โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

บริษัทประกันภัยฟ้องเลขาธิการ คปภ. ต่อศาลปกครอง อ้างทำธุรกิจขาดทุนหนักหลังห้ามยกเลิกกรมธรรม์โควิด เจอ จ่าย จบ

ทันข่าว Today

เผยแพร่ 17 ม.ค. 2565 เวลา 11.00 น. • ทันข่าว Today

Highlight

โควิด-19 เล่นงานไปทั่ว อย่างน้อยบริษัทประกันภัย 2 แห่งที่ต้องปิดกิจการไป เนื่องจากการจ่ายประกัน เจอ จ่าย จบ ปัจจุบันการระบาดระลอกที่ 5 โควิดสายพันธุ์โอมิครอน ยิ่งทำให้หลายบริษัทประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง หรืออาจต้องปิดกิจการเพิ่ม บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ บริษัทไทยประกัน จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นฟ้องนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ต่อศาลปกครองเรื่องกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ ออกคำสั่งห้ามบริษัทประกันภัยยกเลิกกรมธรรม์ประกันโควิด-19 ประเภท เจอ จ่าย จบ จนทำให้บริษัทประกันภัยเสียหายอย่างหนัก

ล่าสุด เมื่อ 10 มกราคม ที่ผ่านมา บริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด(มหาชน) ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดีและบริษัทไทยประกัน จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นคำฟ้องคดีต่อศาลปกครอง คดีหมายเลขดำที่ 44/2565 โดยได้ยื่นฟ้องนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เรื่องกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โดยคำฟ้อง ได้ขอให้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา ใน 2 ประเด็นดังนี้
1. พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เรื่องให้ยกเลิกเงื่อนไขการใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย ฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่ง
2. ขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เรื่องให้ยกเลิกเงื่อนไขใช้สิทธิบอกเลิกกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 สำหรับบริษัทประกันวินาศภัย ฉบับลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 ไว้เป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี หรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
ด้านนายสุทธิพล ให้สัมภาษณ์หลังให้การกับศาลปกครองเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 65 ว่า ประเด็นหลักที่ศาลฯได้สอบถามคือ การฟ้องคดีอยู่ในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยตามกฎหมายจะต้องฟ้องภายใน 90 วัน หลังจากที่ คปภ.มีคำสั่งนายทะเบียนออกมา
เพราะถ้าการฟ้องคดีเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลจะไม่รับคำฟ้อง ยกเว้นแต่เป็นกรณีเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน
“ข้ออ้างของผู้ฟ้องว่า คปภ.ไม่มีการส่งคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ให้บริษัทรับทราบ โดย คปภ.ได้ชี้แจงว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เป็นคำสั่งทั่วไป ซึ่งปกติไม่มีกฎข้อบังคับให้ต้องส่งไปที่บริษัทประกัน ในทางปฏิบัติ คปภ.จะลงบนเว็บไซต์สำนักงาน คปภ.และเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ประชาชนให้ความสำคัญ สื่อหลายสำนักทั้งหนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์, ออนไลน์ ได้มีการเผยแพร่ข่าวในวงกว้าง”
ตามกฎหมายต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน
เลขาธิการ คปภ.ระบุว่า ผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่าไม่ทราบคำสั่งไม่ได้ โดยได้มีการประกาศคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 64 ขณะเดียวกันผู้ฟ้องคดีทั้ง 2 บริษัทก็ออกมายืนยันหลังจากออกคำสั่งนายทะเบียนว่า เขายืนยันที่จะคุ้มครองผู้เอาประกันภัยโควิดทุกประเภทจนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครอง ซึ่งการยืนยันตรงนี้ถือเป็นผลของคำสั่งนายทะเบียน
นอกจากนี้ในคำฟ้องก็ระบุชัดว่า จากข่าวที่ลงไปในหนังสือพิมพ์วันที่ 17 ก.ค. 64 ทำให้บริษัทจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 เพราะกลัวจะถูกดำเนินการฐานประวิงคดีหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต
ดังนั้นข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่ปรากฏว่าไม่ทราบคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ไม่เป็นความจริง เพราะจริง ๆ ต้องทราบตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. 64 ซึ่งนับถึงวันที่ยื่นฟ้องเกินระยะเวลากำหนด เพราะต้องยื่นฟ้องภายในเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่รู้หรือควรจะรู้
ผู้ฟ้องได้อ้างต่อว่า คำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 คปภ.ต้องประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาก่อน จึงจะมีผลตามกฎหมาย ซึ่งคำสั่งดังกล่าวมีการลงประกาศในราชกิจจาฯเมื่อ 12 ตุลาคม 2564 ดังนั้นเมื่อนับถึงปัจจุบันจึงยังไม่ครบ 90 วัน โดย คปภ.ได้ชี้แจงศาลฯว่า ในกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องส่งตัวคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 ที่เป็นคำสั่งทางปกครองไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่การที่ส่งไปลงราชกิจจาฯเนื่องจากต้องให้ประชาชนได้รับรู้
มีผู้ถือกรมธรรม์กว่า 10 ล้านคนอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม
เลขาธิการ คปภ.กล่าวอีกว่า หากศาลฯรับคดีไว้พิจารณา มี 2 ประเด็นที่ศาลจะต้องไต่สวนของผู้ฟ้องคือ 1.ขอให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 และ 2. ขอคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้คำสั่งนายทะเบียนที่ 38/2564 มีผลบังคับใช้เป็นการชั่วคราว เพราะฉะนั้นถ้าศาลฯรับฟ้องและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว จะทำให้ผู้เอาประกันภัยโควิดทั้งหมดกว่า 10 ล้านคนถูกลอยแพแน่นอน เพราะระหว่างนี้บริษัทประกันวินาศภัยสามารถที่จะบอกเลิกกรมธรรม์ฯได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญมาก ๆ ต่อพี่น้องประชาชน โดยศาลฯระบุว่า เนื่องจากเกี่ยวกับประชาชนจำนวนมากจะพิจารณาโดยเร็ว
การบอกเลิกกรมธรรม์ เกรงกระทบความเชื่อมั่นต่อธุรกิจประกันภัยโดยรวม 
นายสุทธิพลกล่าวอีกว่า ไม่มีใครจะใหญ่เหนือกฎหมาย แม้กฎหมายจะระบุไว้ในกรมธรรม์ว่าสามารถบอกเลิกกรมธรรม์ลูกค้าได้ แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อมีความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงในระดับสูงแล้วจะบอกเลิกกรมธรรม์แบบเหมาเข่ง ต้องพิจารณาแต่ละรายไป มีหลักฐานยืนยันและสอดคล้องกับกฎหมายสากล เพราะความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉะนั้นจะวุ่นวายมาก ถ้าให้ยกเลิกเหมาเข่ง ต่อไปคนจะไม่ทำประกัน
“การทำประกันภัยโควิดเจอจ่ายจบ คือการที่ประชาชนผู้เอาประกันภัยมอบความไว้วางใจให้บริษัทประกันที่อาสามาช่วยบริหารความเสี่ยง ฉะนั้นการไปบอกเลิกกรมธรรม์ในช่วงวิกฤต ทั้ง ๆ ที่เคยสัญญาว่าจะคุ้มครองจนสิ้นสุดอายุการคุ้มครอง โดยโยนความเสี่ยงที่มากขึ้นกลับคืนไปให้ประชาชน ถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้บริษัทประกัน จึงเป็นการเอาเปรียบประชาชนอย่างยิ่ง” นายสุทธิพลกล่าว
นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า จนถึงต้นปี 2565 ยอดเคลมประกันภัยโควิดน่าจะทะลุเกิน 4 หมื่นล้านบาทแล้ว เนื่องจากการติดเชื้อระลอกใหม่ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อยู่ที่ 7,000-8,000 ต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่า จากยอดเดือน ธ.ค. 64
ทั้งนี้กรมธรรม์ประเภท เจอ จ่าย จบ จะสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายน 65 จึงต้องรอประเมินอีกครั้ง ซึ่งเหลือกรมธรรม์ในช่วงดังกล่าวอีกราว 8 ล้านฉบับ
“ถ้าถึงเดือนมิถุนายน มีการติดเชื้อเพิ่มอีกราว 10 ล้านคน ต้องจ่ายเคลมรวม ๆ กว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งบริษัทประกันส่วนใหญ่ก็ไม่มีการทำประกันภัยต่อ ฉะนั้นความเสียหายอาจจะรุนแรงยิ่งกว่าน้ำท่วมใหญ่ปี 2554”นายอานนท์กล่าว
ด้านนายอาภากร ปานเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการสายกำกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย สำนักงาน คปภ. กล่าวว่า ข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยโควิดล่าสุดจนถึงวันที่ 15 ธ.ค. 2564 พบว่ามีกรมธรรม์ทั้งหมด 41.63 ล้านฉบับ เบี้ยประกันภัยรับรวม 10,930 ล้านบาท ขณะที่ยอดจ่ายค่าสินไหมทดแทนสูงกว่า 37,800 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้จำนวนกรมธรรม์และเบี้ยประกันค่อนข้างนิ่งแล้ว แต่ยอดจ่ายเคลมประกันยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะมีกรมธรรม์ประกันภัยโควิดแบบเจอจ่ายจบในระบบที่ยังเหลืออายุความคุ้มครองอยู่อีกกว่า 7 ล้านฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่กว่าจะหมดอายุประมาณเดือน เม.ย.-มิ.ย. 65
นอกจากนี้ยังส่งผลให้กองทุนประกันวินาศภัยซึ่งเป็นผู้ชำระบัญชี (เยียวยาความเสียหายให้กับผู้เอาประกัน) ในกรณีบริษัทประกันวินาศภัยถูกเพิกถอนใบอนุญาตอาจมีเงินไม่พอจ่ายผู้เอาประกัน จากเงินกองทุนที่มี  5,600 ล้านบาท เพราะหนี้ความเสียหายจากยอดเคลมประกันภัยโควิดแบบเจอจ่ายจบของ 2 บริษัท คือเอเชียประกัน และ เดอะวันฯที่ถูกปิดไปแล้ว รวมกันสูงกว่า 7,000 ล้านบาท โดยขณะนี้ทางคณะกรรมการกองทุนประกันฯก็มีการหารือถึงแนวทางที่จะต้องกู้เงินมาใส่ในกองทุน
การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของโอมิครอน อาจมีบริษัทประกันกันถูกปิดเพิ่ม 
บมจ.สินมั่นคงประกันภัย ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ฯในช่วงไตรมาส 3/64 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 3,662.39 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 160.21 ล้านบาท และผลประกอบการ 9 เดือนแรกขาดทุนสุทธิ 3,845.58 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากมูลค่ายอดจ่ายเคลมสินไหมเจอจ่ายจบในไตรมาส 3/64 ที่เพิ่มขึ้นกว่า 6 พันล้านบาท ซึ่งขณะนี้ผลประกอบการไตรมาส 4/2564 ยังไม่ได้ออก ก็ต้องจับตาดูว่าจะออกมาอย่างไร 
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่อง จากการถูกเคลมประกันแบบ เจอ จ่าย จบ  ดังนั้นจึงต้องติดตามการพิจารณาของศาลปกครองว่าจะออกมาเป็นเช่นไร 
ล่าสุดเมื่อค่ำวานนี้ (16 ม.ค.) นายสุทธิพล ได้รายงานว่ารู้สึกเป็นไข้ ไอ และไม่สบายตัวได้ทำการตรวจการติดเชื้อโควิด และยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 โดยได้แจ้งไทม์ไลน์อย่างละเอียดรวมทั้งช่วงเวลาที่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ศาลปกครองในวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยตลอดเวลาในที่สาธารณะสวมหน้ากากอนามัย 2 ชั้น ไม่ได้เดินทางไปห้างสรรพสินค้า และได้ฉีดวัคซีนครบ 4 เข็ม มีอาการไข้เพียงเล็กน้อย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...