บาทแข็งค่าเร็วรับปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 6 พฤษภาคม 2568
ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ (6/5) ที่ระดับ 32.94/95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/6) ที่ระดับ 33.03/04 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ตามราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้น โดยทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exclhange) ส่งมอบเดือน มิ.ย.เพิ่มขึ้น 79 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.44% ปิดที่ 3,322.30 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.20% แตะที่ระดับ 99.828 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ในวันอาทิตย์ (4/5) ว่า จะเรียกเก็บภาษีในอัตรา 100% กับภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ผลิตในต่างประเทศ
โดยระบุว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์สหรัฐ กำลังจะตายลงอย่างรวดเร็ว จากข้อเสนอจูงใจที่ประเทศอื่น ๆ ใช้ดึงดูดผู้ผลิตภาพยนตร์อเมริกา พร้อมอ้างว่าได้มอบอำนาจให้กระทรวงพาณิชย์และผู้แทนการค้าของสหรัฐเริ่มบังคับใช้ภาษีศุลกากรดังกล่าวในทันที
นอกจากนี้ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวในวันจันทร์ว่า นโยบายภาษีศุลกากร การปรับลดภาษี และการผ่อนคลายกฎระเบียบของ ประธานาธิบดีทรัมป์นั้น จะดำเนินการไปพร้อม ๆ กันเพื่อผนักดันการลงทุนระยะยาวเข้าสู่สหรัฐ พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่าตลาดสามารถเอาชนะความผันผวนระยะสั้นใด ๆ ได้
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อคืนนี้ สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐ อยู่ที่ระดับ 51.6 ในเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้นจากระดับ 50.8 ในเดือน มี.ค. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 50.6 โดยดัชนียังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคบริการ นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันอังคารและวันพุธ (6-7/5)
ขณะที่ตลาดคาดการณ์เป็นวงกว้างว่าคณะกรรมการเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 4.25-4.50% ในการประชุมครั้งนี้ โดยนักลงทุนยังรอดูการแถลงข่าวของเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้แนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ย
ด้านปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือน เม.ย. 68 อยู่ที่ 100.14 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือน เม.ย. ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน -0.22% (YOY) โดยมีสาเหตุหลักมาจากากรลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ แก๊สโซฮอลล์ น้ำมันเบนซินและค่ากระแสไฟฟ้า ประกอบกับการลดลงของราคาผักสด ในขณะที่สินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ราคายังคงสูงขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อเดือน เม.ย. ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 13 เดือน
ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่เงินเฟ้อลดลง มาจากปัจจัยเรื่องราคาพลังงานเป็นสำคัญ สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่ววไปเฉลี่ยในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย. 68) สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.75% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือน เม.ย. 68 อยู่ที่ 101.28 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน เม.ย. สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.98% (YOY)
โดยเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ย 4 เดือนแรกของปีนี้ สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.91% ผู้อำนวยการ สนค.คาดการณ์ว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน พ.ค. 68 มีโอกาสจะติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ดี การที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนนั้น ยังไม่ได้บ่งบอกว่าจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดแต่อย่างใด ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.62-33.00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 32.65/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/5) ที่ระดับ 1.1288/89 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/5) ที่ระดับ 1.1344/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ผลการสำรวจพบว่าดัชนีวามเชื่อมั่นของนักลงทุนในยูโรโซนฟื้นตัวมากกว่าที่คาดในเดือน พ.ค. หลังจากร่วงลงแรงในเดือน เม.ย.เนื่องจากผลกระทบจากภาษีของสหรัฐ แม้ระดับโดยรวมจะยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำก็ตาม ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวกรอบระหว่าง 1.1278-1.1349 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1318/19 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/5) ที่ระดับ 143.98/99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ (2/5) ที่ระดับ 144.65/66 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังนาโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 25% ฉบับใหม่ในวันที่ (3/5) ครอบคลุมชิ้นส่วนรถยนต์หลัก เช่น เครื่องยนต์ ซึ่งถือเป็นผลกระทบอีกระลอกต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ที่เป็นเสาหลักของญี่ปุ่น
ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เผชิญกับภาษีในอัตราเดียวกันสำหรับการนำเข้ารถยนต์ ภาษีนำเข้าซึ่งครอบคลุมรถยนต์นั่งส่วนบุคลและรถกระบะน้ำหนักเบาที่นำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก เริ่มมีผลบังคับใช้ไปตั้งแต่วันที่ (3/4) ที่ผ่านมา มาตรการดังกล่าวของทรัมป์อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐ เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ถือเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ตามข้อมูลการค้าของญี่ปุ่นนั้น ในปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐมูลค่าราว 6 ล้านล้านเยน (4.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)
รวมถึงการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วคิดเป็น 1 ใน 3 ของการส่งออกทั้งหมดของญี่ปุ่นไปยังสหรัฐ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 142.88-144.27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 143.19/20 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ด้านปัจจัยภายในประเทศ ธนาคารฮ่องกง (HKMA) เข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐ มูลค่า 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (6.05 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง) จากตลาดในวันนี้ (6/5) เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เงินดอลลาร์ฮ่องกงแข็งค่าจนทะลุกรอบที่ผูกติดไว้กับดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินดอลลาร์ฮ่องกงถูกผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐในกรอบ 7.75-7.85 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อดอลลาร์สหรัฐ
โฆษกของ HKMA ระบุในวันนี้ว่า ยอดคงเหลือรวมในระบบการเงินซึ่งเป็นตัวชี้วัดหลักของสภาพคล่องในระบบธนาคาร จะเพิ่มขึ้น 1.166 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกงในวันพรุ่งนี้ ส่วนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3/5) HKMA เข้าซื้อดอลลาร์สหรัฐราว 6 พันล้านดอลลาร์ เพื่อควบคุมไม่ให้ค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงแข็งค่าจนเกินกรอบที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นการแทรกแซงตลาดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 หลังเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจนทำให้ดอลลาร์ฮ่องกงแข็งค่าขึ้นใกล้ขอบบนของกรอบอัตราแลกเปลี่ยนที่ผูกติดกับดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือน มี.ค. (6/5), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) (7/5), ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ย (7/5), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (8/5), สต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือน มี.ค. (8/5), สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.2/-8 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -13/-10.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บาทแข็งค่าเร็วรับปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net