1.57 แสนล้าน อุ้มเศรษฐกิจไตรมาส 3 มั่นใจ ‘BOI’ ชูแผนเว้นภาษี-ปลุกลงทุน
ทุกฝ่ายเห็นด้วยรัฐบาลปรับแผนเพิ่มงบฯกระตุ้นลงทุน 1.57 แสนล้าน แก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน “จุลพันธ์” ชี้เม็ดเงินต้องถึงชุมชนโดยตรง เพื่อหมุนเวียนเศรษฐกิจ ส่วนโครงการเงินดิจิทัลหากพร้อมสามารถนำกลับมาอีก ขณะที่เอกชนนำโดยสภาหอการค้าไทยเห็นด้วยปรับงบฯ พร้อมให้ข้อมูลรัฐบาลทำงานง่ายขึ้น ด้าน “บีโอไอ” ออกมาตรการควบคู่ ส่งเสริมศักยภาพเอสเอ็มอี ยกเว้นภาษี 5 ปี กรณีเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ ภาคส่วนต่าง ๆ เชื่อกระตุ้นลงทุนได้ดี แต่รัฐควรเข้ามาช่วยเรื่องสินเชื่อด้วย
จากกรณีคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 5 โครงการหลัก อาทิ โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและคมนาคม การท่องเที่ยว การลดผลกระทบส่งออก เพิ่มผลิตภาพ ตลอดจนเศรษฐกิจชุมชน เกษตรกร แก้ปัญหาถนนหนทางกระตุ้นเศรษฐกิจทุกมิติ ตั้งเป้าหมายกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อรักษาการจ้างงาน และวางรากฐาน พร้อมเลื่อนการแจกเงินดิจิทัลออกไปก่อน
“จุลพันธ์” เผยตั้ง กก.เร่งรัด
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระบวนการพิจารณาโครงการต่าง ๆ ต้องดูอย่างละเอียด ซึ่งจากการประเมินเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 อาจมีผลกระทบที่ค่อนข้างมาก ดังนั้น รัฐบาลจึงวางแผนนำเงินงบประมาณดังกล่าวในช่วงไตรมาส 3 ให้ได้ และจะต้องเป็นงบฯผูกพันก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 พร้อมตั้งคณะกรรมการเร่งรัด
“รัฐบาลเชื่อว่ากรอบระยะเวลามีเพียงพอ แต่สิ่งที่สำคัญคือโครงการที่จะเข้ามาพิจารณา เม็ดเงินจะต้องลงไปถึงชุมชน โครงการที่เกิดขึ้นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจริง ๆ ยืนยันว่าเม็ดเงินเหล่านี้จะเกิดประโยชน์ในวงกว้าง หมุนเวียนทางเศรษฐกิจ คอยประคับประคองสถานการณ์ให้ผ่านช่วงมรสุมนี้ไปได้” รมช.คลังกล่าว
เงินดิจิทัลอาจกลับมาใหม่
ส่วนกรณีการทบทวนโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเลตนั้น ต้องดูสถานการณ์เป็นรายไตรมาส และความเปลี่ยนแปลงจากการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐว่าเป็นอย่างไร และปัญหาสงครามการค้ากับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ หากวันหนึ่งรัฐบาลมีความพร้อมจะนำมากลับพิจารณาใหม่
ส่วนเม็ดเงินที่จะนำมาแจกเท่าไหร่นั้นจะต้องไปดูในวันข้างหน้าและพิจารณาในขั้นถัดไป แต่วันนี้รัฐบาลดูความจำเป็นเร่งด่วน โดยการดึงเม็ดเงิน 1.57 แสนล้าน มาใช้ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องการบริหารจัดการน้ำ การคมนาคม พัฒนามนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน
สภาหอฯเห็นด้วยปรับงบฯ
ส่วนความคิดเห็นภาคเอกชนเกี่ยวกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะปรับงบประมาณและการใช้เงิน เพื่อแก้ปัญหาที่ไทยกำลังประสบอยู่ รวมถึงสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและใช้จ่าย ดีกว่าใช้งบประมาณแจกเงินทางเดียว
ตอนนี้จากสภาพเศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และเศรษฐกิจในประเทศไทยเอง ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วนโดยเฉพาะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ติดขัด ทั้งภาคส่งออก การบริโภค การท่องเที่ยว ซึ่งมีห่วงโซ่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเอสเอ็มอีและแรงงานจำนวนมาก
พร้อมชงข้อมูลถึงรัฐบาล
“การปรับแก้โครงสร้างทางเศรษฐกิจดีกว่าแจกเงินเฉย ๆ โดยรัฐต้องคัดกรองประเด็นที่ต้องเข้าประคองก่อน อย่างการส่งออก การผลิต การท่องเที่ยว เมื่อดีก็จะดันการบริโภค ส่วนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่อาจใช้งบประมาณปีถัดไป ด้วยโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ต้องใช้เวลาและงบประมาณสูง หอการค้าไทยเราสนับสนุนมาตรการที่รัฐจะออกมาช่วยเหลือ และพร้อมเข้าไปหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อเท็จจริงถึงแนวคิดภาคเอกชนต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะสั้น”
วันนี้รัฐต้องจำแนกและออกมาตรการที่ลงไปในแต่ละอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจอาจไม่เหมือนกันทั้งหมด ต้องทำอย่างไรให้เกิดรายได้ ธุรกิจมีสภาพคล่อง เอกชนเราพร้อมให้ข้อมูลทุกด้าน ก็หวังว่าจะได้พบคณะกรรมการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนี้
“บีโอไอ” ออกมาตรการควบคู่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การออกแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ทำงานควบคู่กันด้วยการรื้อแผนส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทย รวมถึงงดส่งเสริมกิจการที่อาจมีปริมาณผลิตเกินความต้องการ และลดความเสี่ยง ปรับปรุงการจ้างงานบุคลากรต่างชาติ เป็นต้น
โดยการประชุมของบีโอไอครั้งล่าสุดเห็นชอบมาตรการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการไทยเพื่อรองรับโลกยุคใหม่ โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์เอสเอ็มอีที่ปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัล การประหยัดพลังงาน จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ 5 ปี ในวงเงิน 100% จากเดิมยกเว้นภาษีเงินได้ 3 ปี ในวงเงินไม่เกิน 50% ของเงินลงทุนในการปรับปรุงประสิทธิภาพ
ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนกิจการด้านการท่องเที่ยวในเมืองรอง โดยกรณีการลงทุนตั้งสถานประกอบการในเมืองรอง 55 จังหวัดจะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมเป็น 8 ปี จากเดิม 5 ปี สำหรับกิจการโรงแรม หากตั้งในเมืองรอง จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 5 ปี จากเดิม 3 ปี
เบรกลงทุนเกินความต้องการ
ส่วนมาตรการด้านป้องกัน อาทิ งดให้การส่งเสริมกิจการที่อาจมีปริมาณผลิตเกินความต้องการ กิจการที่มีความเสี่ยงต่อมาตรการสหรัฐและประเทศอื่น ๆ เช่น กิจการผลิตเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ แบตเตอรี่กลุ่มตะกั่ว-กรด อุปกรณ์เสริมและอุปกรณ์ตกแต่งยานพาหนะ
เพิ่มความเข้มข้นในการพิจารณากระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ สำหรับบางกิจการที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากมาตรการการค้าสหรัฐ เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์โลหะ และอุตสาหกรรมเบา โดยปรับเงื่อนไขการจ้างงานต่างชาติ สำหรับกิจการผลิตที่ขอรับการส่งเสริมลงทุนและมีการจ้างงานทั้งบริษัทตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปจะต้องมีการจ้างบุคลากรไทยไม่น้อยกว่า 70% ของการจ้างงาน
BOI ช่วยส่งเสริมการจ้างงาน
ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มาตรการสนับสนุน SMEs ล่าสุดของบีโอไอสามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการให้เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและลงทุนนำเทคโนโลยีมาอัพเกรดการผลิต
ขณะเดียวกัน มาตรการด้านส่งเสริมการจ้างงานคนไทย การใช้สินค้าในประเทศ และการท่องเที่ยว รวมถึงการลดการสนับสนุนสินค้าบางกลุ่มที่เป็นเป้าของกำแพงภาษี เป็นอีกจุดที่จะช่วยแก้ปัญหาระยะสั้นและผลกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐ และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ด้วย
ส.อ.ท.ชี้เอสเอ็มอีหมดแรงลงทุน
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจโลกผันผวนหนัก ยังไม่สามารถคาดการณ์สถานการณ์ตลาดการค้าโลก ว่าได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีทรัมป์ขนาดไหนซึ่งรัฐก็พยายามหามาตรการมาช่วยเหลือ อย่างการออกมาตรการส่งเสริมศักยภาพ SMEs จะทำให้เกิดการลงทุนบ้าง
ขณะนี้ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทย คือ หนี้ครัวเรือนที่มีอยู่สูงมาก เงินทุนที่ยังไม่ถูกปลดล็อก การจะลงทุนเพื่อขยายธุรกิจจึงเป็นเรื่องยาก ที่สำคัญรัฐควรออกมาตรการการดูแลผลกระทบจากการส่งออกที่อาจชะลอตัว เพราะมันอาจทำให้เกิดการเลิกจ้างแรงงาน และต้องควบคู่ไปกับการมีมาตรการการดูแลสินค้า SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาดในประเทศด้วย เราอยากเน้นมาตรการที่เข้ามาช่วยดูแลผู้ประกอบการรายเล็ก
เว้นภาษีช่วยดึงดูดเอกชน
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า สมาพันธ์สนับสนุนนโยบายมาตรการช่วย SMEs ในการลงทุนเครื่องจักรใหม่ และดิจิทัลเทคโนโลยี AI ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จาก 3 ปี 50% เป็น 5 ปี 100% ซึ่งสามารถดึงดูดการลงทุนได้มาก
บีโอไอมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการลงทุนให้ SMEs เพราะจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มสัดส่วนจีดีพี SMEs และจีดีพีประเทศ เพิ่มโอกาสปรับเปลี่ยนธุรกิจให้มีศักยภาพที่ดีขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
ชี้สอดคล้องอุตฯยั่งยืน
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า การเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนให้ SMEs ลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพ ถือเป็นมาตรการที่เหมาะสมและจำเป็นในยุคที่เศรษฐกิจไทยต้องเร่งปรับตัว หากมีมาตรการสนับสนุนด้านเทคนิคควบคู่กัน เช่น ศูนย์ให้คำปรึกษาและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งเป็นคอขวดของการส่งเสริมปัจจุบัน
ส่วนการงดส่งเสริมกิจการที่อาจก่อให้เกิดปัญหา Oversupply หรือมีความเสี่ยงต่อมาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้า ถือเป็นการปรับนโยบายเชิงรุกที่เหมาะสมกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน นอกจากนี้ยังช่วยให้ทรัพยากรถูกจัดสรรไปยังอุตสาหกรรมอนาคต หรือกิจการที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมยั่งยืน และลดแรงกดดันจากมาตรการ CBAM และการสอบสวนแหล่งกำเนิดสินค้า
หนุนเพิ่มสัดส่วนแรงงานไทย
“การกำหนดให้กิจการที่ได้รับส่งเสริมและมีการจ้างงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องมีสัดส่วนการจ้างแรงงานไทยไม่น้อยกว่า 70% พร้อมกำหนดรายได้ขั้นต่ำของแรงงานต่างชาติ และการปกป้องตลาดแรงงานไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ควรทำควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้ทัดเทียม”
นอกจากนี้ การกำหนดให้กิจการที่เสี่ยงต่อมาตรการการค้าของสหรัฐ ต้องมีระบุกระบวนการผลิตที่เป็นสาระสำคัญ เช่น การแปรสภาพวัตถุดิบให้เกิดการเปลี่ยนพิกัดศุลกากรอย่างน้อย 4 หลัก ถือเป็นมาตรการเชิงเทคนิคในการป้องกันข้อกล่าวหาด้านแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังถูกจับตา เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และโลหะ
เชียงใหม่ชี้ SMEs ไม่มีเงิน
ส่วนความเคลื่อนไหวในระดับภูมิภาค นายจุลนิตย์ วังวิวัฒน์ ประธานอาวุโส หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับมาตรการของ BOI มองว่าตอบโจทย์เพียงส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอสเอ็มอีขนาดเล็กไซซ์ S และ M กำลังประสบปัญหาเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อหรือแหล่งทุน ขณะที่สถาบันการเงินก็ไม่อยากรับความเสี่ยง ทำให้การขอสินเชื่อเป็นไปได้ยากมาก
ประเด็นคือเอสเอ็มอีในเชียงใหม่อยู่ในสภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก และมีภาระต้นทุนทางการเงินและค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ ที่ค่อนข้างสูงมาก ทุกคนอยู่ในสภาพรัดเข็มขัด ลดการจ้างงาน และชะลอการลงทุน ดังนั้น รัฐบาลต้องเข้ามาซัพพอร์ตเอสเอ็มอีและแก้ไขให้ตรงจุด คือทำให้เอสเอ็มอีมีสภาพคล่องด้วยการคุยกับสถาบันการเงินให้ลดเงื่อนไขลง
ลำปางขอโฟกัส 10 เมืองรอง
นายพีระรักษ์ พิชญกุล ประธานหอการค้าจังหวัดลำปาง กล่าวว่า การส่งเสริมการลงทุนด้านการท่องเที่ยว 55 เมืองรอง เป็นการยิงที่กระจายมากเกินไป ยังไม่ตอบโจทย์และไม่จูงใจผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่เป็นเอสเอ็มอีมากนัก เพราะนอกจากปัญหาสภาพคล่องแล้ว ผู้ประกอบการที่พอมีเงินอยู่บ้างก็จะถือเงินไว้ในมือ และชะลอการลงทุนออกไปก่อน ดังนั้น รัฐบาลควรโฟกัสแค่ 10 เมืองรองที่เป็นปริมณฑลของเมืองใหญ่ ซึ่งเป็นนโยบายยุคนายกฯเศรษฐา ซึ่งหากโฟกัสแค่ 10 เมืองรองจะมีการเชื่อมโยงและเอื้อเศรษฐกิจต่อกันอย่างครอบคลุม และกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า
สงขลา-ระยองจูงใจลงทุน
นายกร สุริยะพันธ์ ประธานสมาพันธ์ SME ไทยจังหวัดสงขลา และประธานสมาพันธ์ SME ไทยกลุ่มภาคใต้ชายแดน กล่าวว่า ประเด็นที่รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยให้ BOI ลดหย่อนภาษีรายได้ในการลงทุน 100% กับผู้ประกอบการ SMEs 5 ปี จะเป็นแรงจูงใจในการต่อยอดหรือขยายกิจการหรือจะมีการลงทุนใหม่
นายทินกร ลาวัณย์เสถียร ประธานหอการค้าจังหวัดระยอง กล่าวว่า มาตรการของ BOI ดีมาก เพราะจะทำให้ SMEs ที่เดิมลังเลจะลงทุนเพราะกำไรสุทธิต่ำ หรือต้องการความคุ้มในการตัดสินใจซื้อเครื่องจักรใหม่ รายเล็กจะได้แรงจูงใจเพิ่ม เพราะต้นทุนเครื่องจักรเป็นภาระหลัก และหากได้ยกเว้นภาษีเต็มจำนวนที่ลงทุน จะช่วยให้กล้าตัดสินใจเร็วขึ้น เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นได้ดีขึ้น
ศรีสะเกษห่วงนอมินีแฝง
นายรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า การออกมาตรการส่งเสริมกิจการท่องเที่ยวในเมืองรอง 55 จังหวัด ถือเป็นมาตรการเชิงบวก สร้างโอกาสที่ดีต่อการดึงดูดการลงทุน ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรออกมาตรการเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการรายเดิม โดยเฉพาะ SMEs ขนาดกลางและขนาดเล็ก ให้เอื้อต่อการลงทุนเพิ่ม
สิ่งที่ยังคงเป็นกังวล ได้แก่ การเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ SMEs ไทย โดยยกเว้นภาษีเงินได้ ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่ าผู้ขอยื่นจดทะเบียนต้องไม่เป็นนอมินี ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการคนไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงขั้นตอนการขอสิทธิ BOI มีความยุ่งยาก ควรส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) แต่ละเมือง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวต่อการลงทุน
ปทุมฯแนะสร้างดีมานด์รองรับ
นายสมควร จันทร์แดง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า การอนุมัติมาตรการชุดใหญ่รับมือกำแพงภาษีสหรัฐถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่ผู้ประกอบการขนาดเล็กอาจไม่ได้รับประโยชน์มากนัก ปัจจุบันความต้องการในประเทศไม่เกิดขึ้น
รัฐบาลควรออกโครงการส่งเสริมควบคู่ เช่น กิจการที่มีปริมาณผลิตเกินความต้องการอย่างแผงโซลาร์เซลล์ รัฐสามารถออกมาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมนำสินค้าเหล่านั้นมาขายในราคาที่ถูก เป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 1.57 แสนล้าน อุ้มเศรษฐกิจไตรมาส 3 มั่นใจ ‘BOI’ ชูแผนเว้นภาษี-ปลุกลงทุน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net