โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Gaslighting ล่อลวง ชักจูง และควบคุม: ความหมาย สัญญาณ ผลกระทบ และการรับมือ

BT Beartai

อัพเดต 07 ธ.ค. 2566 เวลา 11.31 น. • เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2566 เวลา 04.46 น.
Gaslighting ล่อลวง ชักจูง และควบคุม: ความหมาย สัญญาณ ผลกระทบ และการรับมือ

https://assets.beartai.com/uploads/speaker/post-1338632.mp3?cb=1701948790.mp3

Gaslighting เป็นคำศัพท์ทางจิตวิทยาที่ใช้เรียกพฤติกรรมที่เป็นพิษรูปแบบหนึ่ง อย่างการปั่นหัวให้คนเกิดความกังขา หรือสงสัยในความสามารถ และการรับรู้ของตัวเองเพื่อหลอกให้รู้สึกผิด ทำลายความสามารถในการตัดสินใจ ล่อลวง และควบคุมให้ใครสักคนทำสิ่งที่ตนเองต้องการ ทั้งด้านความคิด และพฤติกรรม ด้วยคำพูด ไปจนถึงการสร้างสถานการณ์ชวนสับสน

คนที่มีพฤติกรรม Gaslighting อาจเรียกได้ว่าเป็นคนท็อกซิก เฮงซวย และอันตราย เพราะสามารถทำให้เกิดความปั่นป่วนในทุกระดับความสัมพันธ์ และระดับสังคม อย่างพ่อแม่กับลูก หัวหน้ากับลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน เพื่อนสนิท และคู่รัก โดยคนที่มีพฤติกรรม Gaslighting หรือที่เรียกกันว่า Gaslighter ซ่อนตัวอยู่ในทุกสังคม

ทำไมต้อง Gaslighting?

ที่มาของคำว่า Gaslighting มาจากละครเวทีจากประเทศอังกฤษ ในปี 1938 ที่มีชื่อว่า Gaslight เรื่องราวของคู่สามี-ภรรยาคู่หนึ่งที่ฝ่ายสามีคอยบงการ เกลี้ยกล่อม และบอกภรรยาของตัวเองว่าเธอเสียสติ เพื่อฮุบสมบัติของเธอ

ตัวสามีใช้คำพูดเพื่อเกลี้ยกล่อมภรรยาในเชิงจิตวิทยา สร้างสถานการณ์ด้วยการเคาะกำแพง ย้ายที่ข้าวของเพื่อให้ตัวภรรยาเชื่อว่าเธอบ้าจริง ๆ และหนึ่งในอาวุธที่เหมือนจะธรรมดา แต่ร้ายกาจที่สุดที่สามีทำ คือ การหรี่ไฟจากตะเกียงแก๊ส และติด ๆ ดับ ๆ เมื่อภรรยาทักว่าไฟดับ หรือแสงสว่างเปลี่ยนไป สามีกลับบอกว่าเธอคิดไปเอง เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ภรรยาจึงเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการรับรู้ของตัวเอง และเริ่มเข้าใจว่าตัวเองนั้นจิตไม่ปกติ ต่อมาละครเวทีเรื่องนี้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นภาพยนตร์ฟิล์ม

หลังจากนั้นก็เริ่มมีใช้คำว่า Gaslighting เพื่ออธิบายพฤติกรรมการล่อลวง และชักนำด้วยวิธีทางจิตวิทยาเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง

Gaslight (1944)
Gaslight (1944)

กลไกของ Gaslighting

มาถึงตรงนี้หลายคนคงพอเข้าใจคอนเซ็ปต์ของ Gaslighting บ้างแล้ว ซึ่งกลไกหลักของ Gaslighting คือการค่อย ๆ ทำลายความเชื่อใจของคนคนนั้นที่มีต่อตัวเองด้วยวิธีต่าง ๆ เพราะเมื่อมนุษย์ขาดความเชื่อมั่น หรือเชื่อใจตัวเอง มนุษย์จะหันไปพึ่งพาคนที่คิดว่าเชื่อใจได้เพื่อให้ช่วยตัดสินใจแทน

อย่างในเคสของละครเวที Gaslight ภรรยานั้นไม่สามารถตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเองสติไม่ดี เลยต้องหันไปพึ่งสามี และตกอยู่ใต้อำนาจของสามีแบบไม่รู้ตัว

เช็กสัญญาณการถูก Gaslighting

Gaslighter จะพยายามทำลายความสามารถในการพึ่งพาตัวเองของคุณ ซึ่งหากคุณเริ่มตั้งคำถาม หรือเกิดความรู้สึกต่อไปนี้อาจเป็นไปได้ว่าคุณกำลังโดน Gaslighting อยู่

  • คุณขาดความเชื่อมั่น และขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับรู้ หรือความจำ
  • คุณไม่กล้าที่จะตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ ขาดความเด็ดขาด ไม่กล้าใช้ชีวิต ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น แม้แต่ในเรื่องง่าย ๆ
  • คุณต้องพึ่งพาคนใกล้ตัว ซึ่งมักจะเป็นคนเดิม ๆ อยู่ตลอด และคนนั้นอาจเป็น Gaslighter
  • คุณรู้สึกความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากตัวคุณเอง และรู้สึกว่าตัวเองต้องพูดขอโทษคนอื่นอยู่บ่อย ๆ
  • คุณรู้สึกกังวลว่าจะผิดพลาด หรือทำสิ่งที่ไม่ถูกใจใครอยู่เสมอ
  • คุณรู้สึกอ่อนแอ และเปราะบาง ทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ
  • คุณไม่กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง พยายามฝืนทำตามคนอื่นเสมอ เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ดี
  • คุณรู้สึกไม่มีสติ และสับสนอยู่บ่อย ๆ

ประโยคที่ Gaslighter อาจพูดกับคุณ

แม้ว่าอาจมีคำพูดมากมายที่สามารถทำลายความเชื่อมั่นของใครสักคนได้ แต่สำหรับการ Gasligting แล้วคำพูดเหล่านั้นมีรูปแบบต่อไปนี้

  • ไม่น่าใช่หรอกค่ะ น้องจำผิดแล้ว
  • เราไม่อยากคุยเรื่องนี้แล้ว โอเคนะ
  • พยายามจะจับผิดกันรึเปล่าครับเนี่ย
  • ที่ทำแบบนี้คือคิดได้ดีที่สุดแล้วใช่ไหม?
  • อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่สิ
  • พี่ว่าเราคิดมาก/อ่อนไหวเกินไปนะ
  • ผมไม่เห็นรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย

คำพูดเหล่านี้อาจดูละคร แต่ในบทสนทนาจริงอาจมีคำพูดที่ต่างออกไปจากนี้ แต่เนื้อหาหรือจุดประสงค์ของการพูดจะคล้ายกันเพื่อโต้แย้งให้คุณผิด บิดเบือนสิ่งคุณรู้มาด้วยเหตุผลต่าง ๆ ทำเป็นไม่รับรู้หรือไม่เข้าใจ ปิดกั้นคุณจากความจริงด้วยการไม่ตอบ หรือกันคุณจากการเข้าถึงข้อมูล ไปจนถึงการต่อว่าเพื่อสร้างรอยแผลให้อารมณ์ และทำลายความมั่นใจ

ผลกระทบจาก Gaslighting

ตอนนี้ทุกคนคงพอรู้แล้วว่า Gaslighting เป็นสร้างการทำลายความมั่นใจด้วยการทำให้คนคนนั้นไม่ไว้ใจตัวเอง ซึ่งคนที่ถูก Gaslighting อาจเกิดความรู้สึกวิตกกังวล รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า มีความสุขน้อยลง

ในระยะยาวการพึ่งพาคนอื่นมากเกินอาจทำให้สูญเสียความสามารถในการตัดสินใจแม้แต่ในเรื่องเล็กน้อย จนอาจพลาดโอกาสดี ๆ หรือทำให้เกิดความผิดพลาดจากความล่าช้า เพราะคิดแล้วคิดอีก รู้สึกตัวเองเป็นภาระของคนอื่น

ด้วยมุมมองด้านลบที่มีต่อตัวเอง และภาวะอารมณ์ที่บอบช้ำอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคทางอารมณ์ อย่างโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือโรคเกี่ยวกับการกินที่ผิดปกติด้วย แล้วถ้าคุณถูก Gaslight ด้วยจุดประสงค์บางอย่าง คุณอาจสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไปด้วย เช่น โอกาสก้าวหน้าในการทำงาน เงินทอง ทรัพย์สิน หรือการถูกหลอกใช้ให้ทำเรื่องที่ผิดจนได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม บนโลกนี้มี Gaslighter ที่ไม่ได้หวังทรัพย์สินเงินทอง แต่เพียงทำเรื่องเหล่านี้เพื่อให้ตัวเองมีอำนาจเหนือคนอื่นด้วยเหมือนกัน

รับมือกับ Gaslighting

ความสามารถในการ Gaslight อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่หลัก ๆ คือการทำอย่างสม่ำเสมอ และแนบเนียน แต่ถ้าหากคุณได้อ่านกลไก สัญญาณ และคำพูดที่มักใช้ในการ Gaslighting คุณอาจรู้ตัวได้เร็ว่ากำลังถูก Gaslighting อยู่ ซึ่งวิธีต่อไปนี้ช่วยให้คุณรับมือกับพฤติกรรมเหล่านั้นได้

  • ตั้งสติ และเช็กให้ชัวร์: หากคุณเจอสัญญาณ หรือรู้สึกได้รับผลกระทบจาก Gaslighting ควรเริ่มตั้งสติ เก็บความเศร้า และความสงสัยในตัวเองเอาไว้ จากนั้นลองแอบไปหาข้อเท็จจริงเพื่อเช็กให้ชัวร์ว่าคุณไม่ได้เข้าใจผิด แต่เป็นคนนั้นต่างหากกำลังบิดเบือนข้อมูล และป้ายความผิดให้กับคุณ

  • ลองเล่าให้คนอื่นฟัง: คุณอาจเล่าเรื่องราวที่คุณเจอให้กับคนอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับคนที่คุณสงสัยว่าเป็น Gaslighter ฟัง คนเหล่านั้นอาจช่วยให้ความมั่นใจกับคุณได้ว่าสิ่งที่คุณรับรู้แต่แรกนั้นถูกต้องแล้ว นอกจากนี้ คนที่คุณเล่าให้ฟังสามารถเป็นอีกเสียงที่ปกป้องคุณจากคนที่ไม่หวังดีได้

  • ถอยห่าง และขีดเส้น: หากคุณระแคะระคายว่าคนที่สุงสิงกับคุณกำลัง Gaslight คุณอยู่ ควรค่อย ๆ ถอนตัวออกมา อย่างปฏิเสธการไปกินข้าวด้วยเพราะติดธุระ และควรขีดเส้นให้ชัดเจนว่าจะคุยเฉพาะเรื่องที่จำเป็นเพื่อลดโอกาสที่คุณจะถูกหว่านล้อมโดยไม่รู้ตัว เพราะเมื่อเขารู้สึกว่าคุณกำลังตีตัวออกห่าง คนพวกนี้จะงัดไม้เด็ดด้วยการเล่นละคร หรือพูดเรื่องราวที่ดีเพื่อให้คุณใจอ่อน

  • เก็บหลักฐาน: Gaslighting สามารถสร้างความเสียหายให้กับคนที่โดนในหลายด้าน การเก็บหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นข้อความ การอัดเสียง ภาพถ่าย เมล หรืออื่น ๆ อาจช่วยเพิ่มแต้มต่อของคุณในการโต้ตอบ และต่อรองกับ Gaslighter และเป็นประโยชน์ในแง่คดีความ หากเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมาย นอกจากนี้ การเก็บหลักฐานทำให้คุณสามารถช่วยคนอื่นที่กำลังโดน Gaslight ได้

Gaslighting เป็นกลไกทางจิตวิทยาที่มักเกิดในคนที่มีอาการทางจิต เช่น โรคบุคลิกภาพผิดปกติ โรคหลงตัวเอง และโรคจิตเภทอื่น ๆ ซึ่งคนเหล่านี้ป่วย แต่อาจมีภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูปกติ ซึ่งทำให้หลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญหน้ากับ Gaslighter อยู่ อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปที่รู้จัก Gaslighting ก็สามารถนำเทคนิคเหล่านี้มาใช้ได้เช่นเดียวกัน โดยส่วนใหญ่มักเป็นคนใกล้ตัว อ่านบทความนี้จบแล้ว คุณลองไปเช็กตัวเองดู เพราะตอนนี้คุณกำลังอาจถูก Gaslight จากใครบางคนอยู่ก็ได้

ที่มา: 1, 2, 3, 4

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...