โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

บาทแข็งค่าเร็วรับปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 พ.ค. 2568 เวลา 11.16 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2568 เวลา 11.16 น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 6 พฤษภาคม 2568

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (6/5) ที่ระดับ 32.94/95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/6) ที่ระดับ 33.03/04 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ตามราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้น โดยทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exclhange) ส่งมอบเดือน มิ.ย.เพิ่มขึ้น 79 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.44% ปิดที่ 3,322.30 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.20% แตะที่ระดับ 99.828 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ในวันอาทิตย์ (4/5) ว่า จะเรียกเก็บภาษีในอัตรา 100% กับภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ผลิตในต่างประเทศ

โดยระบุว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์สหรัฐ กำลังจะตายลงอย่างรวดเร็ว จากข้อเสนอจูงใจที่ประเทศอื่น ๆ ใช้ดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์อเมริกา พร้อมอ้างว่าได้มอบอำนาจให้กระทรวงพาณิชย์และผู้แทนการค้าของสหรัฐเริ่มบังคับใช้ภาษีศุลกากรดังกล่าวในทันที

นอกจากนี้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวในวันจันทร์ว่า นโยบายภาษีศุลกากร การปรับลดภาษี และการผ่อนคลายกฎระเบียบของ ประธานาธิบดีทรัมป์นั้น จะดำเนินการไปพร้อม ๆ กันเพื่อผนักดันการลงทุนระยะยาวเข้าสู่สหรัฐ พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่าตลาดสามารถเอาชนะความผันผวนระยะสั้นใด ๆ ได้

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐ อยู่ที่ระดับ 51.6 ในเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้นจากระดับ 50.8 ในเดือน มี.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 50.6 โดยดัชนียังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคบริการ นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันอังคารและวันพุธ (6-7/5)

ขณะที่ตลาดคาดการณ์เป็นวงกว้างว่าคณะกรรมการเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมครั้งนี้ โดยนักลงทุนยังรอดูการแถลงข่าวของเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ย

ด้านปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือน เม.ย. 68 อยู่ที่ 100.14 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน เม.ย. ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน -0.22% (YOY) โดยมีสาเหตุหลักมาจากากรลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ แก๊สโซฮอลล์ น้ำมันเบนซินและค่ากระแสไฟฟ้า ประกอบกับการลดลงของราคาผักสด ในขณะที่สินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ราคายังคงสูงขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย. ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือน

ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่เงินเฟ้อลดลง มาจากปัจจัยเรื่องราคาพลังงานเป็นสำคัญ สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่ววไปเฉลี่ยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย. 68) สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.75% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน เม.ย. 68 อยู่ที่ 101.28 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน เม.ย. สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.98% (YOY)

โดยเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ย 4 เดือนแรกของปีนี้ สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.91% ผู้อำนวยการ สนค.คาดการณ์ว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน พ.ค. 68 มีโอกาสจะติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ดี การที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนนั้น ยังไม่ได้บ่งบอกว่าจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดแต่อย่างใด ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.62-33.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 32.65/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/5) ที่ระดับ 1.1288/89 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/5) ที่ระดับ 1.1344/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ผลการสำรวจพบว่าดัชนีวามเชื่อมั่นของนักลงทุนในยูโรโซนฟื้นตัวมากกว่าที่คาดในเดือน พ.ค. หลังจากร่วงลงแรงในเดือน เม.ย.เนื่องจากผลกระทบจากภาษีของสหรัฐ แม้ระดับโดยรวมจะยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำก็ตาม ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 1.1278-1.1349 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1318/19 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/5) ที่ระดับ 143.98/99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ (2/5) ที่ระดับ 144.65/66 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังนาโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 25% ฉบับใหม่ในวันที่ (3/5) ครอบคลุมชิ้นส่วนรถยนต์หลัก เช่น เครื่องยนต์ ซึ่งถือเป็นผลกระทบอีกระลอกต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ที่เป็นเสาหลักของญี่ปุ่น

ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เผชิญกับภาษีในอัตราเดียวกันสำหรับการนำเข้ารถยนต์ ภาษีนำเข้าซึ่งครอบคลุมรถยนต์นั่งส่วนบุคลและรถกระบะน้ำหนักเบาที่นำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก เริ่มมีผลบังคับใช้ไปตั้งแต่วันที่ (3/4) ที่ผ่านมา มาตรการดังกล่าวของทรัมป์อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ตามข้อมูลการค้าของญี่ปุ่นนั้น ในปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐมูลค่าราว 6 ล้านล้านเยน (4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

รวมถึงการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วคิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมดของญี่ปุ่นไปยังสหรัฐ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 142.88-144.27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 143.19/20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ด้านปัจจัยภายในประเทศ ธนาคารฮ่องกง (HKMA) เข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.05 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง) จากตลาดในวันนี้ (6/5) เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เงินดอลลาร์ฮ่องกงแข็งค่าจนทะลุกรอบที่ผูกติดไว้กับดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินดอลลาร์ฮ่องกงถูกผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐในกรอบ 7.75-7.85 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อดอลลาร์สหรัฐ

โฆษกของ HKMA ระบุในวันนี้ว่า ยอดคงเหลือรวมในระบบการเงินซึ่งเป็นตัวชี้วัดหลักของสภาพคล่องในระบบธนาคาร จะเพิ่มขึ้น 1.166 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกงในวันพรุ่งนี้ ส่วนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3/5) HKMA เข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐราว 6 พันล้านดอลลาร์ เพื่อควบคุมไม่ให้ค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงแข็งค่าจนเกินกรอบที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นการแทรกแซงตลาดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 หลังเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจนทำให้ดอลลาร์ฮ่องกงแข็งค่าขึ้นใกล้ขอบบนของกรอบอัตราแลกเปลี่ยนที่ผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือน มี.ค. (6/5), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) (7/5), ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ย (7/5), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (8/5), สต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือน มี.ค. (8/5), สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.2/-8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -13/-10.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บาทแข็งค่าเร็วรับปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...