OMG!! ฉันย้อนเวลากลับมาเจอปะป๊าตอนเขาอายุ 14
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้แต่ง ทุกเรื่องราวรวมถึงตัวละคร เป็นเหตุการณ์ที่สมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น ทั้งนี้หากมีข้อผิดพลาดประการใดผู้แต่งต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ…
ขออนุญาต ฝากผลงานเรื่องใหม่ไว้ด้วยนะคะ น้องปลากริมก็น่ารักไม่แพ้กันเลยทีเดียว https://writer.dek-d.com/dekdee/writer/view.php?id=2628021
ก่อนเข้าเรื่องหลัก
เสียงสวดอภิธรรมดังขึ้นภายในศาลาวัดแห่งหนึ่ง ภายในนั้นมีหญิงสาววัยสิบแปดกำลังร้องไห้ดวงตาของเธอบวมช้ำเนื่องจากการเสียใจอย่างหาที่สุดไม่ได้อีกทั้งข้างกันยังมีน้องชายน้องสาวที่อายุน้อยกว่าหลายปีในอ้อมกอด
ในระหว่างที่ทุกคนภายในงานขาวดำกำลังฟังพระสวดอย่างตั้งใจ จู่ ๆ ด้านนอกก็มีชายคนหนึ่งในสภาพเมามายเดินเข้ามา
ผู้คนภายในงานล้วนทราบดีว่าชายคนนี้เป็นใคร เขาตรงเข้าไปยังโลงศพที่ตั้งอยู่ด้านหน้าก่อนจะนั่งลงฟูมฟายต่อหน้ารูปอันสวยงามของหญิงสาวผู้ที่กำลังส่งยิ้มหวานสมัยยังแรกแย้มออกมาทางทุกคน
“เจ้! จะไปไหน” เด็กหญิงตัวเล็กดึงชายเสื้อของคนเป็นพี่ถามด้วยความกลัว
“ไม่ต้องกลัว เจ้จะไปหาป๊า” คนเป็นพี่จับมือเล็กของน้องสาวออกแผ่วเบา
“แต่…” คนเป็นน้องลังเล
“หมวยเล็กปล่อย เจ้จัดการป๊าได้เชื่อเฮียสิ” เด็กชายผู้แก่กว่าสามปีบอกน้องสาวคนเล็ก
“กะ…ก็ได้ แต่เฮียมาอยู่กับหนูนะ” คนเป็นน้องเล็กต่อลอง
“อืม”
ชายคนนั้นยังคงร้องไห้ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเขาเสียใจจริงหรือว่าแสแสร้งแกล้งทำ
“ป๊ากลับบ้านไปเถอะ มาร้องไห้อะไรตอนนี้” น้ำเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยความเย็นชาห่างเหิน
“ลื้อจะรู้อา…หราย” เสียงยานคางของชายคนนั้นโต้
“รู้หรือไม่ก็ไม่มีประโยชน์เพราะแม่ตายไปแล้ว ป๊าจะมาร้องไห้ให้ใครดูกัน ในตอนแม่อยู่ตัวเองไม่เคยใส่ใจไม่เคยทำอะไรดี ๆ” อารมณ์ของหญิงสาวขุ่นมัวเธออยากจะต่อว่าชายคนนี้ให้สมกับสิ่งที่เขาทำกับมารดา
ทว่าเธอก็ทำเพียงกำมือของตนแน่นและเบือนหน้าหนี ย้อนกลับไปเมื่อวันวานตั้งแต่เธอจำความได้เธอก็เห็นคนเป็นพ่อเมามายมาตลอดจะมีบ้างบางคราวที่เขาไม่ดื่ม
ช่วงเวลานั้นนับว่าชายคนนี้ก็ยังจัดได้ว่าเป็นคนดีแต่แล้วอย่างไรเล่าในมือน้ำเมาเข้าปากเขาก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้
งานการไม่ทำแม่เธอก็ไม่ว่า แต่เหตุใดถึงต้องหยามน้ำใจแม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
“เลิกร้องเถอะ หากไม่อายตัวเองก็ช่วยมองผู้คนโดยรอบบ้างว่าเขาสมเพชป๊ามากขนาดไหน หนูไม่เข้าใจว่าทำไมแม่จะต้องทนอยู่กับป๊าด้วยหากเลือกได้หรือย้อนเวลากลับไปได้หนูจะบอกให้แม่เลือกคนอื่น”
ชายคนนั้นนั่งฟังคำพูดของบุตรสาวก่อนที่จะสูดน้ำหูน้ำตาและกล่าวออกมาเสียงหนัก
“ไม่มีทางอั๊วไม่ยอมปล่อยแม่ของลื้อให้แต่งกับคนอื่นหรอก” เขาตอบโต้พลางลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางโซซัดโซเซ
“ถ้าอย่างนั้นเราก็มาดูกัน หากว่าหนูสามารถย้อนเวลาได้จริงหนูจะขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้ป๊าได้เจอแม่” เธอประกาศเสียงก้องไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดินในตอนนี้หญิงสาวหน้ามืดตามัวโกรธจนขาดสติเสียแล้ว
หล่อนเองไม่ใช่ไม่รู้ว่าการย้อนเวลานั้นไม่มีจริงแต่เหตุใดหลังได้ยินคำกล่าวของบิดาจึงทำให้เธอกล่าววาจาเหลวไหลออกมาเช่นนั้นก็สุดจะรู้ได้ แขกในงานต่างมองมาทางคนทั้งคู่ด้วยความเห็นใจ
หลังจากพระสวดจบด้านนอกในเวลานี้ก็ได้มืดลงมากแล้ว แขกที่มาในงานเองก็เริ่มทยอยกันเดินทางกลับในตอนนี้จึงคงเหลือเพียงเธอกับน้องชายหญิงและป๊าที่เมาหลับอยู่ตรงหน้าโลงศพของแม่ผู้ให้กำเนิดพวกเธอทั้งสามคน
“พวกเราก็ควรกลับกันบ้างเถอะ” หญิงสาวพูดกับน้องชายน้องสาวที่ยังเล็ก
“แล้วป๊าล่ะ” น้องคนเล็กถามพลางเหลียวไปมองพ่อที่กำลังนอนกอดขวดเหล้าไม่ยอมปล่อย
“ให้นอนอยู่ที่นี่แหละ มีพัดลมกับมุ้ง ป๊าไม่เป็นอะไรหรอกอีกอย่างก็มีคนเฝ้าศพมาอยู่เป็นเพื่อน” คนเป็นพี่ตอบอย่างไม่ใส่ใจหากถามว่าเพราะอะไรเธอคงจะตอบเพียงว่าเธอรู้สึกผิดหวังกับพ่อของตนมากกระมั้งมากจนไม่อยากจะสนใจความเป็นไปของเขา
ในระหว่างที่พวกเธอกับน้องกำลังก้าวเท้าลงจากศาลา จู่ ๆ ก็มีแมวดำตัวใหญ่วิ่งตัดหน้า ไม่เพียงแค่นั้นแมวดำตัวนั้นยังจ้องดวงตาสีอำพันของมันมองมาทางเธอซึ่งผู้เป็นบุตรสาวคนโตเนิ่นนานก่อนจะวิ่งหายกลืนไปกับความมืดของรัตติกาล
“อะไรของแมวตัวนั้นจ้องเจ้ทำไม” น้องชายคนกลางพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอกเราไม่ได้ทำอะไรมัน อีกอย่างเจ้ว่ามันคงตกใจนั่นแหละ” คนเป็นพี่ตอบทั้ง ๆ ที่ภายในอกของตนหัวใจกำลังเต้นโครมคราม
หลังจากวันที่แม่ผู้บังเกิดเกล้าจากไปเด็กทั้งสามก็ใช้ชีวิตร่วมกับป๊าผู้ดื่มเหล้าต่างน้ำ แม้ว่าพวกเธอจะพยายามห้ามเท่าไหร่ผู้เป็นบิดาก็หาฟังอีกทั้งยังทำตัวเหลวแหลกยิ่งกว่าเดิมจนกระทั่งช่วงเวลาสุดท้ายชีวิตของเขามาถึง
“มะเร็ง!” เมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นอะไรเขาก็เซื่องซึมจนน่าใจหายอีกทั้งยังไม่แตะสุรายาเมาอีกด้วย
ในตอนนี้ลูกทั้งสามผู้เติบโตเพิ่งจะเข้าใจอย่างถ่องแท้กับคำว่าน้ำเมาคือน้ำเปลี่ยนนิสัยก็หลังจากเห็นว่าพ่อของตนเริ่มเป็นผู้เป็นคนตั้งแต่ไม่แตะต้องมันทว่าโรคร้ายก็รุมเร้าเขาอย่างหนักจนร่างกายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
“เดี๋ยวป๊าก็หาย หากทำตามที่หมอบอก” นี่คือคำปลอบของลูก ๆ
“จริงเหรอ ขึ้นชื่อว่ามะเร็งอั๊วยังไม่เคยเห็นมีใครรอด” น้ำเสียงของคนป่วยแหบพร่าดวงตาแดงก่ำ
“ป๊า ขอถามหน่อยสิทำไมป๊าถึงต้องดื่มเหล้าด้วย” คำถามจากบุตรสาวคนเล็กทำให้ชายชรามองเขาก่อนจะหลั่งน้ำตาทว่ากลับไม่ยอมตอบสิ่งใดออกจากปาก
“หนูฟังจากที่แปะพูดมา เขาบอกว่าป๊าเสียใจที่ม่าตายจากนั้นก็ทำตัวเป็นนักเลง แปะให้เรียนหนังสือก็ไม่เรียนเรื่องนี้จริงหรือเปล่า” ครั้งนี้เป็นบุตรสาวคนโตถามออกมาบ้าง
แต่สิ่งที่ได้กลับมาก็คือความเงียบงันเพียงอย่างเดียว “เอาเถอะไม่ตอบก็ไม่ตอบ ป๊านอนพักเถอะ เรื่องรักษาก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอส่วนป๊าก็ทำหน้าที่ของคนป่วยให้ดีก็พอ” ลูกชายคนกลางที่เงียบมานานพูดออกมาบ้าง
“พวกลื้อกลับไปเถอะ เดี๋ยวเจ้เฝ้าป๊าเอง”
เสียงประตูห้องผู้ป่วยปิดลง บรรยากาศภายในห้องเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง “อาหลินอีกไม่นานแม่ของลื้อก็จะมารับอั๊วแล้ว”
“ทำไมป๊าพูดอย่างนี้ล่ะ แม่ตายไปหลายปีแล้วป๊าลืมเหรอ”
น้ำตาของคนเป็นลูกกำลังจะไหลอาบร่องแก้ม แม้ว่าเธอจะไม่ได้รู้สึกดีกับบิดาของตนมากนักทว่าถึงอย่างไรเขาก็ยังคงเป็นผู้ให้กำเนิดดังนั้นไม่ว่าเธอจะใจแข็งเป็นหินสักเท่าไหร่ก็ไม่อาจใจร้ายใจดำกับเขาได้ลงคอ ย้อนกลับไปในอดีตตอนนั้นเธอยังคงไม่รู้ความเธอเคยถามกับมารดาว่าเหตุใดทำไมถึงยังอยู่กับป๊าทั้งที่เขาไม่ได้ความทำไมถึงไม่เลิก ๆ กันไปซะ
“ลื้อมันคนใจดำ” นี่คือคำพูดที่คนเป็นแม่เคยบอกแต่ในตอนนั้นเธอก็ยังคิดว่าใจดำอย่างไรก็ในเมื่ออยู่กับคนไม่ดีแล้วก่อเกิดแต่ความทุกข์ทำไมถึงต้องทน
เสียงไอจากคนเป็นพ่อทำให้หลินหลุดจากภวังค์ “ป๊าเอาน้ำไหม”
“ไม่! ลื้อไปเอาถุงของอั๋วมา”
บุตรสาวเข้าใจได้ทันทีว่าถุงที่ว่าคืออะไรเพราะเธอเคยจะเอาสิ่งที่เป็นขยะเหล่านั้นทิ้งตั้งหลายครั้งหลายครา ทว่าคนเป็นพ่อก็หวงแหนเป็นอย่างมาก
ผู้ป่วยพยายามลุกพิงกับหัวเตียง มืออันผอมบางเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกผิดจากเดิมลิบลับทำให้บุตรสาวรู้สึกใจหาย
“นาฬิกา? ป๊าได้มาจากไหน”
สิ่งที่ชายชราหยิบออกมาคือนาฬิกาพกสีเงินที่สามารถห้อยคอได้
“อั๊วได้มาจากยายแก่คนหนึ่งจำไม่ได้แล้ว หล่อนบอกว่านาฬิกาเรือนนี้สามารถทำให้ก่อเกิดปาฏิหาริย์ได้”
“ป๊าเชื่อ” หล่อนทำหน้าฉงนย้อนถามอย่างกังขา
“หากว่ามันมีจริงอั๊วก็อยากกลับไปเจอแม่ของลื้ออีก” น้ำเสียงของคนพูดสั่นเครือ
“แต่หนูว่าอย่าเลย หากป๊าไม่เปลี่ยนนิสัยหนูสงสารแม่” คำพูดของบุตรสาวหาได้ทำให้ชายชราโกรธเคืองแต่อย่างใด
“ถ้าอย่างนั้นอั๊วจะกลับไปแก้ไขตัวเอง” แววตาของคนพูดเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“เฮ้อ! หนูว่ายากคนเราใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ง่ายเสียเมื่อไหร่ หนูคิดว่าถ้าป๊าอยากเปลี่ยนแปลงต้องมีคนคอยคุม” จบคำพูดของหญิงสาวฉับพลันก็เกิดแสงสว่างจ้าไปทั่วทั้งห้องของผู้ป่วยจากนาฬิกาที่อยู่ในมือของคนเป็นพ่อ
นับจากนั้นเป็นต้นมาก็เกิดเรื่องราวชวนหัวจะปวดผสมผสานกับความผูกพันทางสายเลือดอันแปลกประหลาดระหว่างพ่อผู้กำลังป่วยหนักกับลูกสาวคนโตที่ไม่ใคร่จะชอบนิสัยป๊าของตน
อั๊วเพิ่งอายุ 14
เสียงอึกทึกครึกโครมทำให้หลินที่กำลังยืนงงด้วยความจับต้นชนปลายไม่ถูกเพราะจู่ ๆ หลังจากเธอลืมตาขึ้นมาจากแสงสว่างเจิดจ้า สถานที่รอบตัวก็เปลี่ยนไปในขณะเดียวกันนั่นเองได้มีเด็กนักเรียนชายหัวเกรียนกลุ่มหนึ่งวิ่งใกล้เข้ามาทางด้านหลัง
“เฮ้ย! ไอ้ใช้เอ็งอย่าหนีนะ” เสียงตะโกนทำให้หลินที่ยังไม่รู้สถานการณ์หันหน้าไปมองและเมื่อเห็นว่าหนึ่งในนั้นกำลังตั้งท่าโกยหน้าตั้งวิ่งหนีคนที่ชี้นิ้วเรียกตัวเองหลินก็รู้สึกทนไม่ได้ที่คนมากรังแกคนน้อย
“ไอ้เด็กพวกนี้” เธอกัดฟันกรอดก่อนที่จะพุ่งสวนทางไปทางเด็กวัยมัธยมกางเกงขาสั้นสี่ห้าคนโดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับร่างกาย
“เป็นเด็กเป็นเล็กไม่รู้จักไปโรงเรียนมาไล่ตีกัน แม่จะฟาดเสียให้เข็ด” คนพูดหันซ้ายแลขวาเพื่อหาอาวุธ
เมื่อดวงตากลมของเธอปะทะเข้ากับไม้ท่อนหนึ่ง เจ้าตัวก็วิ่งไปทางไม้ท่อนนั้นทันที
“แม้กำลังเหมาะมือทีเดียว” หล่อนพูดโดยที่ไม่ได้สังเกตสิ่งใด
หลินถือไม้ท่อนนั้นมาทางนักเรียนสี่คนที่กำลังวิ่งไล่ชี้มือมาทางเด็กชายผมเกรียนอีกคนที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งหนีอย่างเอาเป็นเอาตาย
เฟี้ยว! “เฮ้ย!” “เชี่ย!” ไม้ท่อนนั้นปลิวหวือมาตรงหน้าของมันสี่คนแบบพอดิบพอดี “ไม้? มาจากไหนวะ” พวกมันหยุดฝีเท้ากะทันหันจึงทำให้ร่างกายซวนเซ
ส่วนคนที่กำลังยืนปัดมือของตนอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว กำลังผงะเมื่อในตอนนี้มองเห็นมือของตนทั้งสองข้าง
(เกิดอะไรขึ้นกับฉัน ทำไมมือถึงได้หดเล็กเหลือแค่นี้)และในขณะที่หลินกำลังตกอยู่ในอาการสับสน
“ไอ้ใช้ มึงลอบกัดพวกกู” หนึ่งในสี่คนชี้นิ้วโวยวายพร้อมกับตั้งท่าจะวิ่งมาต่อยตีคนที่หยุดฝีเท้าลงเหมือนกัน
(ใช้เหรอ?) หลินละจากมือของตัวเองหันไปตามต้นเสียงและเมื่อสองตามองเห็นเด็กชายคนหนึ่งอย่างชัดเจนร่างกายของเธอก็ราวกับถูกไฟฟ้าช็อต
เด็กเจ้าของชื่อคนนั้นกำลังยกมือโบกไปมาสีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน “กูเปล่า” เขารีบปฏิเสธส่ายหัวไปมาพลางกวาดตามองไปโดยรอบเพื่อหาคนก่อเรื่อง
ซึ่งเด็กหญิงก็กำลังมองเขาอยู่ด้วยความตื่นตะลึงเช่นเดียวกันก่อนที่เจ้าตัวจะโผมาทางเด็กชายหน้าขาวคนนี้
“ป๊า!” เจ้าตัวน้อยตะโกนเสียงดังพร้อมกับฝีเท้าของเธอก็วิ่งเข้ามาทางเด็กชายที่กำลังหันซ้ายมองขวา
ลูกกระสุนเล็ก ๆ ก้อนนั้นปะทะเข้ากับร่างผอมบางของเด็กชายจนก้นกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง
“โอ้ย! เจ็บ” เขาเอามือยันพื้นร้องโอดโอยท่ามกลางสายตาอันตื่นตะลึงของพวกคู่ปรับ
“เฮ้ย! นั่นอะไรวะ” หนึ่งในสี่ชี้นิ้วพูดเสียงดัง
“ไอ้ใช้ เมื่อตะกี้กูได้ยินว่าเด็กคนนั้นเรียกมึงว่าป๊า เชี่ย! มึงเป็นพ่อคนตอนไหนวะ” พวกมันพากันหัวเราะอย่างขบขัน
เด็กชายเจ้าของชื่อใบหน้าแดงก่ำทั้งโกรธทั้งอาย (แม่งเอ๊ย! อั๊วเพิ่งสิบสี่) เขาสบถในใจ
“ไอ้เปี๊ยก ลุกได้หรือยังอั๊วเจ็บ” มือของเขาพยายามดันร่างเล็กจ้อยที่ทับขาของตนออก
แต่แล้ว “ฮือ ฮือ ๆ …” เสียงร้องไห้จ้าของเด็กน้อยทำให้มือของเขาชะงักค้าง ส่วนเด็กชายอีกสี่คนที่เมื่อสักครู่ยังวิ่งไล่ล่าเขาอย่างเอาเป็นเอาตายก็มีใบหน้าไม่ชวนมองเหมือนกัน
“ไอ้ใช้! มึงรังแกเด็กทำไมวะ” หนึ่งในนั้นซึ่งเป็นหัวหน้าของเด็กอีกสามรีบสาวเท้าเข้ามาทางเด็กน้อยตวาดเจ้าของชื่อเสียงดัง
“ไอ้เชี่ยทูน มึงช่วยเอาตาดูให้ดี ๆ ได้ไหมกูยังไม่ได้ทำอะไรเลย” ผู้ถูกกล่าวหาเอ่ยแก้ต่างให้ตัวเอง
“ไม่ทำแล้วเด็กจะร้องได้ยังไงวะ แม้พวกเราจะเป็นนักเลงแต่เด็กกับผู้หญิง คนแก่ห้ามรังแกนะโว๊ย” เด็กชื่อทูนพูดอย่างโมโหโดยที่มือของเขาได้เอื้อมไปยกตัวของเด็กน้อยขึ้นจากพื้น
ทว่า… มือของเด็กน้อยยังคงเกาะขาของคนเป็นพ่อไม่ยอมปล่อย
(เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเราแล้วทำไมป๊าถึงกลายมาเป็นนักเรียน โอ้ย! แล้วทำไมต้องร้องไห้ด้วย) หลินกำลังอยู่ในอารมณ์สับสนจึงไม่รู้ว่าตัวเองได้ทำให้เด็กวัยซนห้าคนนี้กำลังตกอยู่ในภาวะลำบาก
“หนูน้อยปล่อยขาไอ้ใช้มันก่อนนะ เดี๋ยวพี่พาไปกินหนม” ทูนพูดหลอกล่อ
“ลูกพี่ ผมคิดว่าคำพูดแบบนี้ฟังดูแม่ง ๆ นะ” เด็กชายผมเกรียนสวมแว่นตาที่ไม่น่าจะเข้ามารวมกลุ่มท้วง
“เชี่ย! แล้วกล่อมเด็กต้องพูดแบบไหนวะ ไม่งั้นมึงลองดูดิ” ถึงเจ้าตัวจะพูดแบบนั้นก็ยังไม่ได้ปล่อยมือจากเด็กน้อยด้วยกลัวเจ้าตัวเล็กจะหน้าคะมำ
“หนูน้อยบอกพี่มาว่าบ้านอยู่ไหนพวกเราจะพาไปส่งดีไหมครับ” คนใส่แว่นตาดูท่าทางเรียบร้อยถามอย่างนุ่มนวล
หยาดน้ำตาของเด็กหญิงยังคงคลอหน่วยยามเมื่อเงยหน้าสบตากับเหล่าเด็กชายวัยทโมน
พวกมันพากันเกิดความเอ็นดูเจ้าตัวน้อยขึ้นมาทันที “ฉันไม่ใช่เด็ก” เสียงน้ำนมทำให้เจ้าตัวนิ่งงันอีกคำรบ
ความรู้สึกน่ากลัวผุดขึ้นในจิตใจและยิ่งเมื่อเธอมองมือเล็กป้อมอันสกปรกมอมแมม ปากก็เบะออกก่อนตามมาด้วยน้ำตาเม็ดโต
“ไม่จริง!! แงๆๆ” เจ้าตัวเล็กยกมือปิดหน้าร้องไห้ทั้งที่ความจริงเธอไม่ได้อยากจะหลั่งน้ำตาแต่คล้ายกับว่าในตอนนี้หลินไม่เป็นตัวของตัวเองอีกต่อไป
(มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันแล้วทำไมจะต้องร้องไห้ด้วย)
“เชี่ยไอ้กิ่งมึงทำเด็กร้องไห้” เด็กผมเกรียนเจ้าของชื่อใบหน้าเหลอหลา “กูเปล่า น้องร้องเองต่างหาก” เขาปล่อยมือจากเด็กหญิงทำให้ร่างน้อยกำลังจะล้มลงกับพื้น
“แม่งมึงระวังหน่อยสิวะ” มือของใช้เอื้อมไปจับร่างเล็กนั้นเอาไว้ได้ทัน ในตอนนี้เจ้าตัวหาได้กลัวเด็กรุ่นเดียวกันทั้งสี่อีกต่อไป
ในระหว่างที่หลินกำลังควบคุมอารมณ์ของตนไม่ได้อยู่นั้นเสียงเป่านกหวีดจากใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างอันอวบอ้วนของเขา
“พวกมึงนี่นะให้เรียนไม่เรียน ไปเลยกลับไปรับโทษแล้วนั่นเด็กที่ไหนร้องไห้อย่าบอกนะว่าพวกมึงรังแกเด็ก” ใบหน้าอวบอูมของคนพูดแดงก่ำ เขาไล่เรียงชี้หน้าเด็กหัวเกรียนลูกศิษย์ทีละคนอย่างคาดโทษ
“พวกผมเปล่ารังแกนะครับครู จู่ ๆ เด็กคนนี้ก็โผล่มาจากนั้นก็เอาแต่ร้องไห้” ใช้อธิบาย
“มึงหยุดเลย เอ็งนั่นแหละตัวดีเพิ่งจะอยู่ม.ศ.2 ก็ไม่รักเรียนทำให้ม๊ามึงร้องไห้ไม่หยุดไม่หย่อนยังจะแก้ตัวอีก” ชายคนนั้นชี้หน้าเจ้าของชื่อด้วยความเดือดดาล
ในบัดนี้เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงเบาบางลงไปมากแล้วทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าตัวค่อนข้างตระหนกเมื่อได้ยินคำกล่าวของคนร่างอ้วน
(ม.ศ.2 นี่มันเรื่องบ้าอะไร อย่าบอกนะว่าเรื่องนาฬิกานั่นเป็นจริง) ปิ่งป่อง! เด็กน้อยเธอเข้าใจได้ถูกต้องแล้ว เมื่อได้กลับมาจงใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าล่ะ เสียงนั้นดังขึ้นในหัวเพียงเสี้ยววิก่อนจะหายไป
ใบหน้าของหลินเต็มไปด้วยเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผากร่างกายของเธอเริ่มโอนเอนก่อนที่ทุกอย่างตรงหน้าจะดับลง
“เฮ้ย!” ทั้งลูกศิษย์และครูต่างพากันร้องเสียงหลง
ในความฝันของหลินเจ้าตัวได้พบกับหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งใบหน้าของหล่อนแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มชวนมอง
“อาหลินลื้อมาแล้ว” น้ำเสียงของคนพูดแม้จะฟังไม่ชัดแต่เธอก็ฟังเข้าใจ
“อาม่าหรือคะ” เธอย้อนถามอย่างไม่แน่ใจเนื่องจากภาพของหญิงสูงวัยในความทรงจำนั้นไม่ค่อยชัดเจนเท่าที่ควร
“จะว่าใช่ก็ได้จะว่าไม่ก็ได้ อั๊วเป็นเจี่ยเจี่ยของอาม่าลื้อ” คนผู้นั้นเฉลย “เอ๋! ไม่ใช่ว่า..” เธอหยุดคำพูดของตน
“ใช่อั๊วตายไปนานแล้ว” ใบหน้านั้นยังคงยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นหนูตายแล้วหรือคะ” น้ำเสียงของคนพูดฟังดูหมองหม่น หญิงชราหัวเราะ
“ยัง อั๊วแค่อยากให้ลื้อได้ทำตามคำพูดของตนก่อนหน้าก็เลยพามาที่นี่” น้ำเสียงเจือแววเอ็นดูของคนพูด ทำให้หลินเงยหน้ามองด้วยสีหน้ามึนงงแฝงความสับสน
“เอาเถอะเอาไว้ลื้อก็เจอคำตอบเองนั่นแหละ เดินมานี่อั๊วมีอะไรจะให้” หญิงวัยกลางคนกวักมือก่อนจะนำถุงสีแดงปักด้วยด้ายสีทองมีเชือกแดงเส้นยาวคล้องคอให้เด็กหญิงที่ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก
“นี่คืออะไรหรือคะ” หลินจับถุงใบนั้นถามด้วยความอยากรู้ระคนสงสัย
“เงิน ถือว่าเป็นของขวัญมีอยู่ไม่มากจงใช้ให้เกิดประโยชน์เล่า ถึงเวลาที่ลื้อต้องไปแล้วอย่าลืมแก้ไขพฤติกรรมของป๊าลื้อให้ดีนะ”
สิ้นสุดคำพูดนี้เด็กหญิงผู้กำลังนอนอยู่บนเตียงในห้องพยาบาลก็ค่อย ๆ ขยับเปลือกตาก่อนจะเปิดขึ้นทั้งหมด
“ฟื้นแล้ว!” น้ำเสียงนี้นำพาความยินดีมาให้กับครูผู้ชายรูปร่างท้วมไม่น้อย
“ครูปรีดาคะ ใจเย็น ๆ ค่ะเดี๋ยวเด็กก็ตกใจจนเป็นลมไปอีกหรอก” น้ำเสียงกึ่งหยอกเย้าของครูประจำห้องพยาบาลทำให้เจ้าของชื่อรู้สึกกระดากอาย
“แหะ ๆ ผมลืมตัวไปหน่อยครับ”
โครก!! เสียงท้องร้องทำให้ครูทั้งสองในห้องพากันมองมาทางคนตัวเล็กพร้อมกัน “คือ…หนู” หลินรู้สึกอายเป็นอย่างมาก
“หิวใช่ไหมจ๊ะ หนูรอครูสักครู่นะ ครูจะไปหาของกินมาให้” น้ำเสียงอันอ่อนโยนทำให้หลิน ตอบรับอย่างว่าง่าย “ค่ะ”
เมื่อครูผู้หญิงเดินออกไปเธอก็มองเห็นครูร่างท้วมที่จำได้ว่าเป็นครูที่ตวาดใส่กลุ่มของเด็กหัวเกรียนเจ้าตัวจึงได้เผลอยิ้มออกมายามเมื่อเห็นท่าทางของเด็กพวกนั้น
ดวงตากลมโตของเธอกวาดมองไปทั่วห้องจนกระทั่งเจอเข้ากับตู้กระจก ครูปรีดารู้สึกเป็นห่วงเด็กน้อยยามเมื่อเห็นว่าเธอนั่งนิ่งผิดปกติ
“หนู! เกิดอะไรขึ้นเหรอลูกหรือว่าเจ็บตรงไหน” น้ำเสียงของเขาผิดกลับที่พูดกับเด็กจอมซนทั้งห้าลิบลับ
แม้หลินจะเตรียมตัวเตรียมใจมาก่อนหน้าว่าในตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่โลกเดิม เพียงแต่รูปลักษณ์ที่เธอเห็นในตอนนี้ทำให้เธอช็อกไปแล้ว (แม่เจ้าฉันตัวเล็กแค่นี้แล้วจะไปจัดการกับปะป๊าจอมแสบได้ยังไง)
เธอคิดเพียงแค่นี้น้ำตากับเสียงที่เจ้าตัวพยายามควบคุมก็ดังลั่นห้องพยาบาล (ฉันไม่ได้อยากจะร้องไห้สักหน่อย) ยิ่งคิดน้ำตาก็ยิ่งไหล
ครูปรีดาผู้ปราบเด็กเกเรมามากมายถึงกับมีอาการแตกตื่นยามเมื่อเจอเข้ากับสถานการณ์เฉกเช่นในตอนนี้
“ครูปรีดาคะ เด็กเป็นอะไร” เสียงอันอ่อนโยนทำให้หลินเริ่มสงบอาการของตนลง
“โอ๋ ๆ นะคะลูก ไม่ร้องแล้วนะหิวมากเลยหรือคะ ดูสิครูเอาอะไรมาให้หนูกิน” คุณครูประจำห้องพยาบาลรีบสาวเท้าเดินเข้าไปทั้งกอดและปลอบโยกตัวเด็กน้อยไปมา
(ครูคนนี้ใจดีเหลือเกิน) หลินคิดพลางเงียบเสียงของตนลงคงเหลือเพียงเสียงสะอื้นบางเบา
“เด็กท่าจะหิว” ครูปรีดาพูดยามเมื่อมองเด็กน้อยที่มือหนึ่งถือกล่องนมส่วนมืออีกข้างถือขนมปังก้อน
“นั่นสิค่ะ ไม่รู้ว่าเป็นลูกเต้าใครครูปรีได้แจ้งตำรวจหรือยังคะ” คุณครูสาวบ่ายหน้าไปถามครูวัยเดียวกัน
“แจ้งแล้วครับแต่เขาบอกว่าในเมื่อไม่มีเบาะแสก็ขอฝากพวกเราเอาไว้ก่อนหากว่าไม่มีใครมาแจ้งว่าเด็กหายเห็นทีว่าคงต้องส่งเด็กเข้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า” ครูวัยสามสิบกลางถอนหายใจหลังจากพูดตามที่เจ้าหน้าที่บอก
ส่วนหลินในคราบของเด็กน้อยแม้จะได้ยินแต่เธอก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะเคี้ยวขนมปังในมือจนแก้มป่อง
“แกน่ารักน่าเอ็นดูแบบนี้ใครกันหนอทิ้งได้ลงคอ”
ผกาผู้มีหลานสาวในวัยเดียวกันกับเด็กหญิงเอ่ยด้วยความสงสาร “บางทีอาจจะไม่มีอะไรเลวร้ายนักก็ได้ครับ ผมขอฝากเด็กเอาไว้ก่อนนะครับ เจ้าตัวเล็กเดี๋ยวครูกลับมานะอยู่กับครูผกาอย่าดื้อล่ะ” คนพูดบอกเพื่อนร่วมงานก่อนเอ่ยเสียงเล็กเสียงน้อยกับเด็กหญิงผู้ที่กำลังส่งยิ้มตาปิดมาให้ตน
ม่า!!!
เสียงสัญญาณบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้นทำให้เด็กชายวัยทโมนทั้งหลายกรูกันออกจากห้องเรียน
“พวกเธอจะทำตัวให้ดีกว่านี้ไม่ได้หรือยังไงโต ๆ กันแล้วยังทำตัวเป็นลิงเป็นค่าง” เสียงบ่นของอาจารย์ปรีดาดูเหมือนว่าจะได้ผลทว่าก็แค่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม
พอเขาหันหลังกลับเด็กนักเรียนชายพวกนี้ก็รีบวิ่งแข่งกันลงบันได ไม่ใช่ว่าครูวัยสามสิบกว่าคนนี้จะไม่รู้เพียงแต่เขามีเรื่องด่วนมากกว่านั่นเองต่างหาก สองเท้าจึงมุ่งไปยังห้องของนักเรียนที่จัดว่าบ๊วยที่สุดของระดับชั้น
“เด็กชายไท่หยุน หยุดก่อน” เท้าของเจ้าของชื่อหยุดลงทันทีทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวพยายามทำตัวลีบเล็กอีกทั้งยังก้มหน้าก้มตามองแต่พื้นไม้ของอาคาร
“ครับ” เขาจำต้องขานรับด้วยสีหน้าเหยเก
“ฉันไม่ใช่ยักษ์ใช่มาร ทำหน้าให้ดีกว่านี้ไม่ได้เหรอ” ครูสูงวัยกว่าอดที่จะกล่าวตำหนิไม่ได้พูดพลางจับขาแว่นของตนยกขึ้น
“หน้าผมก็ปกตินะครับ แหะ ๆ” เขาเอ่ยพลางหัวเราะแห้ง
“ช่างแก้ตัวเก่งเสียจริง เธอตามครูมาก่อน” ครูปรีดาคร้านจะใส่ใจเด็กชายจอมกะล่อนเอ่ยเสียงเรียบ
ห้องพยาบาล ป้ายไม้หน้าห้องทำให้ใช้หรือไท่หยุนมองแผ่นหลังของครูด้วยความงุนงง
“ครูครับ ผมสบายดี” คำพูดของเขาหาได้หยุดฝีเท้าของครูผู้เดินนำหน้าแต่อย่างใด
“ที่ครูพาเธอมาเป็นเรื่องของเด็กคนนั้นต่างหาก” ครูหนุ่มพยักปลายคางไปทางเด็กหญิงผู้มีใบหน้ากลมที่กำลังส่งยิ้มมาทางตน
“ป๊า!”
สองหนุ่มต่างวัยพากันหันซ้ายแลขวาด้วยความสงสัยว่าเจ้าตัวเล็กเรียกใคร
“หนูน้อยป๊าของหนูอยู่ไหนลูก” ครูปรีดาถามอย่างเอ็นดูเมื่อเขาไม่พบบุคคลอื่น
สีหน้าของหลินก็หม่นลง เฮ้อ! ฉันควรทำยังไงดี เจ้าตัวคิดโดยที่ไม่รู้เลยว่าอารมณ์เศร้าของตนนั้นทำให้น้ำตาเม็ดโตร่วงสู่ตักของตัวเองราวทำนบแตก
“เอ๊ะ! ครูปรีคะ เกิดอะไรขึ้นเจ้าตัวเล็กร้องไห้ทำไม” ครูผกาผู้เพิ่งเดินเข้ามาเอ่ยถามด้วยความตกใจพลางรีบสาวเท้าไปปลอบเด็กหญิงที่กำลังกอดเข่าซุกตัวเองเอาไว้แน่น
แม้ว่าเนื้อแท้ของหลินจะเป็นผู้ใหญ่ทว่าพอมาอยู่ในร่างของเด็กห้าขวบกับสถานที่อันแปลกประหลาดแห่งนี้ที่มองไปทางไหนก็ไม่รู้จักใครคนอื่น
อีกทั้งผู้ให้กำเนิดก็ยังเป็นเพียงเด็กชายอายุสิบสี่ดังนั้นเธอจึงรู้สึกอ่อนแอ หวาดกลัว ความรู้สึกมากมายถาโถมปนเปราวกับน้ำหลากจนทำให้เธอไม่อาจทนรับได้
เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยเริ่มดังขึ้น ดังขึ้นจนทำให้คนทั้งสามเกิดความรู้สึกเวทนาระคนสงสาร
“ครูครับ ผมพาเธอกลับบ้านไปด้วยได้ไหมให้เธอมาเป็นน้องสาวของผมก็ได้” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจทำให้ใช้กล่าวออกไปแบบนั้นทั้ง ๆ ที่ครอบครัวของเขาเองก็ลำบากไม่น้อย
“เรื่องนี้เธอตัดสินใจเองไม่ได้หรอก จะต้องถามกับผู้ปกครองของเธอดูก่อน” ครูปรีดาพูดพลางถอนหายใจ
“ฉันจะเลี้ยงอาหนูน้อยคนนั้นเองจ้ะครู” น้ำเสียงฟังไม่ชัดนักของคนพูดทำให้ทุกคนหันไปทางต้นเสียงพร้อมกัน
“ม๊า!/ม่า!” เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงหยุดลงพร้อมกับตะโกนเรียกผู้หญิงวัยสามสิบเศษพร้อมกันกับบิดาของตน
“เอ๋!” คำเรียกขานของเด็กหญิงนำพาความฉงนมาให้กับครูทั้งสองรวมถึงหนึ่งเด็กชายที่กำลังเกาศีรษะมองใบหน้าของแม่สลับกับใบหน้าเล็กจ้อยบนเตียง
“ม๊า รู้จักเด็กคนนี้เหรอ” เคี้ยงมองบุตรชายคนรองก่อนจะสาวเท้าเดินมาตรงหน้าของเด็กหญิงพร้อมรอยยิ้ม
“ลำบากลื้อแล้วนะอาหมวยของม่า” หล่อนพูดพร้อมกับดึงร่างเล็กที่ผกาได้ปล่อยมือที่กำลังโอบกอดคนตัวเล็กเอาไว้ออกเข้ามากอดด้วยความรักพร้อมกันนั้นมือของเธอก็ลูบหัวเล็ก ๆ ของเด็กหญิงอย่างปลอบประโลม
แม้ว่าหลินจะยังคงรู้สึกมึนงงอยู่บ้างกระนั้นด้วยความที่เป็นสายเลือดเดียวกันมือเล็กก็กระฉับอ้อมกอดร่างผอมบางของย่าที่ตนเคยเห็นใบหน้านี้ผ่านกรอบรูปขาวดำเอาไว้แน่น
หลินจำได้ว่าพอหลังจากเธอเกิดออกมาได้จนกระทั่งอายุหกขวบม่าเคี้ยงก็ป่วยหนักในช่วงสุดท้ายหญิงชรายังได้ช่วยชีวิตเล็ก ๆ ของตนจากการโดนไฟดูดด้วยความซน
ก่อนที่อีกสองวันต่อมาย่าจะขาดใจตายต่อหน้าของเธอนี่คือคำบอกเล่าจากมารดาเพราะเธอจำช่วงเวลานั้นไม่ได้
“เอ่อ…ขอโทษเถอะครับ เรื่องนี้มันมีความเป็นมายังไงกันแน่” เสียงของครูปรีดาดังขึ้นขัดความซาบซึ้งระหว่างย่ากับหลาน
เคี้ยงจึงผละออกจากร่างกายนุ่มนิ่มของหลานสาวตัวน้อยผู้ซึ่งที่หล่อนเพิ่งรู้ความเป็นมาผ่านความฝันจากพี่สาวสายเลือดด้วยกันเมื่อคืนก่อน ในตอนนั้นหล่อนยังไม่เชื่อจนกระทั่งมีเด็กนักเรียนไปตามเธอมาที่นี่นั่นแหละ
และในระหว่างทางที่มาโรงเรียนหล่อนก็คิดหาเหตุผลอันน่าเชื่อถือเพื่อจะทำให้ทุกคนเห็นพ้องกับตน
“ฉันกำลังจะไปรับเธอจากจดหมายที่แจ้งมาจากน้องสาวเครือญาติกันจ้ะครู ทว่าฉันไปช้าก็เลยไม่เจอกับหลานพอรู้ข่าวจากนักเรียนที่ครูให้ไปบอกที่บ้านฉันก็รีบมาโรงเรียนนี่แหละ” หญิงสาวผู้มาจากแผ่นดินใหญ่กล่าวเนิบช้าแม้สำเนียงของเธอจะแปร่งไปบ้างกระนั้นคนในห้องก็ยังฟังพอเข้าใจ
“อ๋อ! ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าแม่หนูคนนี้คือหลานของแม่นายใช้ ว่าแต่ทำไม” ครูปรีดาปรายตามองเด็กชายร่างผอมผิวขาวใบหน้าค่อนข้างตี๋อย่างกังขา
“ผมไม่เคยเห็นเธอ” ใช้ โบกมือพลางเอ่ยปฏิเสธพัลวัน
เคี้ยงจึงต้องปั้นเรื่องออกมาอีกคำรบ “อาตี๋น้อย ไม่เคยเห็นจริงจ้ะครู” คำพูดของคนเป็นแม่ยืนยันได้เป็นอย่างดีจึงทำให้ครูในห้องพากันยินดีที่เด็กน้อยน่ารักน่าเอ็นดูคนนี้ไม่ได้เป็นเด็กกำพร้าตามที่คิด
เมื่อเรื่องราวที่มาที่ไปของเด็กหญิงได้รับความกระจ่างดังนั้นหลังจากออกจากโรงเรียนครูปรีดาก็ขี่จักรยานไปยังโรงพักเพื่อแจ้งเรื่องของเด็กหญิงก่อนจะมุ่งตรงกลับบ้านของตน
ส่วนหลินในตอนนี้ก็ถูกมือใหญ่ของย่าจับจูงอย่างทนุถนอมตั้งแต่เดินออกจากโรงเรียน
ดวงตาของหลินมองสิ่งรอบตัวด้วยความสนใจ ‘โรงเรียนแห่งนี้ไม่นับว่าเล็กแต่น่าเสียดายที่อีกไม่กี่ปีต่อมาต้องปิดตัว’ เด็กหญิงคิดขึ้นในใจโดยที่มือเล็กของเธอนั้นยังอยู่ในอุ้งมือใหญ่ของคนเป็นย่าที่ดูยังไงก็ยังไม่แก่
ในขณะเดินผ่านร้านของชำห่างจากโรงเรียนมาไม่มากด้วยความที่เคี้ยงเอ็นดูหลานสาวผู้มาไกลจากคำบอกเล่าของพี่สาวถึงต้นสายปลายเหตุที่เด็กคนนี้ต้องมาอยู่ตรงนี้
“อาหมวย ลื้ออยากกินขนมไหมม่าจะซื้อให้” คนเป็นแม่ยังพูดไม่ทันจบประโยคเจ้าตัวก็ถูกเสียงของบุตรชายคนเล็กแทรกขึ้นทันควัน
“ม๊า มีเงิน” เพี๊ยะ! “โอ้ย! ม๊าตีอั๊วทำไม อั๊วพูดเรื่องจริงนี่ขนาดอั๊วยังได้มาโรงเรียนแค่สลึงเดียวเอง” เด็กชายยกมือกุมต้นแขนที่ถูกฝ่ามือของมารดาฟาด
“ลื้ออย่ามาสำออย อั๊วตีเบา ๆ เองร้องอย่างกับหมูถูกเชือดวันนี้อั๊วได้ยินมาว่าลื้อโดดเรียนแต่อาครูปรีไปตามเจอใช่ไหม ลื้อบอกมาตามตรงนะอาตี๋”
ใช้กำลังอ้าปากจะเถียงทว่าเจ้าตัวกลับหุบปากฉับเพราะหากว่าโกหกม๊าผลที่ได้รับย่อมไม่มีดีอีกทั้งยังจะเจ็บตัวเพิ่ม
“ม๊า หากอั๊วโดนเรียนจะกลับบ้านพร้อมลื้อได้ยังไงจริงไหม หากม๊าไม่เชื่อก็ถามเจ้าตัวเล็กนี่ดูสิ” ปลายคางของเด็กชายพยักพเยิดมาทางเด็กหญิงผู้มีดวงตากลมผิดจากบิดาผู้ให้กำเนิด
“หนูไม่อยากโกหกแต่ถ้าหนูไม่เจอป๊า ครูปรีดาก็คงตามป๊าไม่ทันแล้ว” คำพูดของคนตัวเล็กทำให้เคี้ยงหันขวับมามองบุตรชายทันที
“เฮ้ย! เจ้าตัวเล็กเป็นเด็กเป็นเล็ก ลื้อกล้าโกหกได้ยังไง อีกอย่างอั๊วเพิ่งสิบสี่ยังไม่มีลูก” เด็กชายรู้สึกโมโหจึงได้ขึ้นเสียงใส่เด็กน้อย
หลินเบะปากน้ำตาคลอหน่วย “ฮือ ๆ ม่า ป๊าไม่รักหนู” เจ้าตัวเอ่ยตัดพ้อ
ร่างนี้อะไรหนักหนาวะ อะไรก็เอาแต่ร้องไห้ สมองทำจากน้ำหรือยังไง ภายในใจของหลินโอดครวญด้วยความรู้สึกไม่เป็นธรรม
ทั้งนี้เป็นเพราะเธอจำได้ว่าร้องไห้ครั้งสุดท้ายนั้นคือตอนแม่ตาย “โอ๋ อาหมวยลื้อไม่ต้องร้องนะ ป๊าไม่ได้ความแบบนี้ลื้อไม่ต้องไปให้ค่าหรอก” คำพูดของมารดาทำให้ใช้เบ้หน้า
“ม๊าก็เป็นไปกับเจ้าตัวเล็กนี่ด้วย ว่าแต่เด็กคนนี้เป็นญาติทางไหนของเรากัน ไม่ใช่ม๊าบอกว่าตัวเองไม่มีญาติที่อื่นไม่ใช่เหรอ” จบคำพูดของเด็กชายเจ้าตัวก็โดนเท้าเล็ก ๆ ที่ใส่รองเท้าผ้าใบกระทืบลงมาบนรองเท้านักเรียนเต็มรัก
“ป๊าพูดไม่เพราะ พูดกับม่าต้องลงท้ายด้วยครับสิ” คนตัวเล็กอมลมจนแก้มป่องเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“เจ้าเด็กแสบ แล้วทีลื้อล่ะเรียกอั๊วว่าป๊าแต่ทำกับอั๊วแบบนี้มันถูกเหรอ” เด็กชายชี้นิ้วกล่าวเสียงดัง
“เหอะ! หากแกเป็นพ่อคนก็คงไม่ได้เรื่อง อาหมวยลื้อทำดีแล้วพ่อไม่ได้เรื่องจำต้องสั่งสอน” เมื่อแม่ของเจ้าตัวให้ท้าย
ใช้จึงได้แต่ยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมองแผ่นหลังของเด็กหญิงที่กำลังหันกลับมาแลบลิ้นปลิ้นตาให้กับตัวเอง
ถนนหนทางในยุคนี้ไม่ได้ดีเหมือนกับยุคสมัยหลังอีกทั้งรถราก็ยังมีไม่มากผู้คนจึงสัญจรด้วยการเดินเท้าเป็นส่วนใหญ่
หลินรู้สึกปวดเท้าของตนเป็นอย่างยิ่งกระนั้นเจ้าตัวก็ยังคงอดทนเนื่องจากครั้งสุดท้ายที่เธอจำได้ว่าเดินไกลมากขนาดนี้เป็นตอนสมัยมัธยมต้น
“ม่าคะ” เด็กหญิงอยากรู้ว่าเหตุใดหญิงสาวคนนี้ถึงรู้สึกสนิทสนมกับตนเป็นอย่างมากต่อให้เธอเป็นหลานตามสายเลือดก็ตามกระนั้นสำหรับในตอนนี้มันก็ยังคงดูแปลกอยู่ดี
หรือว่าม่าจะย้อนเวลามาเหมือนเรา
“ว่ายังไงอาหมวย” เสียงแปร่งหูเอ่ยสำเนียงไม่ชัดขัดความคิดเหลวไหลของหลิน
“ทำไมม่าถึง…” เจ้าตัวเว้นคำพูด
“ทำไมถึงบอกกับครูออกไปอย่างนั้นนะเหรอ” เคี้ยงต่อให้
คนตัวเล็กกว่าพยักหน้ายอมรับ “เฮ้อ! ลิขิตฟ้าลื้อไม่ต้องรู้หรอกลื้อรู้แค่ว่าอั๊วเป็นม่าของลื้อก็พอเราย่าหลานหากร่วมมือกันสิ่งที่ลื้อมุ่งหวังเอาไว้ย่อมสำเร็จ”
ดวงตาของหลินเบิกกว้างมองใบหน้าของหญิงสาวผู้สูงวัยกว่าตนเพื่อค้นหาร่องรอยบางอย่างแต่อนิจจัง เธอรู้ดีว่าอาม่าไม่ได้ย้อนเวลามาเฉกเช่นตนเอง
เอาเถอะ เรื่องบางอย่างก็ไม่ต้องไปคิดหาเหตุผลให้มากก็ดีเหมือนกัน เจ้าตัวคิด