"จบทันตฯ เมืองนอก กลับมาทำงานที่ไทยได้ไหม?" เคลียร์ชัดโดยทันตแพทยสภา & เจาะลึกเส้นทางอาชีพหมอฟันที่ไทย
สวัสดีค่ะชาว Dek-Dใครมีความฝันอยากเป็น “หมอฟัน” บ้าง? วันนี้เราจะมาคุยเรื่อง“คณะทันตแพทยศาสตร์”ที่ผลิตผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแก้สารพันปัญหาช่องปากที่มนุษยชาติไม่อาจเลี่ยงได้กันค่ะ
อันที่จริงแล้วการสอบติดทันตแพทย์เป็นแค่จุดเริ่มต้นของอาชีพหมอฟันในไทยเท่านั้น เพราะหลักสูตรบ้านเราเข้มข้นจัดเต็มทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แถมต้องสอบใบประกอบวิชาชีพ (NL) ถึงจะเดบิวต์เป็นหมอฟันตัวจริงที่รักษาคนไข้ที่ประเทศไทยได้ // หลังอ่านบทความนี้จบจะเข้าใจว่า"บุคลากรทางการแพทย์ของไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก"เป็นประโยคที่ไม่เกินจริงแน่นอน!
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจบหลักสูตรทันตแพทยศาสตร์จากไทยหรือต่างประเทศ ก็สามารถสอบใบประกอบวิชาชีพได้ แต่ระหว่างทางล่ะ? “เด็กทันตฯ ไทย”กับ“เด็กทันตฯ นอก” เจอความท้าทายที่ต่างกันไหม? มีเรื่องอะไรต้องพิจารณาอีกบ้าง?สกู๊ปพิเศษนี้ Dek-D ได้รับเกียรติจาก “ผศ.ดร.ทพ.ณัฐวุธ แก้วสุทธา” (อ.บอล)คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มศว และอุปนายกทันตแพทยสภา ซึ่งเป็นผู้ที่ดูเรื่องระบบการศึกษาทั้งระบบของทันตแพทยสภา มาให้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือกเส้นทางการเรียนได้อย่างรอบคอบ
. . . . . . .
ขอเริ่มจากตรงนี้!
การเรียนคณะทันตแพทยศาสตร์
และเส้นทางกว่าจะเป็นหมอฟันในไทย
“คณะทันตแพทยศาสตร์”เป็นสาขาที่ศึกษาเกี่ยวกับฟัน อวัยวะในช่องปาก และโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีบทบาททั้งด้านการบดเคี้ยว การออกเสียง และบุภาพ ผู้ที่จะเป็นทันตแพทย์ต้องมีความรู้ด้านการวินิจฉัย วางแผนรักษา และฟื้นฟูสุขภาพช่องปากในระยะยาว โดยทั่วไปหลักสูตรนี้จะใช้เวลาเรียน 6 ปี แบ่งเป็น 3 ช่วงหลักคือ
- ปี 1-2เรียนวิชาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และสังคมศาสตร์
- ปี 3-4เรียนภาควิชา Pre-Clinic ปูพื้นฐานด้านวิชาชีพทันตแพทย์
- ปี 5-6เรียนภาค Clinic ฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริง เพื่อเตรียมพร้อมสู่การทำงาน
เจาะลึกสาขาทันตแพทยศาสตร์ เรียนอะไรบ้าง?
https://www.dek-d.com/tcas/43797/
. . . . . . .
มาตรฐานหมอฟันไทย
อยู่ตรงไหนในระดับนานาชาติ?
ดูได้จากเงื่อนไขการจบการศึกษาคณะทันตแพทย์ในไทย ซึ่งประกอบด้วย
- จำนวนชั่วโมงฝึกปฏิบัติครบ ขั้นต่ำทุกสกิลรวมกันเป็นหลักพันชั่วโมง
- มาตรฐานขั้นต่ำของการทำงาน เช่น 13 หัตถการ
- สอบผ่านวิชากฎหมาย (มีจัดสอบทุกปี)
- ใบรับรองผ่านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (สอบกับสถาบัน/โรงพยาบาลไหนก็ได้)
นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องผ่านการเรียนและฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้นทุกสกิลทางทันตกรรม และต้องสอบใบประกอบวิชาชีพทันตกรรม (National License; NL) ให้ผ่านจึงจะเริ่มต้นทำอาชีพหมอฟันในประเทศไทยได้! ยิ่งถ้าจบมหา’ลัยรัฐ พวกเขาจะได้ใช้ทำงานชดใช้ทุนหลังจบ 3 ปีในโรงพยาบาลของชุมชน ซึ่งเป็นข้อดีให้ได้ฝึกจนมั่นใจ แล้วคนไข้ก็สามารถเข้าถึงบริการได้ง่ายด้วยราคาที่สบายกระเป๋ากว่า
ดังนั้นหมอฟันไทยจึงได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และเป็นแนวหน้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) ทั้งด้านทักษะความเชี่ยวชาญ + เครื่องมือที่ทันสมัย เมื่อบวกกับเรื่องค่ารักษาทันตกรรมในไทยที่เข้าถึงได้ถ้าเทียบกับหลายประเทศ ทำให้ไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมที่ชาวต่างชาติบินมาเข้าบริการด้านทันตกรรมอยู่แล้วค่ะ
. . . . . . .
ว่าแต่การสอบใบประกอบวิชาชีพทันตกรรม
หรือ National License (NL) วัดอะไรบ้าง?
การสอบนี้อยู่ภายใต้การดูแลของศูนย์รับรองการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม (ศปท.) ผู้เข้าสอบต้องผ่าน 3 Steps ใหญ่ๆ คือ
Step 1 : ภาควิทยาศาสตร์การแพทย์และทันตแพทย์พื้นฐาน
ประเมินความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และทันตแพทย์ เช่น กายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา ชีวเคมี จุลชีววิทยา และพยาธิวิทยา ผู้เข้าสอบควรเป็นนิสิต/นักศึกษาทันตแพทย์ที่ผ่านการศึกษาชั้นปีที่ 3 ขึ้นไป ข้อสอบมีจำนวน 300 ข้อ
Step 2 : ภาควิทยาการคลินิกทันตกรรม
ประเมินความรู้ด้านคลินิกทันตกรรม เช่น การวินิจฉัย การรักษา และการจัดการผู้ป่วย เหมาะสำหรับนิสิต/นักศึกษาทันตแพทย์ที่กำลังศึกษาในภาคการศึกษาที่ 2 ของชั้นปีสุดท้าย (ปี 6) ขึ้นไป ข้อสอบมีจำนวน 300 ข้อ
Step 3 : การประเมินทักษะวิชาชีพ (OSLER)
OSLER มาจากคำเต็มว่า Objective structured long-case examination record) เป็นการประเมินทักษะการปฏิบัติงานคลินิก แยกเป็น 9 งาน ดังนี้
- การประเมินถอนฟัน
- การประเมินผ่าตัดฟันกรามคุดล่าง
- การประเมินการขูดหินน้ำลายและเกลารากฟัน
- การประเมินการออกแบบฟันเทียมบางส่วนถอดได้โครงโลหะ
- การประเมินเตรียมฟันเพื่อทำครอบฟันหลัง
- การประเมินบูรณะฟัน Class II
- การประเมินบูรณะฟัน Class V
- การสอบถ่ายภาพรังสี
- การประเมินรักษาคลองรากฟัน
ในการทดสอบ 9 งานนี้ จะต้องทำให้ดูเป็นรายคน แล้วรายงานต่อเนื่องระยะยาว และทุกคนจะต้องผ่านเคสคนไข้ 1 คนที่มี 3 งานในช่องปาก เพื่อทดสอบว่าสามารถดูแลคนไข้ในองค์รวมได้
. . . . . . .
จริงหรือไม่!
เลือกเรียนทันตฯ ที่ไหนก็เหมือนกัน?
น้องๆ ว่าที่เด็กทันตฯ ห้ามพลาดขั้นตอนนี้ค่ะ การเลือกเรียนคณะที่ผ่านการรับรองโดย“ทันตแพทยสภา”สำคัญมาก เพราะทันตแพทยสภาจะตรวจสอบอย่างเข้มงวดและรับรองหลักสูตรที่มีเข้มข้นและครอบคลุมตามมาตรฐานเท่านั้น เพื่อให้ว่าที่ทันตแพทย์ได้ฝึกทั้งทฤษฎีและปฏิบัติจนชำนาญจริงๆแล้วผู้เรียนจากสถาบันดังกล่าวยังสามารถเข้าขั้นตอนการสอบใบประกอบวิชาชีพได้ตามปกติโดยไม่ต้องทำเรื่องส่งหลักสูตรให้ทันตแพทยสภาเทียบ ซึ่งถ้าเป็นกรณีที่ต้องส่งเทียบจะต้องเสียเวลาเรียนเพิ่มไม่น้อยกว่า 1-3 ปี (ไม่รวมระยะเวลาอยู่ใน Waiting List ที่รอเข้าเรียน) และรับผิดชอบค่าเรียนทั้งหมดด้วยตัวเองอีกค่ะ
ศึกษาเกณฑ์การพิจารณาให้การรับรองของทันตแพทยสภา
https://dentalcouncil.or.th/upload/files/xky7JYf4nuidb2R15gGQrpACUOZom3jh.pdf
อัปเดตข้อมูลหลักสูตรทันตฯ ในไทยที่ทันตแพทยสภารับรอง
https://dentalcouncil.or.th/Pages/Dentistry
. . . . . . .
อัปเดตตารางหลักสูตรทันตแพทย์ในประเทศไทย
ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน
- กรณีหลักสูตรในมหาวิทยาลัยไทยจะรับรองนิสิต/นักศึกษา ที่เข้าศึกษาในช่วงเวลาดังกล่าว
- กรณีหลักสูตรในมหาวิทยาลัยต่างประเทศต้องยื่นหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วให้ทันตแพทย์สภาพิจารณาเป็นรายๆ ไป
- ข้อมูล ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2567
. . . . . . .
จบทันตฯ ที่ไทย Vs. จบทันตฯ จากเมืองนอก
แตกต่างกันยังไง? มีเรื่องไหนที่ควรคำนึง?
1. สิทธิ์การสอบใบประกอบวิชาชีพทันตแพทย์ (NL)
หากจบคณะทันตฯ จากสถาบันที่ทันตแพทยสภาให้การรับรอง จะสามารถสอบใบ NL ได้ตั้งแต่ปี 4-6 แต่หากจบคณะทันตฯ จากต่างประเทศ นักศึกษาต้องทำเรื่องเพื่อส่งหลักสูตรและใบปริญญาที่เรียนมาให้กับทางทันตแพทยสภาเป็นcase by case จากนั้นกรรมการการศึกษาทันตแพทยสภาพิจารณารายคนเลยว่าต้องเรียนเพิ่มสัดส่วนเท่าไหร่ เรียนเพิ่มกี่ปี (แต่ต้องเรียนเพิ่มแน่นอน) ระหว่างที่อบรมอยู่ถึงจะเริ่มทยอยสอบ NL ทีละส่วนจนกว่าจะครบ และต้องรับผิดชอบค่าอบรมทั้งหมดเองด้วย
- กรณีสอดคล้อง 50-54% -> อบรมเพิ่มไม่น้อยกว่า 3 ปี
- กรณีสอดคล้อง 60-74% -> อบรมเพิ่มไม่น้อยกว่า 2 ปี
- กรณีสอดคล้อง 75% ขึ้นไป -> อบรมเพิ่มไม่น้อยกว่า 1 ปี
Note:กรณีที่เรียนจากต่างประเทศ ต้องเรียนจบก่อนแล้วค่อยมาทยอยสอบ NL1 ถ้าผ่านแล้วถึงจะสามารถสอบ NL2 ได้ ดังนั้นทยอยสอบตอนที่อยู่ต่างประเทศไม่ได้ค่ะ
ทำไมถึงต้องอบรมเพิ่ม?
คำตอบคือเพื่อให้ทันตแพทยสภามั่นใจว่า หมอฟันที่จบนอกแล้วกำลังจะกลับมาทำงานในไทย มีความชำนาญครบถ้วนตามมาตรฐานที่กำหนดจริงๆ เพราะ
- หลักสูตรบางประเทศเรียนแค่พื้นฐานขูดหินปูน อุดฟัน ผ่าฟันแบบเบื้องต้นเท่านั้น แต่ที่ไทยจะเน้นเรื่องการผ่าฟันคุด รักษารากฟัน หรือหัตถการที่เป็นขั้นสูงและเฉพาะทางมากๆ
- บางคนที่จบต่างประเทศ อาจเจอสถานการณ์ที่แทบไม่ได้ฝึกทำงานกับคนไข้จริง เพราะบางประเทศมีกฎว่าเด็กประเทศเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ทำฟันให้คนไข้ประเทศเขาได้ค่ะ (อนุญาตให้นักศึกษาทำได้เพียงสังเกตการณ์ไม่ได้ลงมือทำเอง) ส่งผลให้ทักษะทำหัตถการน้อย และไม่ได้ฝึกสื่อสารกับผู้เข้ารับการรักษาจริงๆ โดยตรง สิ่งนี้อาจจะกระทบโอกาสสอบใบประกอบฯ และการทำงานในอนาคต
- มาตรฐานแต่ละสถาบันและประเทศแตกต่างกัน อีกทั้งหลักสูตรอาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี เช่น จบที่เดียวการฝึกปฏิบัติอาจไม่เท่ากันก็ได้ จึงต้องพิจารณารายบุคคล (ไม่ใช่ว่ามีรุ่นพี่เคยจบแล้วยื่นรับรองแล้ว หลักสูตรนั้นก็ได้รับการรับรองไปตลอด เขาจะพิจารณาใหม่รายคนค่ะ)
2. ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาสำหรับอบรมเพิ่ม
นักศึกษาต้องจ่ายค่าเรียนเพิ่มให้ทันตแพทยสภา และ คณะทันตแพทย์ที่รับเข้าเรียน รวมๆ ประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี
และไม่ใช่ว่าจะได้อบรมทันที แต่ต้องเข้าสู่ Waiting List ขึ้นอยู่กับโควตาที่สถาบันนั้นๆ จะรับนักศึกษา sit-in เพิ่มได้ โดยปกติแต่ละปีจะรับได้น้อย เพื่อควบคุมมาตรฐานให้ไม่กระทบผู้ที่กำลังเรียนอยู่ในขณะนั้นนั่นเองค่ะ (เคยมีถึงขั้นรอนานกว่า 10 ปีกว่าจะได้เริ่มอบรมเพิ่ม)
3. การชดใช้ทุนตามเงื่อนไข
เมื่อจบเรียนจบทันตฯ จากมหาวิทยาลัยรัฐ + สอบใบประกอบวิชาชีพผ่านแล้ว จะต้องปฏิบัติงานชดใช้ทุน 3 ปีในโรงพยาบาลชุมชนหน่วยที่กำหนดก่อนค่ะ(ทางทันตแพทยสภาจะใช้การจับฉลากว่าแต่ละคนได้ไปบรรจุที่ไหน) โอกาสนี้จะทำให้ได้ฝึกทำงานจริงในโรงพยาบาลชุมชน ภาครัฐ และเป็นบริบทที่คนไข้ยอมรับได้ ความกดดันก็เลยน้อยกว่าการไปเริ่มงานที่เอกชนหรือเปิดคลินิกของตัวเองเลย ในขณะที่ค่าตอบแทนภาครัฐก็ไม่ได้น้อยเกินไป หากรวมเงินพิเศษด้วยก็อาจถึง 6-7 หมื่นต่อเดือน
. . . . . . .
สรุปข้อแนะนำจากทันตแพทยสภา
หากตั้งใจกลับมาทำงานที่ไทย การเรียนหลักสูตรในประเทศไทยที่ทันตแพทยภารับรองจะลดความยุ่งยากเรื่องสอบเทียบหลักสูตร ค่าใช้จ่าย และเวลาเข้าคิวเพื่อ sit-in เรียนเพิ่มตามที่ระบุ น้องๆ จะได้รับการฝึกปฏิบัติที่ตรงกับมาตรฐานไทยถ้าอยากไปเปิดประสบการณ์ที่ต่างประเทศ อาจไปเรียนเฉพาะทางต่อในภายหลัง (อาจต้องเช็กระบบว่าเราไปที่ไหนแล้วไม่ต้องเรียนซ้ำซ้อน เพราะหลักสูตรที่ทันตฯ ที่ไทยจะฝึกจนทำทุกอย่างได้ชำนาญอยู่แล้วค่ะ)
และขอเสริมอีกว่า ถ้าเกิดจะเรียนต่อในไทย ก็มีหลายทางเลือกขึ้นอยู่กับความสนใจและเส้นทางอาชีพที่ต้องการเดินต่อ เช่น สมัครเรียนผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพทันตแพทย์ หลักสูตรนั้นจะฝึกแบบเข้มข้นเลย, การเรียนปริญญาโท, ประกาศนียบัตร หรือที่กำลังมาแรงสุดๆ คือ “หลักสูตรระยะสั้น” ช่วยอุดช่องว่างให้แพทย์เลือกเรียนเฉพาะหัวข้อที่สนใจ และจ่ายค่าเรียนน้อยลง
ดังนั้นหากสนใจศึกษาต่อทันตฯ ต่างประเทศจริงๆ ก็สามารถสอบใบประกอบวิชาชีพได้เช่นกัน แต่จะมีกระบวนการและเงื่อนไขเพิ่มเติมตามที่อธิบายไปข้างต้น จึงแนะนำให้เลือกมหาวิทยาลัยที่มาตรฐานหลักสูตรและระยะเวลาเรียนใกล้เคียงไทยที่สุด และมีโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติได้ทำงานกับคนไข้จริงๆ ที่สำคัญคือเช็กอัตราการจบของนักศึกษา เพราะสิ่งนี้สามารถสะท้อนเรื่องการบริหารหลักสูตรได้ค่ะ
ช่องทางศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ทันตแพทยสภา
- เว็บไซต์ https://dentalcouncil.or.th
- เฟซบุ๊กแฟนเพจ https://www.facebook.com/thaidentalcouncil
ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องของทันตแพทย์ ทันตแพทยสภา
- เว็บไซต์ https://www.cdec.or.th
- เฟซบุ๊กแฟนเพจ: https://www.facebook.com/thaidentalcouncil