สินทรัพย์สหรัฐ กำลังเสื่อมค่า ปรากฏการณ์ชั่วคราวหรือถาวร 3 สินทรัพย์ดิ่งเหว
The Bangkok Insight
อัพเดต 16 เม.ย. 2568 เวลา 05.59 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. 2568 เวลา 04.04 น. • The Bangkok Insight"บรรยง" เผย 3 สินทรัพย์หลักที่กำลังดิ่งเหว จับตาสินทรัพย์สหรัฐ กำลังเสื่อมค่า ปรากฏการณ์ชั่วคราวหรือถาวร
คนส่วนใหญ่รู้มานานแล้วว่า ฟองสบู่ในสหรัฐ สักวันหนึ่งคงจะแตก เพราะสหรัฐเล่นพิมพ์เงินขึ้นมาใช้แบบฟรี ๆ และเป็นหนี้คนไปทั่วโลก ถึง 36 ล้านล้านดอลลาร์
แต่คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึงว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะเร่งให้มันเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่วัน นักลงทุนทั่วโลกที่เคยอยู่ในสภาวะระแวงตลอดเวลา เหมือนกับเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี ที่ต้องตื่นตัวตลอดเวลา เพียงแต่เกมนี้ต้องกระโดดหนีให้ทัน
เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าประเทศต่าง ๆ แบบบ้าบิ่น แบบไม่ไว้หน้า ไม่สนใจความสัมพันธ์ที่มีมายาวนาน ไม่ว่ากับประเทศพันธมิตรใกล้ชิดอย่างยุโรป แคนาดา ไต้หวันหรือญี่ปุ่น ทุกคนจึงต้องทิ้งสินทรัพย์ทุกอย่างของสหรัฐ
3 สินทรัพย์สหรัฐที่กำลังดิ่งเหว
1. หุ้นในสหรัฐ
ตลาดหุ้นในสหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในตลาด ที่หุ้นมีราคาแพงที่สุดในโลก (เมื่อวัดด้วยค่า P/E) ถึงแม้จะมีบริษัทที่มีคุณภาพมากมายหลายบริษัท แต่ด้วยการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบมากเกินไป จึงทำให้หุ้นมีราคาแพงเกินจริง รอวันที่ฟองสบู่แตก
พอประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศนโยบายภาษีนำเข้าใหม่ ก็เป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังแย่ จนต้องใช้วิธีนักเลงเก่า เรียกให้ทุกประเทศต้องก้มหัวเข้ามาเจรจา โดยไม่สนใจกฎระเบียบที่เคยร่วมวางกันมา ในเรื่องการค้าเสรีในอดีต
มิหนำซ้ำ รมว.คลังสหรัฐ ยังขู่ที่จะถอดถอนบริษัทจีนทั้งหมดออกจากตลาดหุ้นสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท Alibaba, Baidu หรือ J.D.com ยิ่งแสดงถึงความไร้กฎกติกา ที่เอาความคิดตนเองเป็นใหญ่ จึงทำให้นักลงทุนเทขายหนีตลาดหุ้นสหรัฐ
2. พันธบัตรสหรัฐ
พันธบัตรสหรัฐถือเป็นหนึ่งในตราสารทางการเงินที่มีความมั่นคงที่สุด บางคนถึงกับเรียกว่ามันคือ Safe heaven ขนาดที่ว่าทุกครั้งที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนนักลงทุนจะขายหุ้นแล้วนำเงินที่ได้มาพักไว้ในพันธบัตรสหรัฐ แต่ครั้งนี้ นักลงทุนกลับขายทั้งหุ้นและพันธบัตรออกไปพร้อมกัน
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ผู้คนกำลังเทขายพันธบัตร และเป็นแรงขายจากนักลงทุนประเทศไหน
เวลาเราซื้อพันธบัตร มันจะมีราคาหน้าตั๋วและอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดเอาไว้ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆว่า บนหน้าพันธบัตรกำหนดราคาไว้ 100 เหรียญ ให้ดอกเบี้ย 5% หรือ 5 เหรียญ พอภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ตลาดหุ้นตก นักลงทุนก็จะขายหุ้นเพื่อเอาเงินมาพักไว้ในพันธบัตร
เมื่อคนแย่งกันซื้อพันธบัตร ราคาพันธบัตรที่มีอยู่ก็จะมีราคาแพงขึ้น แต่กลับมันกลับให้อัตราดอกเบี้ยหรือ yield ที่ต่ำลง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
เดิมหน้าตั๋วเขียนไว้ว่าราคา 100 ดอลลาร์ จ่ายดอกเบี้ย 5 ดอลลาร์ ถ้ามีคนมาขอซื้อราคา 103 บาท นักลงทุนคนแรกที่ถือพันธบัตรไว้ก่อนหน้า เมื่อเห็นว่ามีกำไรทันที 3% ไม่ต้องไปรอ 1 ปี เพื่อไปรับดอกเบี้ย จึงขายออกไปเลย คนที่ซื้อไปลงทุน 103 ดอลลาร์ แต่ยังคงได้รับดอกเบี้ย 5 ดอลลาร์เหมือนเดิม อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินต้นใหม่ จึงลดลงเหลือ 4.85%
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แทนที่คนจะเทขายหุ้นแล้วแย่งกันซื้อพันธบัตรที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง แต่ปรากฏว่าอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตร 10 ปีและ 30 ปี กลับเพิ่มขึ้นแบบพรวดพราด แบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 30 ปี
นั่นหมายความว่า ต้องมีนักลงทุนที่ยอมขายพันธบัตรในราคาที่ขาดทุน เพื่อให้คนที่มารับช่วงต่อได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
เช่น พันธบัตรที่มีราคาหน้าตั๋ว 100 ดอลลาร์ คนขายอาจจะยอมขายขาดทุนเหลือ 95 ดอลลาร์ นักลงทุนคนใหม่ซื้อ 95 ดอลลาร์แต่ยังคงได้ดอกเบี้ยตามหน้าตั๋วคือ 5 ดอลลาร์ ดังนั้น คนใหม่จึงได้ดอกเบี้ย = 5.26% เพื่อเป็นการจูงใจให้ถือพันธบัตรต่อไปบนความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ นักลงทุนคนใหม่นี้ยังจะได้ของแถมคือ เงินลงทุนที่ซื้อพันธบัตรไว้ในราคา 95 ดอลลาร์ แต่เมื่อครบสัญญาจะได้รับเงินเต็มตามที่ระบุไว้ในหน้าตั๋วคือ 100 ดอลลาร์ถ้วน เป็นผลตอบแทนของการยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น หรือค่าเงินดอลลาร์ที่อาจจะลดลงในอนาคต
แล้วนักวิเคราะห์รู้ได้อย่างไรว่า นักลงทุนที่เทขายนั้นมาจากประเทศไหน
คำตอบคือเขาดูอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นใน 1-2 วันนั้นว่า เงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลใดอย่างมีนัยสำคัญ
เช่น ในวันที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด ปรากฏว่าอัตราแลกเปลี่ยนขอเงินดอลล่าร์ต่อเงินเยนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ก็แสดงว่านักลงทุนสถาบันของญี่ปุ่นน่าจะขายพันธบัตร แล้วแลกเงินกลับไปเป็นเงินเยน ทำให้ความต้องการเงินเยนสูงขึ้นอย่างมาก เงินเยนจึงแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ หรือเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน
ในวันนั้น ไม่เพียงแต่เงินเยนมีค่าสูงขึ้น 0.64% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ เงินดอลลาร์แคนาดาก็มีค่าสูงขึ้นถึง 0.85% เมื่อเทียบกับเงินสหรัฐ จึงมีการคาดหมายกันว่ารัฐบาลแคนาดาอาจจะไม่พอใจในมาตรการของประธานาธิบดีทรัมป์ จึงขายพันธบัตรสหรัฐ แล้วแลกกลับคืนเป็นเงินแคนนาดา มาเก็บไว้หรือลงทุนในประเทศของตนเองแทน
ว่ากันว่าในจำนวนสินทรัพย์ที่รัฐบาลสหรัฐมีความกังวลเป็นพิเศษ คือดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล เพราะมันแสดงถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่อาจทำให้สหรัฐระดมเงินเพื่อมารีไฟแนนซ์พันธบัตรสหรัฐได้ยากขึ้น อีกทั้งดอกเบี้ย ที่สูงขึ้นจะเป็นภาระของรัฐบาลในอนาคต จนแทบจะไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะมาพัฒนาประเทศ หากไม่สามารถออกพันธบัตรชุดใหม่ได้ง่ายๆเหมือนเดิม
3. ดอลลาร์สหรัฐ
การที่รัฐบาลสหรัฐออกนโยบายภาษีที่น่าตกใจ มันแสดงถึงความลุแก่อำนาจและการสิ้นไร้หนทางในการเยียวยาเศรษฐกิจของตน จึงต้องบังคับให้ทุกประเทศมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาที่ตนเองก่อขึ้น ทำให้นักลงทุนทั่วโลกขาดความเชื่อมั่นในทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาลสหรัฐ
ยิ่งประธานาธิบดีทรัมป์มีการเปลี่ยนนโยบายแบบรายวัน ยิ่งทำให้คนขาดความเชื่อถือ นักลงทุนจึงขายสินทรัพย์สหรัฐ แล้วเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นที่เป็นปลายทางในการลงทุนใหม่ มีผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ถามว่าการอ่อนค่าของสินทรัพย์สหรัฐที่สำคัญถึงสามอย่างในสหรัฐนั้น จะเป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวหรือถาวร
ในความคิดของผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องถาวร จนกว่าจะสามารถหาจุดสมดุลย์ใหม่ จากการล้มครืนของความเชื่อมั่นในครั้งนี้
เหตุผลที่มารองรับว่า ทำไมการด้อยค่าของสินทรัพย์ที่เกิดขึ้น จะส่งผลเป็นโดมิโนอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะนิ่ง
1. พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐแย่
จริงอยู่ว่าสหรัฐเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งถ้าเปรียบเป็นคน ก็เป็นคนที่มีความรู้ มีเงินเดือนสูง แต่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ต้องกู้ยืมเงินคนอื่นมาหมุนอยู่ร่ำไป ในระยะยาว คงไม่สามารถตั้งตัวได้แน่ จึงต้องมีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีการสร้างศัตรูไปทั่วแบบที่ทำอยู่ตอนนี้
ยิ่งมีสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่หลายแห่งทำนายไว้ว่า ตอนนี้เศรษฐกิจของสหรัฐมีโอกาสที่จะถดถอยถึง 50% ยิ่งสร้างความตื่นกลัวให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันจากต่างประเทศ
2. การลุแก่อำนาจ
การใช้อำนาจที่มีอยู่ล้นฟ้า มาบังคับให้คนอื่นทำตามเป้าประสงค์ของตนเอง ทั้งที่ไม่ถูกต้องไม่ชอบธรรม สิ่งที่ทำให้สหรัฐสูญเสียมากที่สุดก็คือ ความเชื่อถือ (Trust) คนจะเริ่มตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งที่สหรัฐเคยโยนหินถามทางว่า จะเปลี่ยนพันธบัตรที่สหรัฐเป็นหนี้ประเทศต่างๆ เป็นพันธบัตรอายุ 100 ปี ที่ไม่มีอัตราดอกเบี้ย (Zero coupon) จะมีโอกาสเกิดขึ้นจริงหรือไม่
หรือแม้กระทั่งการที่จะหาเรื่องยึดเอาทองคำสำรองที่แต่ละประเทศวางไว้ที่ประเทศสหรัฐนั้น มีโอกาสที่สหรัฐจะหาเรื่องแบบหมาป่ารังแกลูกแกะ เพราะมีคนเริ่มเชื่อแล้วว่า สหรัฐจะทำทุกอย่างที่ตนเองต้องการ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกต้องหรือไม่
3. ความต้องการเงินดอลลาร์จะลดลง
การที่ประเทศสหรัฐประกาศขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของประเทศต่างๆ มันก็เสมือนการกีดกันการค้ารูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ประเทศต่างๆเริ่มถอยหนี และหาตลาดอื่นทดแทน ลดความสำคัญของตลาดสหรัฐลง ทำให้ความจำเป็นต้องใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายสินค้ากับประเทศสหรัฐมีน้อยลง ในที่สุดก็จะทำให้เงินดอลล่าร์ ลดความสำคัญในการเป็นตัวกลางในการซื้อขายลง สุดท้ายก็จะลงเอยแบบเงินปอนด์ของอังกฤษที่ลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ
4. สูญเสียภาพความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ
ถึงแม้สหรัฐจะยังคงเป็นหนึ่งในผู้นำทางเศรษฐกิจ แต่จะไม่สามารถมีอิทธิพลได้เหมือนเดิม เพราะความเชื่อถือและความศรัทธาที่นานาชาติมีต่อสหรัฐเริ่มลดน้อยลง การซื้อขายระหว่างประเทศต่างๆแทนที่ตลาดสหรัฐจะมีมากขึ้น
ครั้นสหรัฐจะใช้อำนาจทางทหารมาบีบบังคับแต่ละประเทศให้ทำตามความประสงค์ของตนเอง ก็อาจจะมีหลายกลุ่มก้อนที่ไม่เอาด้วย เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป กลุ่มประเทศอาหรับ หรือแม้แต่กลุ่มอาเซียน ทำให้สหรัฐเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปอีกมาก (จากที่เคยใช้อำนาจบังคับมาได้)
5. ดุลบริการสหรัฐได้รับผลกระทบ
เรื่องดุลบริการของสหรัฐไม่ค่อยมีคนพูดถึง ความจริง สหรัฐมีความแข็งแกร่งในเรื่องธุรกิจบริการเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ไม่ว่าธุรกิจธนาคาร ประกันภัย กฎหมาย/บัญชี ดนตรี/ภาพยนตร์ออนไลน์ หรือระบบอินเตอร์เน็ตและไอคลาวด์
แต่ด้วยความที่รัฐบาลสหรัฐมีอำนาจมาก ที่จะสั่งระงับการให้บริการแบบฉับพลันทันทีของผู้ให้บริการในประเทศได้ ทำให้ผู้บริโภคต่างชาติเริ่มมองหาทางเลือกอื่นๆ หรือแม้แต่สร้างบริการของตัวเองในประเทศขึ้นมา เพราะเขาตระหนักแล้วว่า ถ้าหากพึ่งพาบริการของสหรัฐแบบไม่ลืมหูลืมตา สักวันนึงอาจจะโดนกลั่นแกล้งจนขยับตัวไม่ได้ ธุรกิจบริการสหรัฐจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกเลขหาง หรือลดความนิยมลง
จากสารพัดปัญหาที่กล่าวมา ทำให้สหรัฐไม่สามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้ตามความฝันของประธานาธิบดีทรัมป์ ซ้ำร้ายกลับทำให้ประเทศอ่อนแอลง ผู้คนเกลียดชัง และนำไปสู่ความยากลำบากของประชาชนอเมริกันเองในอนาคต
ความเชื่อถือก็เหมือนกับกระจก ต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการสร้าง แต่เมื่อมันแตกร้าวแล้ว ก็ยากที่จะทำให้กลับมาเหมือนเดิม
นี่คือสิ่งที่ชาวอเมริกันจะต้องรับเคราะห์กรรม จากการที่มีผู้นำที่มุทะลุดุดันแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- 'กอบศักดิ์' เผยไพ่ใบใหม่จีน สั่งสายการบินจีนหยุดรับเครื่องบินจากโบอิ้ง งานนี้หยิบเล็บเจ็บเนื้อ
- 'กอบศักดิ์' ชี้ 'ทรัมป์' โชคดีที่มีรัฐมนตรีคลัง ชื่อ 'Scott Bessent'
- 'สี จิ้นผิง' เดินทางถึงเวียดนาม เปิดฉากเยือน 3 ชาติอาเซียน ย้ำไร้ผู้ชนะใน 'สงครามการค้า'
ติดต่อเราได้ที่