‘Silent Treatment’ เมื่อโกรธแต่ไม่บอก ทำร้ายใจคนมากกว่าที่คิด
เมื่อพูดถึงสถานการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกโกรธหรือไม่พอใจใครสักคน บางครั้ง หลายคนก็เลือกที่จะเงียบ เก็บความโกรธเอาไว้ในใจ และไม่เผชิญหน้าหรือบอกความรู้สึกตรงๆ ซึ่งแม้ว่าพฤติกรรมนี้หรือที่เรียกว่า ‘Silent Treatment’ อาจจะดูเป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยให้หลีกเลี่ยงการแสดงความไม่พอใจได้ แต่มันกลับส่งผลร้ายต่อความสัมพันธ์มากกว่าที่คิด
.
แดน ซัฟโฟเลตตา (Dan Suffoletta) นักให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตจาก Self Space Therapy อธิบายว่า Silent Treatment มักเกิดจากความกลัวที่จะแสดงความรู้สึกที่แท้จริง โดยอาจเป็นพฤติกรรมที่ซึมซับมาจากครอบครัว เมื่อเห็นผู้ปกครองหรือคนใกล้ชิดใช้วิธีนี้จัดการความขัดแย้ง
.
แม้ Silent Treatment จะช่วยให้รู้สึกสบายใจในช่วงแรก แต่เมื่ออีกฝ่ายหรือคู่กรณีไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็อาจทำให้ปัญหาที่มีอยู่ไม่ได้รับการแก้ไข และนำไปสู่ความเข้าใจผิดที่มีแต่จะทำลายความสัมพันธ์ได้
.
.
‘Silent Treatment’ ภัยของการเงียบใส่ เมื่อเกิดปัญหา
.
มาร์ค เทรเวิร์ส (Mark Travers) นักเขียนและนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน อธิบายว่า ‘Silent Treatment’ คือ หนึ่งในรูปแบบของพฤติกรรมก้าวร้าวแบบแฝงเร้น (Passive-Aggressive Behavior) ที่บุคคลที่รู้สึกโกรธจะแสดงความก้าวร้าวหรือความไม่พอใจทางอ้อม โดยการประชดประชัน หรือแม้กระทั่งแกล้งลืมทำในสิ่งที่คู่กรณีต้องการ เนื่องจากไม่กล้าหรือไม่สามารถแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้
.
ซึ่งการแสดงความไม่พอใจทางอ้อมจะทำให้บุคคลนั้นรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจเหนืออีกฝ่าย ในทางตรงกันข้าม คู่กรณีที่โดนอีกฝ่ายแสดงพฤติกรรม Silent Treatment ใส่ ก็จะต้องรอจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมพูดด้วย โดยระหว่างนั้น พวกเขาก็อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคิดวนเวียนอยู่กับตัวเองว่าเผลอทำอะไรผิดพลาดลงไปหรือไม่
.
หากคำถามดังกล่าวไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจน ก็มีแนวโน้มที่พวกเขาจะคิดในแง่ร้ายหรือเกิดความรู้สึกด้านลบในใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลต่อสุขภาพจิตและทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงได้ เพราะพวกเขาจะรู้สึกว่า ตัวเองถูกปฏิเสธ กีดกัน และไม่มีคุณค่า
.
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพบเจอสถานการณ์เช่นนี้บ่อยๆ นอกจากคนที่ได้รับผลกระทบจาก Silent Treatment จะเสี่ยงเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเอาใจอีกฝ่ายแล้ว ความไว้วางใจที่อาจใช้เวลาสร้างมายาวนานในความสัมพันธ์ ก็อาจพังทลายลงได้ในพริบตา
.
.
3 วิธีเลิก Silent Treatment ก่อนความสัมพันธ์พังทลาย
.
จะเห็นได้ว่า Silent Treatment นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้ปัญหาที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ถูกแก้ไขแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต และส่งเสริมการแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีจนอาจติดเป็นนิสัยในระยะยาวด้วย ดังนั้น เทรเวิร์สจึงแนะนำว่า เราทุกคนสามารถหลีกเลี่ยง Silent Treatment ได้ด้วย 3 วิธี ดังต่อไปนี้
.
1. อย่าใช้คำที่แสดงการ “เหมารวม”
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่โกรธ คนส่วนใหญ่มักจะตัดสินการกระทำและพฤติกรรมคนอื่นเร็วเกินไป โดยการพูดว่า “คุณไม่เคยสนใจความรู้สึกของฉันเลย” หรือ “คุณไม่เคยรับผิดชอบเลยสักครั้ง” แล้วทิ้งปัญหาเอาไว้ด้วยความเงียบทั้งอย่างนั้น
.
ดังนั้น เทรเวิร์สจึงแนะนำว่า ให้พยายามหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่มีการเหมารวม และให้สูดหายใจลึกๆ แทน เพื่อสงบสติอารมณ์ จึงค่อยสื่อสารอย่างตรงประเด็นมากขึ้น เช่น “ฉันกำลังพูดอยู่ แต่คุณพูดแทรก ฉันขอพูดให้จบได้ไหม?” เป็นต้น
.
เพราะการสื่อสารอย่างตรงประเด็นและไม่ตัดสิน นอกจากจะทำให้คู่สนทนารู้เท่าทันอารมณ์ของเราได้แล้ว อีกฝ่ายก็จะไม่เสียความรู้สึกเพราะตัวเองถูกตัดสินด้วย
.
2. รู้จักจัดการกับสิ่งกระตุ้นล่วงหน้า
.
เทรเวิร์สชี้ว่า การรู้จักสังเกตความรู้สึก และตระหนักได้ว่าอะไรคือปัจจัยที่มักกระตุ้นความไม่พอใจของตัวเอง พร้อมกับวางแผนรับมือไว้ก่อน ก็จะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงการแสดงพฤติกรรมแบบ Silent Treatment ได้
.
เช่น ถ้าเราต้องเจอเพื่อนคนหนึ่งที่มักจะพูดเสียงดัง จนรู้สึกว่าเป็นการรบกวนหรือทำให้รำคาญ เราก็อาจบอกอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่แฝงคำพูดทำร้ายจิตใจออกไปได้ว่า “วันนี้มีคนอยู่เยอะ คุยกันเบาๆ แล้วกันนะ จะได้ไม่รบกวนคนอื่น” เป็นต้น
.
3. สื่อสารความรู้สึกอย่างจริงใจ
.
การรู้เท่าทันและเข้าใจในอารมณ์ของตัวเอง พร้อมกับค้นหาวิธีสื่อสารที่เหมาะสมนั้นคือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เลิก Silent Treatment หรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวแบบแฝงเร้นในรูปแบบอื่น ดังนั้น เราจึงควรซื่อสัตย์กับตัวเอง ด้วยการบอกความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจนและจริงใจ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งไม่ให้บานปลายในอนาคต
.
โดยทุกครั้งที่รู้สึกไม่พอใจ เทรเวิร์สแนะนำให้เราขึ้นต้นประโยคด้วย “ฉัน” แทน “คุณ” เช่น “ฉันไม่สบายใจเลยที่คุณล้อเล่นแบบนั้น” เพราะการสื่อสารลักษณะนี้จะไม่ดูเหมือนเป็นการกล่าวโทษอีกฝ่าย แต่เป็นการเผยความรู้สึกให้อีกฝ่ายรับรู้มากกว่า ดังนั้น นอกจากจะถือเป็นการเตือนสติคู่สนทนาแล้ว การพูดที่ไม่เป็นการกล่าวโทษนั้นก็จะช่วยหลีกเลี่ยงความรู้สึกไม่พอใจของอีกฝ่าย ที่อาจทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งได้ด้วย
.
.
แม้ว่า Silent Treatment หนึ่งในพฤติกรรมก้าวร้าวแบบแฝงเร้นหรือ Passive-Aggressive Behavior อาจเกิดจากเจตนาดีๆ ที่เราไม่อยากทำให้สถานการณ์ดุเดือดขึ้น แต่ในความจริงแล้ว สุดท้ายก็ไม่มีใครที่จะสามารถปิดซ่อนอารมณ์ที่แท้จริงตลอดไปได้ ดังนั้น ก่อนที่อารมณ์ที่คุกรุ่นเหล่านั้นจะระเบิดออกมาอย่างรุนแรง เราทุกคนก็ควรสงบสติอารมณ์และค่อยๆ สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ เพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขจากทุกฝ่าย และรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ได้ในระยะยาว
.
.
อ้างอิง
- You're Probably Ruining Relationships With This Passive-Aggressive Behavior :
Jillian Wilson, Huffpost - https://bit.ly/4hI1tpF
- A Psychologist Offers 3 Tips To Help You Ditch Passive-Aggressive Tendencies : Mark Travers, Forbes - https://bit.ly/4l0ggin
.
.
#trend
#silenttreatment
#relationships
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast