โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทำไมต้องแยกงานกับชีวิตชัดเจน “Work-Life Fluidity” เทรนด์ใหม่ของคนทำงาน ที่อยากมีทั้งงานและชีวิตในแบบของตัวเอง

SME THAILAND ONLINE

เผยแพร่ 02 พ.ค. 2568 เวลา 17.00 น. • ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี
“Work-Life Balance” ที่เคยเป็นสูตรสำเร็จของชีวิตคนทำงาน อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิด “Work-Life Fluidity” วิธีใช้ชีวิตที่ไม่ต้องแบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวแบบเป๊ะๆ แต่ให้ทั้งสองส่วนไหลไปด้วยกันอย่างมีความยืดหยุ่น

เรียบเรียง : Phan P.

ในยุคที่ออฟฟิศไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะประจำ เวลาเข้างานไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ตายตัว ทำให้รูปแบบชีวิตการทำงานแบบเดิมๆ กำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นทุกวัน และ “Work-Life Balance” ที่เคยเป็นสูตรสำเร็จของชีวิตคนทำงาน อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วอย่างทุกวันนี้ แล้วทางเลือกใหม่คืออะไร? นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิด “Work-Life Fluidity” วิธีใช้ชีวิตที่ไม่ต้องแบ่งเวลางานและเวลาส่วนตัวแบบเป๊ะๆ แต่ให้ทั้งสองส่วนไหลไปด้วยกันอย่างมีจังหวะและความยืดหยุ่น

Work-Life Fluidity เป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความนิยมในยุคการทำงานสมัยใหม่ โดยเฉพาะหลังการเปลี่ยนแปลงจากการระบาดของ COVID-19 ซึ่งทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยแนวคิดนี้จะมาแทนที่ Work-Life Balance แบบเดิมๆ ซึ่งมองว่าการทำงานและชีวิตส่วนตัวไม่จำเป็นต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน แต่สามารถที่จะยืดหยุ่น ผสานไปด้วยกัน (Fluid) ได้ตามสถานการณ์และความต้องการของแต่ละบุคคล

ความหมายของ Work-Life Fluidity

Work-Life Fluidity หมายถึง การจัดการชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวอย่างยืดหยุ่นและผสมผสานกัน โดยไม่ยึดติดกับเวลาทำงานที่แน่นอนหรือสถานที่ทำงานที่ตายตัว แนวคิดนี้เน้นผลลัพธ์ของงานมากกว่าการวัดจากชั่วโมงการทำงานหรือการปรากฏตัวในที่ทำงาน

ทำไมแนวคิด Work-Life Fluidity ถึงเกิดขึ้น?

1. เทคโนโลยีช่วยให้เราทำงานได้ทุกที่ ด้วยเครื่องมือดิจิทัล เช่น Zoom, Slack, Google Drive ทำให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในออฟฟิศ

2. พฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไป พนักงานรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นในการทำงานมากกว่าค่าตอบแทน โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มองหาความสมดุลในชีวิตมากขึ้น ประกอบกับ การทำงานจากระยะไกลและการทำงานแบบไฮบริดกลายเป็นเรื่องปกติ ทำให้เส้นแบ่งระหว่างงานและชีวิตส่วนตัวเลือนลางลง

3. การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างชีวิต แนวคิดชีวิตแบบสามช่วง (เรียน-ทำงาน-เกษียณ) เริ่มไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ทำให้ผู้คนมองหาวิธีการใช้ชีวิตและทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

ข้อดีของ Work-Life Fluidity

- เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน: เมื่อพนักงานมีอิสระในการจัดการเวลาทำงานตามความเหมาะสม จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดึงดูดพนักงานรุ่นใหม่ที่ต้องการอิสระในการทำงาน

- ลดความเครียดและความเหนื่อยล้า จากการต้องแบ่งงานกับชีวิตแบบเคร่งครัด การมีความยืดหยุ่นช่วยให้พนักงานสามารถจัดการกับภาระงานและชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น

- เพิ่มความพึงพอใจและความสุขในการทำงาน พนักงานที่สามารถผสมผสานงานและชีวิตส่วนตัวได้อย่างยืดหยุ่นมักมีความพึงพอใจในชีวิตโดยรวมมากขึ้น และปรับตัวกับชีวิตได้ดีขึ้น

แนวทางการนำ Work-Life Fluidity ไปใช้ในองค์กร

1. ส่งเสริมวัฒนธรรมที่เน้นผลลัพธ์ เปลี่ยนจากการวัดผลจากชั่วโมงการทำงานเป็นการวัดจากผลลัพธ์ที่ได้

2. สนับสนุนการทำงานที่ยืดหยุ่น ไม่กำหนดเวลาทำงานแบบตายตัว แต่ให้พนักงานจัดการเวลาเอง

3. สร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง: ส่งเสริมการสื่อสารที่เปิดเผยและการสนับสนุนจากผู้บริหารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแนวทางการทำงานที่ยืดหยุ่น เครื่องมือ Collaboration เช่น Microsoft Teams, Notion หรือ Asana

ที่มา : - https://dpglearn.co.uk/blog/professional-development/work-life-balance-vs-work-life-fluidity-whats-the-difference/?utm_source=chatgpt.com

- https://www.hrmagazine.co.uk/content/comment/worklife-balance-is-not-achievable-instead-aim-for-worklife-fluidity/?utm_source=chatgpt.com

www.smethailandclub.comศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...