นคนชวนเธอเข้ากลุ่ม ในที่สุดทั้งคู่จึงได้กลับมาปรับความเข้าใจกันอีกรอบ และคลายปมในใจระลอกสุดท้ายจนหมดเปลือก

ขณะที่มีซุกชื่นชมหน้าที่การงานที่ไปได้ไกลของฮเยซุกพร้อมๆ กับที่รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า ซึ่งการรับค่าจ้างในการเลี้ยงดูซึงฮโยยิ่งทำให้เธอรู้สึกต้อยต่ำ เหมือนเป็นเพียงลูกจ้าง ไม่ใช่เพื่อนที่เท่าเทียมกัน ทางด้านฮเยซุก เธอกลับมองว่างานของมีซุกนั้นเป็น “งานที่มีความหมายมาก” และควรได้รับค่าจ้าง เธอเองชื่นชมความสามารถในการทำอาหารของมีซุกเป็นที่สุด นั่นหมายถึงต่างฝ่ายต่างก็ชื่นชมในความเก่งกาจของอีกฝ่าย โดยที่ไม่เคยได้สื่อสารออกมาเท่านั้น ไม่เพียงเท่านั้น ใช่ว่าฮเยซุกจะไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายด้อยกว่า เมื่อลูกชายของเธอสนิทสนมและเป็นกันเองกับมีซุกมากกว่าเธอ จนบางครั้งเธอเองก็น้อยใจและรู้สึกอิจฉามีซุกเช่นกัน

ฮเยซุกที่ดูเพอร์เฟกเสมอ อันที่จริงเธอก็ไม่ได้มีชีวิตที่ราบรื่นเริ่ดเชิ่ดตลอดเวลา การเลือกหน้าที่การงานเป็นหลักทำให้เธอมีสิ่งที่ต้องแลกเช่นกัน มันทำให้เธอต้องห่างเหินกันสามีจนเกือบต้องหย่าร้าง ในช่วงกลางของเรื่อง ซีรีส์ก็ได้ฉายให้เห็นว่าครั้งหนึ่งฮเยซุกเคยทะเลาะกับสามีเรื่องที่ต้องไปทำงานต่างประเทศแล้วพูดออกมาว่า “ฉันไม่น่ามีซึงฮโยเลย” แต่ลูกชายเมื่อวัย 7 ขวบดันเข้ามาได้ยิน จนกลายเป็นแผลฝังใจกันไปทั้งครอบครัว ที่สุดแล้วหลักใหญ่ใจความของ Love Next Door จึงเป็นเรื่องของการ ‘บาลานซ์’ ทั้งความฝัน หน้าที่การงาน ตัวตน ความรัก และครอบครัว ซึ่งบริบทของรุ่นพ่อแม่กับรุ่นลูกนั้นก็มีเงื่อนไขในตัวเองที่ต่างกันออกไป

และสำหรับคู่เพื่อนรักเพื่อนร้าย เราจึงได้เห็นการกลับมาคืนดีกันได้ในที่สุด เพราะอย่างไรเสียทั้งคู่ก็เลือกจะอยู่ทีมเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้นมากๆ ระหว่างผู้หญิง โดยเฉพาะในทุกวันนี้ ที่เราเต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายทางความคิดและปัจจัยเงื่อนไขในชีวิต การเปรียบเทียบกันเองและแอบเกลียดกันเองนั้นอาจเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่หากเราลองทำความเข้าใจจุดยืนและทัศนคติของอีกฝ่าย เคารพในทางเลือกของกันและกัน โดยไม่ไปตัดสินว่าใครถูกใครผิดหรือใครดีกว่า หรือกระทั่งบีบบังคับให้อีกฝ่ายต้องคิดหรือเลือกทางชีวิตเหมือนๆ กันกับเรา เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอให้เราอยู่ทีมเดียวกันได้ยาวๆ แล้วล่ะ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...