โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

คดีมาตรา 112 “ปณิธาน” กรณีคอมเมนต์ในกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส

iLaw

อัพเดต 14 พ.ค. 2568 เวลา 08.08 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2568 เวลา 06.09 น. • iLaw

สารบัญ

แสดง / ซ่อน

  • ติดตามคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ของ 'ปณิธาน'

  • ฎีกายืนจำคุกหนึ่งปี หกเดือน

ติดตามคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ของ 'ปณิธาน'

13 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัด ‘ปณิธาน’ ชายชาวสระแก้วฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในหมายเลขคดีดำที่ อ.1835/2565 หลังศาลชั้นต้นเคยพิพากษาให้จำคุกสี่ปี โดยไม่รอลงอาญาก่อนจะลดโทษให้เหลือสองปีเนื่องจากปณิธานรับสารภาพ ต่อมาศาลอุทธรณ์ลดโทษเหลือหนึ่งปีหกเดือน

ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 5-10 นายเข้าแสดงหมายจับของศาลอาญาถึงที่ทำงานของปณิธาน พร้อมทั้งยึดโทรศัพท์มือถือและได้สอบถามว่าปณิธาน ได้แสดงความเห็นในกลุ่มเฟซบุ๊กใต้โพสต์ของ “Pavin Chachavalpongpun” ในกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2564 และเป็นเจ้าของบัญชีผู้ใช้ที่แสดงความเห็นด้วยหรือไม่

ในชัันสอบสวน ปณิธานถูกสอบสวนขณะไม่มีทนายความร่วมอยู่ด้วย ซึ่งปณิธานให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาและเมื่อพนักงานสอบสวนยื่นขอฝากขังต่อศาล ศาลอนุญาตให้ประกันตัวโดยครอบครัวต้องกู้ยืมหลักทรัพย์จำนวน 90,000 บาทเป็นประกัน

คดีนี้อัยการบรรยายฟ้องว่า การแสดงความเห็นว่า “สวัสดี” ใต้โพสต์ภาพพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่สิบเป็นการล่วงละเมิด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายรัชกาลที่สิบ ซึ่งประชาชนทั่วไปที่เห็นภาพและข้อความ “สวัสดี” เข้าใจความหมายได้ว่าสื่อถึงรัชกาลที่สิบ โดยทำให้รัชกาลที่สิบเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง และประชาชนเสื่อมศรัทธา ในนัดสอบคำให้การปณิธานให้การปฏิเสธ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรับสารภาพในขั้นตรวจพยานหลักฐาน

ปณิธานระบุว่า การกลับคำให้การรับสารภาพเนื่องจากตนประกอบอาชีพสุจริตและไม่เคยกระทำความผิดใดมาก่อน จึงคาดหวังว่าจะได้รับโอกาสให้รอลงอาญา เพื่อกลับไปประกอบอาชีพและเลี้ยงดูครอบครัว

ศาลชั้นต้นจำคุก 4 ปีรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง

24 พฤศจิกายน 2564 ศาลอาญาพิพากษาจำคุกปณิธานสี่ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (3) แต่เนื่องจากปณิธานให้การรับสารภาพเป็นประโยช์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือสองปี ศาลระบุว่าแม้ว่าจำเลยจะไม่เคยกระทำความผิด ประกอบอาชีพสุจริตเพื่อเลี้ยงดูภรรยาที่กำลังจะคลอดบุตรก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยทำให้กษัตริย์เสื่อมเสียเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น-เกลียดชัง เป็นกรณีร้ายแรงไม่สมควรให้รอการลงโทษ เขาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือนเหตุบวชให้ “องค์ภา”

ในชั้นอุทธรณ์ ปณิธานโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นอัตราโทษ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษเพื่อให้โอกาสตนเป็นพลเมืองดี หาเลี้ยงครอบครัว ต่อมาในวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ปณิธานพร้อมภรรยาเดินทางจากสระแก้วเข้าสู่กรุงเทพมหานครเพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

โดยศาลอุทธรณ์ระบุว่า ในข้ออุทธรณ์ของจำเลย แม้ว่าจำเลยจะไม่เคยกระทำความผิดและเป็นหัวหน้าครอบครัวประกอบกับทำมาหากินโดยสุจริต ศาลก็ไม่ยกเป็นเหตุให้บรรเทาโทษได้ จึงให้คงโทษจำคุกไว้สองปี เพราะการกระทำของจำเลยมีความร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

แต่ในข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ระบุว่าได้ไปร่วมอุปสมบทเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ในวัดแห่งหนึ่งในสระแก้วเป็นข้ออุทธรณ์ที่รับฟังได้จึงลดโทษจากจำคุกสองปี เป็นหนึ่งปีหกเดือน โดยไม่รอลงอาญา ก่อนจะให้ประกันตัวในชั้นฎีกาด้วยวงเงิน 100,000 บาท

ข้อมูลการจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า ปณิธานอายุย่าง 25 ปี (ในปี 2566) เป็นหัวหน้าครอบครัว ทำงานเลี้ยงดูทุกคนในครอบครัวด้วยตัวคนเดียว ส่วนภรรยาทำหน้าที่เลี้ยงดูบุตรดูที่บ้าน ปณิธานทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง มีรายได้วันละ 500 บาท วันไหนที่ต้องหยุดงานก็จะไม่มีรายได้ วันที่มาศาลก็จะต้องหยุดงานเพราะต้องเดินทางมาจากจังหวัดสระแก้ว

ฎีกายืนจำคุกหนึ่งปี หกเดือน

13 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.55 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 608 ศาลอาญา ผู้พิพากษาขึ้นบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุก ‘ปณิธาน’ ในฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หนึ่งปี หกเดือน โดยไม่รอลงอาญา คดีของ ‘ปณิธาน’ ถึงที่สุดแล้วตามกระบวนการยุติธรรมไทยส่งผลให้ ‘ปณิธาน’ ต้องถูกคุมขังเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และจะต้องรับโทษหนึ่งปีหกเดือนในกรงขัง คำพิพากษาระบุว่า ‘ปณิธาน’ ต่อสู้ในชั้นฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงโทษเป็นรอลงอาญา

โดย ‘ปณิธาน’ ระบุในฎีกาว่า ตนได้กราบขอพระราชทานอภัยโทษต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่พระบรมมหาราชวัง และแสดงความจงรักภักดีโดยถวายพระพรและกราบขอขมาต่อพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่สิบ พระราชินี พระองค์ภาฯ และเจ้าฟ้าทีปังกร เพื่อแสดงความจงรักภักดี ‘ปณิธาน’ ยังระบุเพิ่มว่าในส่วนของโพสต์เฟซบุ๊กที่ตนได้แสดงความเห็นตนไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความ เพียงแค่แสดงความคิดเห็นเท่านั้น

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานคำพิพากษาว่า คดีนี้จำเลยรับสารภาพตามฟ้อง ในศาลชั้นต้นได้พิพากษาจำคุกสี่ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกสองปี ในชั้นอุทธรณ์ได้พิพากษาลดโทษจากจำคุกสองปี ให้เหลือจำคุกหนึ่งปี หกเดือน โดยไม่รอการลงโทษ ต่อมาจำเลยได้ยื่นฎีกาโดยมีผู้พิพากษาศาลชั้นต้นลงลายมือชื่อรับรองฎีกา

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุให้รอการลงโทษหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าแม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และหลังจากกระทำความผิดก็ไม่ได้ใช้สังคมออนไลน์ในลักษณะเช่นเดียวกับคดีนี้อีก

การที่จำเลยขอพระราชทานอภัยโทษ แสดงความจงรักภักดีโดยร่วมอุปสมบทหมู่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ที่วัดในจังหวัดสระแก้ว ได้มีการร่วมแสดงความจงรักภักดี โพสต์ถวายพระพรพระบรมวงศานุวงศ์ ตามภาพที่ปรากฏในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะ จำเลยมีที่ทำงานเป็นหลักแหล่ง เคยทำงานเป็นพนักงานดับเพลิง ส่วนปัจจุบันทำงานก่อสร้าง มีภาระต้องดูแลครอบครัว

ตามข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่อ้างว่าจำเลยไม่ใช่ผู้โพสต์ เป็นเพียงผู้แสดงความเห็น คนทั่วไปจะเข้ามาเห็นข้อความของจำเลยต้องกดเข้ามาดู จำเลยไม่ได้ประสงค์จะให้ข้อความถูกแพร่เป็นวงกว้าง ทั้งจำเลยไม่ใช่แกนนำและไม่ใช่ผู้นำทางความคิดที่จะเปลี่ยนความคิดใครได้ แต่พิเคราะห์ถ้อยคำที่จำเลยแสดงความเห็นและความร้ายแรงแห่งคดีแล้ว เห็นว่าไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาอุทธรณ์ พิพากษายืนลงโทษจำคุกหนึ่งปี หกเดือน โดยไม่รอการลงโทษ

ในวันนี้ภรรยาและครอบครัวของ ‘ปณิธาน’ เข้ารับฟังคำพิพากษาด้วย ในระหว่างที่ศาลอ่านคำพิพากษา ‘ปณิธาน’ ลุกขึ้นรับฟัง ในขณะที่ภรรยานั่งร้องไห้อยู่ด้านหลัง ส่วนลูกๆของ ‘ปณิธาน’ อยู่ในวัยกำลังซน ต้องนั่งรออยู่นอกห้องพิจารณาคดีโดยมีญาติของปณิธานนั่งเฝ้าอยู่ภายนอก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...