โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เรือนอีสาน และประเพณีการอยู่อาศัย ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นวงจร

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 05 ก.ค. 2566 เวลา 03.41 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2566 เวลา 03.37 น.
เหย้าที่สร้างขึ้นในเขตชุมชนเดิมใกล้อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนธันวาคม 2530)

จากการสังเกตที่ได้จากการสำรวจศึกษาสถาปัตยกรรมที่ใช้อยู่อาศัยของชาวอีสานทั่วๆ ไป พบว่าสถาปัตยกรรม เรือนพักอาศัยของชาวอีสาน ที่สัมพันธ์กับวิถีการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพมี 3 ลักษณะใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ 1. เรือนใหญ่ 2. เหย้าและตูบต่อเล้า 3. เถียงนา

เรือนใหญ่ เป็นเรือนพักอาศัยถาวรที่ประกอบไปด้วยห้อง 3 ห้อง ตามแนวยาวของตัวเรือนคือ ห้องเปิง, ห้องนอนของพ่อ-แม่ และ ห้องส้วม หรือ ห้องส่วม ซึ่งเป็นห้องนอนของลูกสาวและลูกเขย มีส่วนระเบียงที่มีเกยเป็นหลังคาคลุมและมีชานแดด ยื่นลดชั้นออกมาทางด้านหน้าเรือน บางครั้งอาจแบ่งส่วนหนึ่งของชานไว้เป็นที่ทำครัว หรือไม่ก็อาจจะต่อ ห้องครัว ไว้ด้านข้างเรือนข้างใดข้างหนึ่ง

เหย้าและตูบต่อเล้า เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวเมื่อลูกสาวและลูกเขยแยกครัวเรือนมาจากเรือนใหญ่ของพ่อ-แม่ โดยแยกออกมาสร้างตูบต่อเล้าหรือสร้างเหย้าอยู่กันเองเป็นครอบครัวใหม่อยู่ในชุมชนเดียวกันกับพ่อ-แม่

สำหรับ ตูบต่อเล้า นั้นจะต้องสร้างอยู่ชั่วคราวภายในบริเวณบ้านของพ่อ-แม่ แน่นอนเพราะจะสร้างในลักษณะเพิงหมาแหงน โดยอาศัยโครงสร้างของเล้าข้าวของพ่อ-แม่เป็นหลักยึดด้านหนึ่งเสมอ จึงได้ชื่อว่าตูบต่อเล้า และเล้าข้าวดังกล่าวก็จะอยู่ในบริเวณบ้านของพ่อ-แม่เสมอด้วย

ส่วน เหย้า นั้นเป็นที่พักอาศัยชั่วคราวที่มีโครงสร้างของตัวเอง จึงอาจจะสร้างอยู่ภายในบริเวณบ้านของพ่อ-แม่ก็ได้ หรืออาจจะออกไปสร้างอยู่ริมนอกหมู่บ้านหรือสร้างในบริเวณที่นาใกล้หมู่บ้านก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ที่เห็นควรเกี่ยวกับความแออัดของบริเวณบ้านในชุมชนนั้นๆ เป็นสำคัญ

เถียงนา เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวอีกลักษณะหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายเหย้า แต่จะออกไปสร้างในบริเวณที่นา ซึ่งมักจะอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้าน เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยในฤดูทำนาประมาณ 5-6 เดือนในแต่ละปี ซึ่งชาวอีสานส่วนใหญ่มักจะนิยมสร้างกันมากเสมอ จนดูเรียงรายกันทั่วไปตามทุ่งนา

จากเหตุที่ต้องอพยพครอบครัวออกไปอยู่เถียงนาซึ่งอยู่ไกลจากหมู่บ้านกันทุกปีนี้เอง กลุ่มของเถียงนาหลายแห่งจึงถูกพัฒนาดัดแปลงเพิ่มเติมเพื่ออยู่อาศัยตลอดปี จนกลายเป็นเหย้า แล้วจากนั้นก็มักจะมีเถียงนาอื่นๆ อพยพเข้าไปอยู่ร่วมกลุ่มด้วย จนกลายเป็นชุมชนใหม่เกิดขึ้น

จากลักษณะที่พักอาศัยทั้ง 3 ลักษณะ ดังกล่าวนี้พอจะเห็นได้ว่า แต่ละลักษณะจะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นวงจร กล่าวคือ เรือนใหญ่ซึ่งเป็นเรือนพักถาวรจะเป็นที่อยู่อาศัยของ ครอบครัวต้น (STEM FAMILY) ที่ประกอบไปด้วยพ่อ-แม่, ลูก ลูกเขย และหลาน

ส่วนเหย้าและตูบต่อเล้าเป็นครอบครัวใหม่ที่แยกออกจากครอบครัวต้นไปอยู่กันเป็น ครอบครัวเดี่ยว (NUCLEAR FAMILY) ในบริเวณชุมชนเดียวกันกับพ่อ-แม่

สำหรับเถียงนานั้นก็เป็นที่พักที่แยกออกจากครอบครัวต้นในเรือนใหญ่เช่นกัน แต่จะออกไปเริ่มตั้งครอบครัวเดี่ยวนอกหมู่บ้านเดิมจนเกิดเป็นชุมชนใหม่ขึ้น

บรรดาครอบครัวเดี่ยวที่อยู่อาศัยในที่พักชั่วคราวทั้งหมดคือ เหย้า ตูบต่อเล้า และเถียงนา ต่างก็จะมีเป้าหมายหลักที่เป็นเสมือนจุดสุดยอดของความสำเร็จในชีวิตสังคมเหมือนกันคือ การสร้างเรือนใหญ่ซึ่งเป็นเรือนถาวรให้ได้

เมื่อสามารถสร้างเรือนใหญ่ได้แล้ว กระทั่งมีเขยเข้าอยู่ร่วมด้วย ก็จะมีสภาพเป็นครอบครัวต้น แล้วจากนั้นก็จะมีการแยกครัวเรือนออกไปสร้างที่พักชั่วคราวอยู่กันเป็นครอบครัวเดี่ยวต่อไปเรื่อยๆ

จากความสัมพันธ์ของที่อยู่อาศัยทั้ง 3 ลักษณะ โดยมีเรือนใหญ่ซึ่งอยู่ร่วมแบบครอบครัวต้นเป็นเป้าหมายสำคัญดังกล่าว เราจึงอาจพิจารณาวิเคราะห์ลักษณะของเรือนใหญ่ได้ 2 อย่างคือ 1. โครงสร้างของเรือน 2. รูปแบบของเรือน

หากพิจารณาวิเคราะห์โครงสร้างของเรือนใหญ่ผ่านลักษณะโครงสร้างของระบบครอบครัวแล้ว จะเห็นได้ว่าโครงสร้างของเรือนใหญ่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง และดูเหมือนจะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง เพราะโครงสร้างของระบบครอบครัวยังอยู่ในลักษณะการแยกครัวเรือนจากครอบครัวต้นไปสร้างครอบครัวเดี่ยว ตามประเพณีการอยู่อาศัยเดิมที่มีการสืบทอดกันต่อๆ มา

กล่าวคือ ลักษณะโครงสร้างการอยู่อาศัยในเรือนใหญ่ของชาวอีสานจะสร้างเรือนขนาด 3 ห้อง เป็นหลักสำคัญ คือ มีห้องนอนของพ่อ-แม่ ห้องนอนของลูกสาวและลูกเขย และห้องเปิง (ห้องพระ/ห้องผี) ดังกล่าวแล้ว

เมื่อลูกสาวแต่งงานแล้ว ชาวอีสานจะถือประเพณีนิยมเอาเขยเข้าบ้าน เพื่อช่วยทำมาหากินในครัวเรือนเดียวกันระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่มีข้อกำหนดแน่นอนในเรื่องระยะเวลา แต่จะต้องแยกครัวเรือนออกไปสร้างครอบครัวใหม่ของตัวเอง เมื่อมีเขยใหม่เข้าไปอยู่แทน หรือเมื่อตัวเองและพ่อ-แม่เห็นว่าถึงเวลาสมควรที่จะต้องแยกครัวออกไปสร้างครอบครัวเป็นเอกเทศได้แล้ว เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าลักษณะครอบครัวของชาวอีสานจะหมุนเวียนเป็นวงจรสืบต่อกันไปสร้างครอบครัวเดี่ยว และเมื่อครอบครัวเดี่ยวพัฒนาขึ้นไปเป็นครอบครัวต้น โดยมีเรือนใหญ่อยู่อาศัยแล้ว ก็จะมีการแยกครัวเรือนต่อไปอีก

ฉะนั้น โครงสร้างของเรือนใหญ่จึงยังคงมีการสืบทอดต่อมาได้ เพราะสามารถตอบสนองประโยชน์ใช้สอยของครอบครัวต้นได้อย่างเหมาะสมสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้โครงสร้างของเรือนใหญ่จึงสะท้อนให้เห็นภาพของระบบครอบครัวที่ชาวอีสานอยู่อาศัยร่วมกันได้เป็นอย่างดี

ส่วนในแง่รูปแบบเรือนใหญ่นั้น อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้างทั้งในด้านรูปทรง วัสดุ เทคนิควิธีการ ฯลฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเเละทางสังคม เศรษฐกิจ ตลอดจนการติดต่อสัมพันธ์กับสังคมภายนอก เป็นต้น

ในที่นี้จึงพอจะกล่าวโดยสรุปได้ว่า แม้รูปแบบและประโยชน์ใช้สอยของเรือนใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้างก็ตาม แต่ลักษณะโครงสร้างของเรือนใหญ่ก็ยังคงมีอยู่ และยังสามารถสนองประโยชน์ใช้สอยต่อระบบครอบครัวของชาวอีสานที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงได้

แต่สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ เรื่องสาเหตุปัจจัยที่ทำให้ลักษณะโครงสร้างของเรือนใหญ่ในอีสานมีการสืบทอดกันเรื่อยมาบนพื้นฐานโครงสร้างของระบบครอบครัว

เหตุปัจจัยที่ทำให้มีการสืบทอดที่สำคัญก็คือ ความเชื่อต่างๆ ตลอดจนคะลำหรือข้อห้าม และผญาภาษิตที่เกี่ยวข้องกับเรือนพักอาศัย ซึ่งเป็นเสมือนสิ่งสนับสนุนที่ช่วยรักษาความเหมาะสมสอดคล้องกันระหว่างเรือนพักอาศัย ซึ่งสัมพันธ์กับระบบครอบครัวให้ดำรงอยู่ได้

เรื่องความเชื่อเกี่ยวกับ “โสก” ของชาวอีสานที่ใช้เป็นเหมือนมาตราวัดความสูง-ต่ำ, กว้าง-ยาวของวัสดุที่ใช้สร้างเรือน เช่น โสกเสา โสกกลอนเรือน โสกกะทอด (พลึง) และโสกแม่กะได เป็นต้น

ความเชื่อเรื่อง “เปิง” ก็มีส่วนที่กำหนดให้มีการยกเปิงขึ้นในเหย้า เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย และเป็นหัวหน้าผู้นำครอบครัวใหม่ที่เป็นครอบครัวเดี่ยว และเมื่อสร้างเรือนใหญ่แล้วก็จะมีการยกเปิงขึ้นไว้ในห้องหนึ่งโดยเฉพาะแล้วเรียกว่า ห้องเปิง ซึ่งนอกจากจะแสดงสถานภาพของหัวหน้าครอบครัวแล้ว ยังจะใช้เป็นที่เก็บรักษาสิ่งที่เคารพสักการะบูชาต่างๆ เช่น รูปเคารพทางความเชื่อศาสนา อัฐิธาตุของบรรพบุรุษหรือสมาชิกในครัวเรือน ตลอดจนเครื่องรางของขลัง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ฯลฯ จนบางครั้งก็จะรู้จักห้องเปิงกันในอีกความหมายหนึ่งว่าคือ ห้องพระหรือห้องผี ด้วย

จากลักษณะที่เป็นสัญลักษณ์ความเป็นผู้นำครอบครัวนี้ จึงทำให้มีผลเกิดเป็นความเชื่อเรื่องคะลำหรือข้อห้ามไม่ให้เขยล่วงล้ำขึ้นเปิงโดยเด็ดขาด ซึ่งจะถือว่าเป็นความผิดเหมือนเป็นการละลาบละล้วงล่วงเกินพ่อตา ผู้เป็นเจ้าของบ้านที่อยู่ในฐานะหัวหน้าผู้นำครอบครัว

จึงอาจกล่าวได้ว่า นอกจากความเชื่อเรื่องเปิงจะมีอิทธิพลต่อลักษณะโครงสร้างของเรือนใหญ่แล้ว ยังจะทำหน้าที่เป็นตัว “ควบคุมสังคม” (SOCIAL CONTROL) ในระดับครอบครัว ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขไปด้วย

ส่วนคำกล่าวในลักษณะ “ผญาภาษิต โบราณต่างๆ” ที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ก็จะมีลักษณะสนับสนุนให้มีการรักษาความเหมาะสมสอดคล้องกันระหว่างเรือนพักอาศัยกับประเพณีการอยู่อาศัยหลายอย่าง เช่น

ประเพณีนิยมในการแต่งงานของชาวอีสานที่เอาเขยเข้าบ้าน เพราะต้องการแรงงานเพื่อเพิ่มผลผลิตรายได้ ก็จะมีคำภาษิตกล่าวย้ำในทางปฏิบัติว่า “เอาเขยมาเลี้ยงพ่อเฒ่าแม่เฒ่า ปานได้ข้าวมาใส่เล้าใส่เยีย เอาลูกใภ้มาเลี้ยงปู่เลี้ยงย่า ปานได้ผีห่ามาใส่เฮือนใส่ชาน” และ “นาสองเหมือง เมืองสองท้าว เหย้าสองเขย” เป็นต้น

นอกจากนี้ คำกล่าวเกี่ยวกับการนำต้นไม้มาถากทำเป็นต้นเสาเรือน ก็ยังมีลักษณะที่บ่งบอกถึงสถานะและระยะเวลาในการสร้างที่อยู่อาศัยในลักษณะชั่วคราวหรือถาวรด้วย คือ “ถากเสาบ่มีเหลี่ยมเค้า แสนสิเกลี้ยงก็บ่งาม” ซึ่งจะมีความหมายอยู่ในทีเป็นที่รู้กันว่า เหย้าหรือเรือนน้อยส่วนใหญ่มักจะใช้เสาไม้กลมกะเทาะเปลือก หรืออาจจะถากบ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนเรือนใหญ่จะต้องนำท่อนเสามาถากให้เป็นเหลี่ยมเสมอ

จนที่สุดก็ยังมีภาษิตโบราณที่เน้นย้ำถึงลักษณะเรือนพักอาศัยของชาวอีสานที่แยกครัวเรือนแล้ว มีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การสร้างเรือนใหญ่ ซึ่งเป็นเรือนที่มีความสัมพันธ์กับโครงสร้างของระบบครอบครัว โดยแสดงนัยชี้ให้เห็นถึงความสุขในการดำรงชีวิตในสังคม เสมือนจะเป็นการประสบความสำเร็จในการสร้างครอบครัวอย่างหนึ่งว่า “สุขเพราะมี เฮือนใหญ่ มุงแป้นกระดาน”

ดังกล่าวมาโดยสังเขปเกี่ยวกับประเพณีการอยู่อาศัยในบ้านเรือนของชาวอีสานนี้ พอจะสรุปกว้างๆ ได้ว่า การแยกครัวเรือนออกมาอยู่ตูบต่อเล้านั้น เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของการสร้างครอบครัวเดี่ยวขึ้นใหม่ เป็นเอกเทศทางเศรษฐกิจของตนเอง แต่ก็ยังมีความผูกพันอยู่กับครอบครัวเดิมอยู่บ้างทางด้านสังคม คือพวกลูกๆ ที่ยังเล็กอาจจะยังผูกพันกับตายายอย่างใกล้ชิดเหมือนเดิมที่ยังอยู่ห้องส้วม หรือห้องส่วม และโดยเฉพาะสถานที่สร้างตูบ ซึ่งต้องต่อออกจากเล้าข้าวที่อยู่ในบริเวณบ้านของพ่อ-แม่

แต่ทั้งนี้ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องแยกออกไปสร้างตูบอยู่ก่อนก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการและความสามารถที่จะทำได้ ซึ่งอาจจะแยกครัวเรือนออกไปสร้างเหย้าหรือเรือนน้อยอยู่เลยก็ได้

แต่ไม่ว่าจะสร้างตูบอยู่ก่อน หรือบางครั้งอาจจะมีการปรับปรุงยกเถียงนาขึ้นเป็นเหย้า หรือจะสร้างเหย้าเลยก็ตาม กล่าวได้ว่า เหย้าหรือเรือนน้อยคือจุดเริ่มต้นของการสร้างครอบครัวใหม่ในลักษณะครอบครัวเดี่ยว ที่มีความพร้อมเบื้องต้นที่จะสร้างสถานภาพในสังคมต่อไปได้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะนอกจากจะแยกครัวเรือนออกมาเป็นอิสระทางเศรษฐกิจแล้ว ยังจะมีการยกเปิงขึ้นไว้ในเหย้า ซึ่งเป็นการแสดงถึงสถานภาพความเป็นเจ้าของและเป็นผู้นำครอบครัวที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด

ส่วนเรื่องใหญ่นั้น แน่นอนว่าจะต้องเป็นเป้าหมายหลักที่จะต้องพยายามสร้างให้ได้ เพราะนอกจากจะเพื่อสนองประโยชน์ใช้สอยในชีวิต และค่านิยมในสังคมตามประเพณีเดิมที่สัมพันธ์กับลักษณะสังคมแบบครอบครัวต้นแล้ว ยังจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงสถานภาพในสังคมที่ยอมรับกันโดยทั่วไปอีกด้วย

นี่คือวิถีการสร้าง เรือนพักอาศัยของชาวอีสาน ตามแบบประเพณีเดิมที่มีการสืบทอดกันเรื่อยมาในลักษณะเหมือบวงจร แม้ว่ารูปแบบของเรือนพักจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม แต่โครงสร้างของเรือนก็จะยังคงดำรงอยู่ได้ ตราบเท่าที่โครงสร้างระบบครอบครัวยังไม่เปลี่ยนแปลง และมีความเชื่อด้านต่างๆ เป็นเครื่องตอกย้ำสนับสนุนให้มีการสืบทอด

อ่านเพิ่มเติ่ม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “เรือนอีสานและประเพณีการอยู่อาศัย” เขียนโดย สมชาย นิลอาธิ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2530

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มิถุนายน 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...