โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

สืบสันดาน – ไพร่กลายพันธุ์

The101.world

อัพเดต 04 ก.ย 2567 เวลา 20.43 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2567 เวลา 13.43 น. • The 101 World

ในคืนแรกหลังเจ้าสัวประกาศจดทะเบียนสมรสกับ ไข่มุก (นริลญา กุลมงคลเพชร) คนรับใช้สาวของบ้านเทวาสถิตย์ไพศาล เจ้าสัว (ธีรพงศ์ เหลียวรักวงศ์) ก็เสียชีวิตลงกะทันหันด้วยอุบัติเหตุร่วงตกลงมาจากระเบียงบ้าน เขามีลูกชายสองคนคือ ภูพัฒน์ (ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ) พี่ชายคนโตเป็นผู้บริหารธุรกิจเพชรของผู้พ่อ เขาแต่งงานกับ พัดชา (นุสบา ปุณณกันต์) ทั้งคู่มีลูกสาวหนึ่งคนชื่อ คีตา (นฤภรกมล ฉายแสง) เปิดสตูดิโอเสื้อผ้าทั้งๆ ที่ไม่ได้ออกแบบเอง ส่วนลูกชายคนเล็กของเจ้าสัวอย่าง มาวิน (ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล) ก็เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทของพ่อเช่นกันกับภูพัฒน์ ทว่า อยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่าพี่ชาย มาวินแต่งงานกับ อารยา (คลาวเดีย จักรพันธุ์) ภรรยาอดีตนักแสดงละครช่อง ทั้งคู่มีลูกชายชื่อ ชัตเตอร์ (ฐิตินันต์ รัตนฐิตินันต์) ที่เคยก่อเรื่องจนถูกส่งไปเมืองนอก และต้องกลับมาร่มงานศพคุณปู่ ในครอบครัว ภูพัฒน์ติดยาบางอย่างที่ช่วยให้ผ่อนคลาย ส่วนมาวินก็ใช้สาวรับใช้ในบ้านเป็นเครื่องบำบัดความใคร่ ชีวิตของสองพี่น้องวนเวียนอยู่กับการเอาใจพ่อและเฝ้าหวังว่าจะเป็นคนได้รับช่วงกิจการ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดทั้งมวลมันคือเกมของการแย่งชิงมรดกของเจ้าสัวในครอบครัวที่ไม่มีใครรักกัน

ไข่มุกโดนเตะกระเด็นออกมาก่อนใคร แต่เธอตัดสินใจที่จะอยู่บ้านนี้ต่อ แม้ต้องกลับไปอยู่ในฐานะคนรับใช้ก็ยอม ท่ามกลางความวิปริตในบ้าน ทั้งการชิงไหวชิงพริบของพี่น้องและการเหยียบย่ำทำร้ายบรรดาคนรับใช้ราวกับไม่ใช่คน ไข่มุกยอมทุกอย่างเพื่อเป้าหมายเพียงอย่างเดียว คือสืบหาว่าใครฆ่าเจ้าสัว และที่เหลือคือศึกแย่งชิงสมบัติของสองพี่น้องที่เมื่อพ่อตาย มาวินงัดทุกเล่ห์เหลี่ยมมาเขี่ยให้ภูพัฒน์กระเด็นออกจากตำแหน่ง ขณะที่ลูกๆ ของพวกเขาก็เลยเถิดตามประสาเด็กที่ถูกสปอยล์จนก่อเรื่องจนได้ และเมื่อไข่มุกมาขอความร่วมมือกับภูพัฒน์ในการตามหาว่าใครฆ่าเจ้าสัว ภูพัฒน์ก็คิดว่านี่คือหนทางเดียวในการเอาคืนน้องชายเจ้าเล่ห์ เดาไม่ยากว่าหนังที่เหลือคือ การฉายภาพความเหลวแลกของคนร่ำรวยอย่างไม่ยั้งมือ ทั้งต่อกันและกันและต่อคนที่ชนชั้นต่ำกว่า

นี่คือความก้ำกึ่งครึ่งกลางของการเป็นละครหลังข่าว หรือให้เจาะจงไปกว่านั้นคือ ‘ละครกันตนา’ แบบที่นิยมขับเน้นความหรูปลอมๆ และความลึกลับมืดดำในบ้าน ละครแฟนตาซีสยองขวัญ เจือบรรยากาศโกธิค -ลองนึกถึง ‘สุสานคนเป็น’ (2022), ‘ห้องหุ่น’(1989), ‘สีวิกา’ (1993) หรือแม้แต่ ‘มิติมืด’ (1987-1990- กับความพยายามขยับทางโปรดักชันทั้งในแง่ของการถ่ายทำ การใช้มุมกล้อง การตัดต่อ ที่ละเอียดลออมากขึ้น และเป็นภาพยนตร์มากขึ้น

ท่ามกลางรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปทั้งในแง่ของโปรดักชัน วิธีการถ่ายทำ และการแสดง หากแกนกลางของมันยังคงยึดมั่นอยู่ในขนบแบบละครไทย แบบที่เรียกกันอย่างขำๆ ว่า ‘สมมติความตามท้องเรื่อง’ มากกว่าจะพยายามทำให้สมจริง ขนบละครที่ทุกอย่างถูกทำให้ ‘ชัด’ และ ‘ล้นเกิน’ ขับเน้นแอคชั่น ทั้งการกลั่นแกล้ง การหักหลัง การเสียดสีตบตีด่าทออยู่เล็กน้อยเพื่อเป้าประสงค์ทางอารมณ์ของผู้ชมที่ได้รับการขยิบตาตั้งแต่ก่อนละครจะเริ่มว่า ‘สมมติว่ากาลครั้งหนึ่งมีบ้านเศรษฐี’ ผู้ชมบางส่วนก็ต่อต้านกระบวนสมมตินี้ โดยการชี้ให้เห็นว่า ‘ปีศาจอยู่ในรายละเอียด’ ความรวยที่แท้จริงไม่ได้มีหน้าตาอย่างที่ถูกนำเสนอ ทุกอย่างเป็นเพียงความละเลยของละครน้ำเน่า ความไม่สมจริงของรายละเอียดและการดำเนินไปของบทแบบขึ้นสุดลงสุดนั้นส่งผลต่อความถอยห่างจากเรื่องจนเชื่อไม่ลง หากสำหรับผู้ชมอีกจำนวนมาก นี่เป็นภาพแทนระดับผิวเปลือกในโครงเรื่องที่คาดเดาได้ แต่เพราะคาดเดาได้จึงปลอดภัยที่จะช่วงใช้เป็นความบันเทิงระหว่างกิจกรรมประจำวัน การที่โครงสร้างของเรื่องก็ยังคงความเป็นละครหลังข่าว ขณะที่ตัวละครก็พยายามต่อต้านขนบของการเป็นละครแบบเดิมทำให้สืบสันดานเป็นสภาวะตีสองหน้าที่น่าสนใจ เพราะในขณะยังคงเป็นอย่างที่ละครไทยควรจะเป็นและเป็นได้มากกว่านั้นนิดหน่อย มันก็กลับฉุดลากเรื่องไปสู่จุดที่น่าสนใจ พลิกตัวเองจากการเป็นองค์ประกอบของละครสืบสวนซ่อนเงื่อน ใครฆ่าเจ้าสัวกับละครเมโลดราม่าให้ไปสู่ละครที่มีนัยยะทางชนชั้นที่ชัดเจน ด้วยขนบของเรื่องเล่าแบบทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และการจ้องมองเพื่อจะบริภาษคนชั่ว และรอคอยอย่างเลือดเย็นที่จะได้สาแก่ใจในความล้มเหลวของมัน ทางออกและความพาฝันทางอารมณ์ไม่กี่ทางที่เหลืออยู่ของผู้ถูกกดขี่ ซึ่งทำหน้าที่ทั้งปลอบประโลม และกดขี่ซ้ำซ้อนด้วยการทำให้เชื่อว่าเราจะข้ามชนชั้นไปได้ถ้าเราเป็นคนดี เป็นคนอดทน เป็นคนมีเมตตา

หนึ่งใน ‘เรื่องเล่าหลัก’ ของละคร/ วรรณกรรมกระแสหลักของไทยคือประเด็นว่าด้วยความหมกมุ่นทางสายเลือด กลุ่มอาการเลือดข้นกว่าน้ำ ปานแดงรูปหัวใจไหล่ข้างขวา ลูกผู้ดีเกิดที่ไหนก็เป็นลูกผู้ดี ลูกไพร่ อยู่กับผู้ดีก็ไม่มีวันลืมสันดานไพร่ สายเลือดในเรื่องเล่าอยู่เหนือเหตุผลและความพยายาม บรรดานางเอกลูกผู้ลากมากดีตกยาก มักได้รับการพิสูจน์ตัวเองว่าคู่ควรกับคนชนชั้นสูงไม่ใช่เพราะคุณงามความดี แต่จุดชี้เป็นตายคือการพิสูจน์เพดดีกรีว่าเธอคือลูกใครเหล่าเต้า ‘สืบสันดาน’ จึงเป็นซีรีส์ละครที่แสนจะแสบสันต์ท้าทาย ด้วยการตั้งชื่อกันตรงๆ ไปเลยว่านี่คือละครที่ว่าด้วยการสืบสายเลือดหลังมรณกรรมของผู้พ่อ ชื่อเรื่องบ่งชัดถึงแนวคิดของการหมกมุ่นในสายเลือด แต่ตัวชิ้นงานเองกลับท้าทายด้วยการทำให้เห็นว่าความหมกมุ่นในสายเลือดนี้เองคือแกนกลางของปัญหา การให้ตัวละครเอกไม่มีสันดานให้สืบ ไม่มีสายเลือดผู้ดีในคราบไพร่ กลายเป็นการชี้บ่งหลักใหญ่ใจความของความกินใจ สะใจ สาแก่ใจของผู้ชมที่มีต่อเรื่องเล่าแนวนี้มาตลอดว่า มันไม่ใช่แค่เรื่องพาฝัน แต่มันคือแฟนตาซีของการต่อสู้ทางชนชั้นที่ตลอดมา ถูกกดทับ ลดทอน ด้วยการทำให้เป็นปัญหาเชิงสายเลือด มากกว่าจะเป็นเรื่องชนชั้นจริงๆ แฟนตาซีที่ถูกห่อหุ้ม สวมใส่เสื้อผ้าของการเลื่อนชั้นด้วยการเป็นเลือดผู้ดีตกยาก พจมานมีสิทธิ์ในบ้านทรายทอง ดาวพระศุกร์ก็ลูกผู้ดีมีสกุล และสะใภ้ของจุฑาเทพก็ล้วนแต่ผู้ลากมากดีทั้งสิ้น ‘สืบสันดาน’ ทำให้โครงสร้างเรื่องเล่าถูกปอกเปลือกออก โดยยังคงแฟนตาซีถึงการจินตนาการถึงคนรวย และแฟนตาซีถึงชัยชนะของชนชั้นล่างเอาไว้

การที่หนังเลือกให้ในตอนจบนั้นพบว่าไข่มุกไม่ใช่ผู้ดีตกยากมาจากที่ไหน แต่เป็นเพียงไพร่คนหนึ่งเท่านั้น ทำให้ตัวละครพาเราไปพ้นจากการเป็น ‘เหล้าเก่าในขวดใหม่’ เพราะสุดท้ายหนังเดินทางไปสู่การเป็นภาพของความแค้นและการล้างแค้นของคนชนชั้นล่างที่เป็นได้เพียงข้ารองมือรองตีนมาตลอด หนังให้น้ำหนักตัวละครคนรับใช้อย่าง แก้ว (ณัฐนันท์ ขุนเพชร) ที่เป็นทาสกามของมาวินกับคนรักของเธอที่ถึงกับต้องชดใช้ให้เจ้านายด้วยชีวิต ตัวละครอย่าง บี (ลัทธ์กมล ปิ่นโรจน์กีรติ) เพื่อนสนิทของไข่มุกที่เป็นเจ้าของไอเดียงานทั้งหมดของคีตา กับ โจ๊ก (กิตติศักดิ์ ปฐมบูรณา) คนรักของเธอที่รู้เห็นทุกอย่างแต่ทำอะไรไม่ได้ กลายเป็นภาพฉายชีวิตคนชั้นล่างที่ปากกัดตีนถีบ ถูกทำให้เชื่องทั้งจากเศษเงินที่ได้รับและอิทธิพลเครือข่ายที่กว้างขวางพอจะชี้เป็นชี้ตายพวกเขาได้ ตัวละครเหล่านี้แทบจะไร้เสียงและไร้ศักยภาพในการต่อสู้ เพราะยิ่งต่อสู้ยิ่งลงเอยอย่างลำบากแร้นแค้นมากขึ้น ในระดับหายตัวไปหรือลดรูปลงไปนอนในกรงเยี่ยงสุนัข จนมาถึงตอนสุดท้ายของหนังที่ดูเหมือนเป็นตอนที่ทำให้ผู้ชมเสียงแตกจะเป็นทั้งตอนที่ค่อนข้างน่าเบื่อ (เพราะตัวละครหลักๆ ได้รับผลกรรมไปเกือบครบแล้ว) แต่ก็เป็นตอนที่น่าสนใจมากๆ เพราะถึงที่สุด เราได้รับคำเฉลยว่าตัวละครไข่มุกที่รับบทเป็น นางเอกแสนดีมาตลอดที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ปมนางเอกแสนดีก็เป็นอีกหนึ่งปมสามัญของละครไทยที่มีแกนของพุทธฝังรากอยู่ ความเชื่อในการทำดีได้ดี การใช้ความดีชนะความชั่วและการให้อภัยคนที่เคยทำร้ายเรา ทำให้นางเอกละครไทยบริสุทธิ์ผุดผ่องเยี่ยงแม่พระ และ ‘คู่ควร’ กับตอนจบแสนสุข ในทางตรงกันข้ามสำหรับกรณีนางเอกอย่าง เรยา จากละคร ‘ดอกส้มสีทอง’ (2011), ลำยอง ใน ‘ทองเนื้อเก้า’ (2013), นิ จาก ‘ใบไม้ที่ปลิดปลิว’ (2019), อีพริ้ง แห่ง ‘คนเริงเมือง’ (1978) และอีกมากมายประดามี ที่มาเพื่อล้างแค้น หรือเกิดเป็นผู้หญิงนอกกรอบผู้หญิงดี พวกมากรักหลายผัว ทะเยอทะยานไม่จบสิ้น ทำตามอำเภอใจ ไม่รู้จักให้อภัยคน (โดยเฉพาะกับคนที่มีศักดิ์สูงกว่า) ล้วนต้องลงเอยอย่างขื่นขม เป็นบ้า บวชชี ถูกข่มขืน ถูกยิงตาย ไม่มีพื้นที่ทางความยุติธรรมให้กับคนที่ทำตัวนอกขนบของความเป็น ‘คนดี’ จะถูกกระทำมาขนาดไหนถ้าไม่ก้มหน้ารัยชะตากรรม รอฟ้าดินเห็นใจ หรือท่านชายเห็นค่า ก็จะเป็นแค่เพียงอสูรกายที่ต้องถูกกำจัด เพราะเหนือกว่าความยุติธรรม คือความ ‘คู่ควร’ กับความยุติธรรมนั้น แม้ว่าความคู่ควรนั้นจะไม่ยุติธรรมเลยสักนิด ไม่ได้ต่างอะไรกับ เมอโซ ในวรรณกรรม ‘คนนอก’ของ อัลแบร์ กามูส์ (Albert Camus -นักเขียนชาวฝรั่งเศส) ที่ถูกประหารชีวิต ไม่ใช่ด้วยเหตุว่าเพราะเขายิงคนอาหรับ แต่เพราะไม่ร้องให้ในงานศพแม่

แน่นอนว่าไข่มุกเป็นภาพของนางเอกอย่างแรกมาตลอดจนในตอนสุดท้ายที่เรื่องราวเปิดเผยออกมาว่าความจริงแล้วเจ้าสัวตายได้อย่างไร และเธอมาทำอะไรที่บ้านนี้กันแน่ และการที่หนังไม่ลงโทษเธอเพื่อตอบสนองศีลธรรมอย่างง่ายของผู้ชมทำให้ตอนจบของหนังสร้างความกระอักกระอ่วนขึ้นมา เพราะหนังเผชิญหน้ากับผู้ชมในฐานะเรื่องเล่าชัยชนะของผู้ถูกกดขี่ ที่เอาคืนผู้กดขี่อย่าสาแก่ใจที่สุด ฉากที่ทุกคนยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป กลายเป็นฉากภาพฉายของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และสื่อ/ อินเตอร์เน็ตในฐานะอาวุธของผู้อ่อนแอ ในที่สุดพวกมันจะต้องล่มสลาย แต่นั่นเป็นเพราะเราต่อสู้ หรือเพราะมันกัดกินตนเองโดยมีเพียงเราเป็นผู้เฝ้ามองอย่างทำอะไรไม่ได้กันแน่

อย่างไรก็ตามเมื่อตีความหนังในกรอบนี้ เราก็อาจบอกได้ว่า โมเดลการแทนค่าสงครามชนชั้นผ่านเจ้านายคนใช้อาจจะเป็นโมเดลที่ไม่ดีนัก และนั่นอาจจะเป็นช่องโหว่ของหนังที่ทำให้เราสงสัยตลอดเวลาว่าเหตุใดคนรับใช้จึงต้องทนราวกับไร้ทางเลือก และในที่สุดฉากการเฉลิมฉลองในตอนท้าย ก็ชวนให้ขมวดคิ้วเมื่อมองผ่านไอเดียของความเป็นเจ้าของในโลกทุนนิยม เพราะหนังกำหนดวงแคบแค่ในคฤหาสน์ การล้มล้างเจ้าของบ้านไม่ใช่การล้มล้างระบบ และชัยชนะจะเกิดขึ้นไม่ได้หากระบบยังคงดำเนินต่อไป มันจึงมีความกระอักกระอ่วนในหลายระดับเมื่อหนังจบลงด้วยการกินเลี้ยงของผู้ถูกกดขี่บนโต๊ะของเจ้านาย ทั้งในแง่ที่กล่าวไปแล้ว และในแง่ที่ว่า เราอาจมองฉากจบในฐานะภาพแทนเชิงเสียดสีที่รุนแรงพอกันได้ว่า เมื่อคนชั้นล่างมีอำนาจ พวกเขาก็ไม่ได้ต่างจากชนชั้นนำ พวกเขาอาจไม่กดขี่คนอื่น แต่นั่นสงวนไว้สำหรับช่วงเวลาฮันนีมูนอันแสนหวานเท่านั้น เพราะพวกเขาก็สุรุ่ยสุร่ายได้ไม่แพ้เจ้านายตน – อย่างไรก็ตามการมองเช่นนี้ ก็ยังอาจจะไปไม่พ้นกรอบคิดทำนองที่ว่าเพราะไพร่เหล่านี้มันตีตนเสมอนาย มันไม่ ‘คู่ควร’ กับสิ่งที่ได้รับ เยี่ยงไก่ได้พลอย

ถึงที่สุดเราอาจจะบอกได้ว่าสืบสันดานอาจจะยังไปไม่ถึงการเป็นละครของการต่อต้าน ตัวหนังเป็นเพียงความบันเทิงแฟนตาซีชนิดหนึ่งที่พยายามจะท้าทายอยู่ในกรอบของขนบดั้งเดิม เป็นการกลายพันธุ์ตั้งต้นที่ยังไม่สมบูรณ์ดีแต่ก็น่าสนใจ ไม่ว่าความฮิตสุดๆ ของมันจะเชื่อมโยงกับไอเดียทางการเมืองมากน้อยแค่ไหนก็ตาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...