ธุรกิจร้านอาหารร้องนายกฯ วิงวอนเร่งออก 5 มาตรการอัดยาแรงถอนพิษศก.ไทย
ธุรกิจร้านอาหารร้องนายกฯ วิงวอนเร่งออก 5 มาตรการอัดยาแรงถอนพิษศก.ไทย
นายสรเทพ สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจร้านอาหาร ทำให้ปี 2568 สาหัสกว่าช่วงโควิด จึงขอวิงวอนนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจรัฐบาลให้รีบออกมาตราการเร่งด่วนเพื่อมาประคองสภาพเศรษฐกิจของประเทศก่อนที่จะพังไปจนไม่เหลืออะไรให้พังไปกว่านี้แล้ว โดยมีข้อเสนอ 5 ข้อ ซึ่งหวังว่านายกรัฐมนตรีจะมีทีมเศรษฐกิจที่ใช้หัวใจฟังประชาชน เพื่อให้เข้าใจความเจ็บปวดทรมานของประชาชนในขณะนี้
นายสรเทพ กล่าวว่า1.รีบนำเงินที่จะแจกเงินหมื่นดิจิทัลรอบ 3 ทำโครงการคนละครึ่ง 6 เดือน ให้ประชาชนเพื่อช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายด้านอาหารประจำวันและกระตุ้นกำลังซื้อให้ร้านอาหารตั้งแต่ริมทางไปถึงร้านใหญ่ 2.ออกมาตราการให้ลูกค้าเก็บใบกำกับภาษีร้านอาหารนำไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลได้ในปีถัดไป ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณแถมได้ภาษีเต็มๆ คืนเข้าคลังอีกต่อ 3.ควบคุมดูแลค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน และราคาสินค้าวัตถุดิบ เพราะยิ่งเข้าหน้าแล้งราคาพืชผักจะสูงขึ้นหลายเท่าเหมือนปีที่แล้วอีก 4.ลดเงินค่าประกันสังคมให้ผู้ประกอบการครึ่งหนึ่งถึงสิ้นปี 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายบริษัทร้านค้า และ 5.เร่งวางแผนระยะสั้นในการกระตุ้นการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้กลับมา รวมถึงวางแผนระยะยาวแบบบูรณาการ 15 ปี เพื่อให้การท่องเที่ยวประเทศไทยเติบแบบยั้งยืน ไม่ใช่เน้นแค่จัดอีเว้นท์เป็นฉากๆ ไปตามฤดูกาลงบประมาณ
“การที่รัฐบาลในช่วงโควิดต้องเจอกับปัญหาต่างๆ ทั้งภายนอกภายในประเทศ แต่เพราะรัฐบาลในยุคนั้นมองปัญหาของประชาชนเป็นหลัก จึงพยายามบริหารประเทศให้ข้ามผ่านไปให้ได้ จึงเป็นการตั้งใจบริหารประเทศมากกว่าบริหารงานการเมือง แต่ในช่วงปี 2566-2568 ผู้ประกอบการพยายามร้องถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมาตลอด ว่าควรเร่งออกมาตราการลดหย่อนภาษี เก็บใบกำกับภาษีร้านอาหารลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 20,000 บาท และนิติบุคคลเมื่อจัดเลี้ยง เลี้ยงรับรอง สามารถใช้ใบกำกับภาษีไปลดหย่อนภาษีในปีถัดไปได้ไม่เกิน 100,000 บาท แต่รัฐบาลในยุคนี้ก็เงียบกริบเหมือนไม่ได้ใช้สมองคิดตาม จนเกิดสภาพแบบปัจจุบัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าปลายปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ควรมีงานจัดเลี้ยงสังสรรค์ หรือ งานเลี้ยงเกษียณ งานเลี้ยงรับปริญญา แต่กลับเงียบกริบแทบไม่มีเลย” นายสรเทพ กล่าว
นายสรเทพ กล่าวว่า มาตรการแจกเงินแบบกระจัดกระจายไม่ตรงเป้า ไม่ตรงปก แจกเงินไปหลายแสนล้านบาทแล้ว รัฐบาลประกาศว่า เงินจะหมุนหลายรอบในระบบ แต่สุดท้ายเงินหายไปกับเจ้าหนี้หมด ร้านอาหารสตีทฟู้ด ร้านอาหารเอสเอ็มอี หรือตลาดสดแทบไม่ได้รับผลจากพายุเงินที่แจกไป 2 รอบแรกเลย สวนทางกับค่าครองชีพของประชาชนที่ทำให้กำลังซื้อหายไป และต้นทุนธุรกิจร้านอาหารที่มีแต่ขบวนขึ้นต่อเนื่องมาตลอด 2 ปี ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำมัน วัตถุดิบต่างๆ จนธุรกิจร้านอาหารเจอสภาพแฮมเบอร์เกอร์ ที่โดนกระหน่ำทั้งบนและล่าง คือ ต้นทุนที่สูงและกำลังซื้อประชาชนที่หายไป ซึ่งโจทก์ข้อนี้ยังไม่เห็นรัฐบาลออกมาตราใดช่วยแก้ไข หรืออาจเป็นเพราะรัฐบาลในยุคนี้มัวแต่บริหารการเมืองมากกว่าบริหารประเทศ
นายสรเทพ กล่าวว่า มาตรการที่รัฐบาลควรออกมาก็ล่าช้าจนไม่สามารถช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการได้ อาทิ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งเคยเรียกร้องไปก่อนหน้าว่า ควรรีบออกมาให้ทันไตรมาสสุดท้ายของปี 2567 เพราะสภาพเศรษฐกิจส่อแววไม่ดี แต่รัฐกว่าจะเคาะสรุปรายละเอียดก็จะจบไตรมาสแรกของปี 2568 ซึ่งถึงเวลานี้ประชาชนก็ไม่มีเงินเหลือจะเที่ยวกันแล้ว ยังไม่พูดถึงเรื่องการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวสุดท้ายของประเทศไทยที่ติดๆ ดับๆ จนกระทบถึงร้านอาหารขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ที่ออกมาแจ้งปิดเพราะเจ๊งกันระนาว หรือไม่ก็มียอดขายกำไรหายไปเกิน 50% อีกมากมาย
“ธุรกิจร้านอาหารเป็นธุรกิจที่มีห่วงโซ่ซัพพลายวงใหญ่มาก ซึ่งหากร้านอาหารขายได้อยู่ได้ ตลาดสดแม่ค้าก็อยู่ได้ เกษตรก็อยู่ได้ รถสามล้อ มอเตอร์ไซค์ที่ขนส่งของสดก็อยู่ได้ พนักงานร้านไม่ถูกให้ออกหรือตกงาน ที่สำคัญประเทศที่มีเศรษฐกิจที่เข้มแข็งคือประเทศที่มีธุรกิจเอสเอ็มอีที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารขนาดเล็กไปถึงขนาดใหญ่มากมาย แต่สงสัยว่า นายกและรัฐบาลจะไม่เข้าใจหรือมีความรู้เรื่องเหล่านี้เลย” นายสรเทพ กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธุรกิจร้านอาหารร้องนายกฯ วิงวอนเร่งออก 5 มาตรการอัดยาแรงถอนพิษศก.ไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th