โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

รัฐบาลขยับลงทุน 5 แสนล้าน แลนด์บริดจ์ฮับขนส่ง-เมืองอัจฉริยะ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 พ.ค. 2568 เวลา 01.09 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. 2568 เวลา 01.09 น.
มนพร เจริญศรี

โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นอีกหนึ่งเมกะโปรเจ็กต์ข้ามรัฐบาลมีการศึกษาตั้งแต่ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่มาเดินหน้าจริงจังในยุครัฐบาลเพื่อไทย ผ่าน 2 นายกรัฐมนตรี ทั้ง เศรษฐา ทวีสิน และ แพทองธาร ชินวัตร

โดยล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 มีมติรับทราบผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.วิสามัญ) พิจารณาศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ สภาผู้แทนราษฎร ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ และส่งกลับคืนให้สภา

ลงทุน 5 แสนล้าน

“มนพร เจริญศรี” รมช.คมนาคม กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ระนอง ชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ เพราะศักยภาพในการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว และมีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ สามารถเชื่อมโยงไทยไปสู่ภูมิภาคเอเชีย และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ ที่จะพลิกโฉมการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งโครงการนี้เป็นหนึ่งในเรือธงของรัฐบาล

“รัฐบาลจะพยายามให้โครงการนี้เกิดขึ้นตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ให้ได้ จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลง ทำให้ไทยทันต่อการแข่งขันในเวทีโลก โดยการลงทุนในเฟสแรก คาดว่าจะมีมูลค่าราว 5 แสนล้านบาท” มนพรกล่าว

4 เฟส แลนด์บริดจ์

ย้อนไปก่อนหน้านี้ โครงการแลนด์บริดจ์ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐา ทวีสิน อนุมัติเมื่อ 16 ตุลาคม 2566 แบ่งเป็น 4 เฟส ดังนี้ เฟสที่ 1 ประมาณการลงทุนโครงการ 522,844.08 ล้านบาท เนื้องานประกอบด้วย งานก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งชุมพร รองรับสินค้า 4 ล้าน TEUs จำนวน 118,519.50 ล้านบาท งานก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งระนอง รองรับสินค้า 6 ล้าน TEUs จำนวน 141,761.02 ล้านบาท งานก่อสร้างเส้นทางเชื่อมโยง 2 ท่าเรือ เป็นทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง 4 ช่องจราจร จำนวน 195,504.00 ล้านบาท งานก่อสร้างพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า จำนวน 60,892.56 ล้านบาท และค่าเวนคืนและจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน จำนวน 6,212.00 ล้านบาท

เฟสที่ 2 ลงทุนโครงการ 164,671.83 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งชุมพร รองรับสินค้าเพิ่มอีก 4 ล้าน TEUs จำนวน 45,644.75 ล้านบาท งานก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งระนอง รองรับสินค้าเพิ่มอีก 6 ล้าน TEUs จำนวน 73,164.78 ล้านบาท งานก่อสร้างเส้นทางเชื่อมโยง 2 ท่าเรือ โดยขยายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง จาก 4 ช่องจราจรเป็น 6 ช่องจราจร 21,910.00 ล้านบาท และงานก่อสร้าง พื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า จำนวน 23,952.30 ล้านบาท

เฟสที่ 3 ลงทุนโครงการ 228,512.79 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งชุมพร รองรับสินค้าเพิ่มอีก 6 ล้าน TEUs จำนวน 73,221.99 ล้านบาท, งานก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งระนอง รองรับสินค้าเพิ่มอีก 8 ล้าน TEUs จำนวน 115,929.76 ล้านบาท และงานก่อสร้างพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า จำนวน 39,361.04 ล้านบาท

เฟสที่ 4 ประมาณการลงทุนโครงการ 85,177.77 ล้านบาท ประกอบด้วย งานก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกฝั่งชุมพร รองรับสินค้าเพิ่มอีก 6 ล้าน TEUs จำนวน 28,280.20 ล้านบาท และงานก่อสร้างพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า 16,897.57 ล้านบาท

ประมูลเฟสแรกปี’69 เปิดใช้บริการปี’73

“มนพร” เปิดไทม์ไลน์โครงการว่า กระทรวงคมนาคมได้วางกรอบการดำเนินงานโครงการแลนด์บริดจ์ โดยคาดว่าจะร่างเอกสารเชิญชวนผู้ลงทุนร่วมลงทุนแล้วเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2569 และคัดเลือกผู้ลงทุนได้ในไตรมาส 2 ปี 2569

จากนั้นจะออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินและเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการในไตรมาส 2 ปี 2569 พร้อมลงนามสัญญากับเอกชน คาดการณ์ว่าการก่อสร้างระยะที่ 1 จะเริ่มในไตรมาส 3 ปี 2569 พร้อมเปิดให้บริการปลายปี 2573

โครงการนี้จะประกวดราคาเป็นสัญญาเดียว ได้สิทธิดำเนินโครงการ 3 ส่วน ทั้งท่าเรือน้ำลึก มอเตอร์เวย์ และรถไฟ

2 บิ๊กจากดูไบ-จีน ยังสนใจลงทุน

ขณะเดียวกันโครงการแลนด์บริดจ์ยังได้รับความสนใจจากบริษัทข้ามชาติ โดยส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจความเป็นไปได้ของโครงการ ประกอบด้วยบริษัท Dubai Port World บริษัทโลจิสติกส์จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ , China Harbor ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมายักษ์ใหญ่ของจีน

ผลตอบแทน 2.5 แสนล้าน คืนทุนใน 24 ปี

ด้านผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.วิสามัญ) พิจารณาศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปนั้นได้สรุปผลศึกษาดังนี้

1.ไทยเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาค และเป็นประตูในการขนส่งและแลกเปลี่ยนสินค้าของประเทศในภูมิภาค และระหว่างทวีปต่าง ๆ ของโลก ซึ่งอยู่ในภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมกับการดำเนินการโครงการ เหมาะสำหรับสร้างนิคมอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมยางพารา อุตสาหกรรมอาหาร เพื่อการขนส่ง แลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างระหว่างประเทศ

2.สามารถลดเวลาและระยะทางการขนส่งจากเดิมที่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา ทำให้ประหยัดต้นทุนการขนส่ง

3.หลีกเลี่ยงปัญหาการติดขัดในการเดินเรือของช่องแคบมะละกา เป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง แชร์ส่วนแบ่งการเดินเรือและค่าธรรมเนียมจากช่องแคบมะละกา

4.มีแนวโน้มในการจูงใจผู้ประกอบการขนส่งและนักลงทุนให้ใช้ประโยชน์จากเส้นทางแลนด์บริดจ์นี้มากขึ้น เพราะสามารถย่นระยะเวลาในการเดินทางจากเส้นทางเดิมได้ประมาณ 5 วัน

5.เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการขนส่งและการค้าของเอเชีย

พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าจะมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ ดังนี้ มูลค่าปัจจุบัน (NPV) 257,453 ล้านบาท, อัตราผลประโยชน์ต่อทุน (B/C Ratio) เท่ากับ 1.35, อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ร้อยละ 17.43, ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจทางตรงร้อยละ 9.52, อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) ร้อยละ 8.62, มีระยะเวลาคืนทุนปีที่ 24 และจะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ จำนวน 280,000 ตำแหน่ง

โดยแบ่งเป็นจังหวัดระนอง จำนวน 130,000 ตำแหน่ง จังหวัดชุมพร 150,000 ตำแหน่ง รวมทั้งเป็นส่วนช่วยทำให้ GDP ของประเทศไทยมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประมาณการโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ร้อยละ 4.0 ต่อปี เป็นร้อยละ 5.0 ต่อปี

กฎหมาย SEC บังคับใช้ ธ.ค. 68

อีกด้านหนึ่ง โครงการแลนด์บริดจ์ต้องดำเนินการคู่ขนานกับการออกกฎหมายพิเศษอีก 1 ฉบับ คือ ร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. …. หรือกฎหมาย SEC ลักษณะเดียวกับโครงการ EEC ที่มีทั้งหมดประกอบด้วย 8 หมวด และบทเฉพาะกาล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปความคิดเห็น

โดยกระทรวงคมนาคม จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในเดือนมิถุนายน หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนกรกฎาคม คาดและใช้เวลาพิจารณาอีก 3 เดือน คาดว่าร่าง พ.ร.บ. SEC จะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนธันวาคม 2568

ยกระดับ 4 จังหวัด ศูนย์กลางภาคใต้

สำหรับ สาระของร่างกฎหมาย SEC อาทิ หมวดทั่วไป กำหนดให้พื้นที่จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพื้นที่อื่นใดที่อยู่ในภาคใต้ที่กำหนดเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเป็นระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ให้เป็นศูนย์กลางของภาคใต้ในการเชื่อมโยงการค้าและโลจิสติกส์กับพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศและประเทศในภูมิภาคฝั่งอันดามัน และกำหนดวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุถึงการจัดตั้งระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

หมวด 2 คณะกรรมการนโยบาย กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง 16 กระทรวงหลัก ผู้แทนหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นกรรมการ เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ รวมทั้งกำหนดวาระการดำรงตำแหน่ง

โดยให้มีหน้าที่กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาการร่วมลงทุนกับเอกชน หรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน

ต้องมีเมืองอัจฉริยะ

หมวด 5 เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ให้คณะกรรมการนโยบายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้สามารถกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพื่อพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วย เมืองอัจฉริยะ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และวิถีชุมชน การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ศูนย์กลางอาหารฮาลาล การแปรรูปอาหาร แปรรูปยางพารา และพืชเศรษฐกิจอื่น หุ่นยนต์

ฮับขนส่ง-พลังงานสะอาด

ศูนย์กลางทางการเงิน กลุ่มพลังงานสะอาด นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาค อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร โดยคำนึงถึงการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กำหนดให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เพื่อเป็นทุนสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ชุมชน และประชาชนที่อยู่ภายในหรือที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัฐบาลขยับลงทุน 5 แสนล้าน แลนด์บริดจ์ฮับขนส่ง-เมืองอัจฉริยะ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...