โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วันนี้วันอะไร? 6 กรกฎาคม วันจูบสากล International Kissing Day

BRIGHTTV.CO.TH

อัพเดต 06 ก.ค. 2566 เวลา 11.38 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2566 เวลา 04.38 น. • Bright Today

วันนี้วันอะไร? 6 กรกฎาคม ของทุกปีนั้นเป็น วันจูบสากล International Kissing Day เลิกงาน เลิกเรียน แล้วกลับไปจุ๊บคนที่รักกัน

การแสดงความรักก็เป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งคนที่อยู่ด้วยกันนานๆ ยิ่งต้องแสดงออกเรื่องความรักให้มากๆ เพื่อไม่ให้ลืมความรักที่มีต่อกัน และเป็นเรื่องดีของความสัมพันธ์ ชีวิตคู่อีกด้วย แล้วนอกจากนี้การจูบ นั้นยังส่งผลดีต่อทั้งจิตใจและสุขภาพอีกด้วย ทุกคนคงจะเริ่มเห็นความสำคัญของการจูบแล้วใช่ไหม ดังนั้นวันนี้เราจะพามาดูว่า วันจูบสากล มีที่มาจากอะไร และ มีประโยชน์ต่อร่างกายยังไงบ้าง

จูบ-min

วันจูบสากล (International Kissing Day) ตรงกับวันที่ 6 กรกฎาคม ของทุกปี ซึ่งวันจูบสากลนี้ได้กำเนิดขึ้นในสหราชอาณาจักร ก่อนที่ความนิยมในวันดังกล่าวจะแพร่หลายไปทั่วโลก ที่ชวนให้คู่รักทั้งหลายได้ส่งต่อความรู้สึกดี ๆ และรสสัมผัสที่หอมหวานแก่กันและกันในวันนี้

ความเป็นมาของวันจูบสากล

ต้องขอบคุณชาวโรมันสำหรับการจูบที่แพร่หลายไปทั่วยุโรป เพราะแรกเริ่มนั้นชาวโรมันใช้การจูบเพื่อบ่งบอกสถานะทางสังคม ก่อนที่คำว่า “French Kiss” จะเป็นที่รู้จัก และท่าทางในการจูบเป็นสิ่งที่แพร่หลายออกไปนั่นเอง

คำว่า “French Kiss” เป็นคำที่ทหารอเมริกันและอังกฤษในฝรั่งเศสตั้งขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สำหรับท่าทางการจูบที่จะมีการใช้ลิ้น โดยลิ้นทั้งคู่จะมีลักษณะพันกัน และเป็นการจูบแบบดูดดื่ม ซึ่งสังเกตเห็นว่าผู้หญิงชาวแกลลิกเปิดรับการใช้เทคนิคที่เร่าร้อนมากกว่าคนอเมริกันและอังกฤษ

อย่างไรก็ตามแม้จะไม่มีข้อมูลที่ชี้ชัดได้ว่าชาวฝรั่งเศสเป็นคนริเริ่มการจูบแบบนี้หรือไม่ แต่พวกเขาได้รับเครดิตมากจากแสดงออกในความรักอันดูดดื่มของชาวฝรั่งเศสเมื่อศตวรรษที่ผ่านมา จนเมื่อไม่นานมานี้ฝรั่งเศสได้นิยามการจูบด้วยลิ้นเพิ่มเข้าไปในพจนานุกรม “Le Petit Robert” อย่างไม่เป็นทางการในปี 2014

แต่งานวิจัยล่าสุดของ ดร.โทรเอลส์ แพงก์ อาร์โบลล์ และ ดร.โซฟี ลุนด์ ราสมุสเซน พบหลักฐานใหม่ที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากอารยธรรมเมโสโปเตเมียยุคแรกสุดว่า การจูบถือเป็นวิธีปฏิบัติที่มีอยู่แล้วเมื่อ 4,500 ปีก่อนในตะวันออกกลาง และเชื่อว่าในความเป็นจริงอาจเกิดขึ้นเร็วกว่านั้นอีก แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน

ประโยชน์ของการจูบ

  • มีสุขภาพจิตที่ดี
    การจูบอาจกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความสุข เช่น ออกซิโตซิน (Oxytocin) เซโรโทนิน (Serotonin) โดพามีน (Dopamine) ทำให้ผ่อนคลาย ลดฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น ซึ่งอาจลดความเสี่ยงในการเกิดโรคซึมเศร้าได้
  • ความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักไปในทางที่ดี
    คู่รักที่แสดงความรักด้วยการจูบกันอาจทำให้เกิดความผูกพันธ์ ความใกล้ชิด ทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น นอกจากนี้ การจูบยังกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศอีกด้วย
  • เผาผลาญแคลอรี่
    การจูบกันแต่ละครั้งอาจช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ 8-16 กิโลแคลอรี่ เนื่องจากขณะที่จูบอาจมีการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศก่อนมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นยิ่งจูบอย่างร้อนแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจให้มีการสูบฉีดเลือดที่ดี ลดความดันโลหิต บรรเทาอาการปวดหัว และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ
  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยบรรเทาอาการแพ้
    การจูบกันอาจทำให้ได้รับแบคทีเรียที่ดีที่อยู่ในช่องปากของคู่รัก ทำให้เพิ่มภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการลมพิษ และอาการแพ้จากสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เช่น เกสรดอกไม้ ลมพิษ ไรฝุ่น และช่วยลดความเครียดที่อาจเป็นสิ่งกระตุ้นทำให้อาการแพ้แย่ลง
  • ป้องกันฟันผุ
    การจูบกันอาจช่วยกระตุ้นให้ต่อมน้ำลายผลิตน้ำลายมากขึ้น ช่วยในการกลืน และช่วยให้เศษอาหารไม่ติดฟัน ซึ่งอาจช่วยป้องกันฟันผุได้
  • ใบหน้ากระชับ
    การจูบอาจมีความสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อใบหน้าประมาณ 2-34 มัด การจูบบ่อย ๆ ทำให้มีการขยับใบหน้าและใช้กล้ามเนื้อในส่วนนี้เป็นประจำ ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน และทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ส่งผลให้ใบหน้ากระชับ ชะลอการเกิดริ้วรอยที่ดูแก่กว่าวัย

แหล่งที่มา hellokhunmor

ติดตามข่าวสาร Bright Today ช่องทางอื่นๆ

Website : BRIGHT TODAY
Facebook : BRIGHT TV
Line Today : BRIGHT TODAY

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...