รู้แล้วควรเลี่ยง! 5 อาหารทำให้มีกลิ่นตัว เหงื่อออกใต้วงแขน แม้อาบน้ำทุกวัน
รู้แล้วควรเลี่ยง! 5 อาหารทำให้มีกลิ่นตัว เต่าเหม็น เหงื่อออกใต้วงแขน แม้อาบน้ำทำความสะอาดทุกวันก็ยังเสี่ยงกลิ่นแรงไม่รู้ตัว
ใครประสบปัญหา เหงื่อชุ่มเสื้อผ้าใต้วงแขนและเริ่มมีกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ออกมาทำให้รู้สึกเขินอายในที่สาธารณะ อาจไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาความสะอาดร่างกายเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับอาหารการกินอีกด้วย
ตามรายงานอีทีทูเดย์ นพ. หลี่ ปิงซุนชี้ว่า แม้ว่ากลิ่นตัวจะไม่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ แต่ไม่เพียงส่งผลต่อการมีความสัมพันธ์ทางสังคมเท่านั้น แต่ยังอาจทำให้ความมั่นใจในตนเองลดลงด้วย เพื่อไม่ให้คนอื่นเป็นลมด้วยการยกมือขึ้น จึงขอแนะนำ "อาหาร 5 ชนิด" ที่ควรกินแต่น้อย เพราะทำให้เกิดกลิ่นไม่รู้ตัว
นพ. หลี่ ปิงซุน หัวหน้าแพทย์ศัลยกรรมตกแต่งที่โรงพยาบาลถู่เฉิง เมืองนิวไทเป ไต้หวัน กล่าวไว้ว่ากลิ่นตัวเกิดจากสารที่สร้างมาจากต่อมกลิ่นของร่างกาย ซึ่งกระจายอยู่เป็นจำนวนมากในรักแร้และหัวหน่าว เมื่อสารถูกหลั่งออกมาในรูปแบบเหงื่อจะสร้างกลิ่นขึ้น ยิ่งเมื่อมีปฏิกิริยากับแบคทีเรียก็จะยิ่งเกิดกลิ่นตัวยิ่งขึ้น
โดยนพ. หลี่ ปิงซุน แนะนำว่าควรรักษาความสะอาด อาบน้ำให้เร็วที่สุดหลังจากออกกำลังกายและเมื่อมีเหงื่อออก พร้อมทั้งเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่สะอาดเพื่อลดกลิ่น จากนั้น "เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน" การบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากนมมากเกินไปจะกระตุ้นต่อมอะโพไครน์ (Apocrine) รวมถึงเพิ่มการกินผัก
นพ. หลี่ ปิงซุน กล่าวต่อไปว่า ไม่ว่าเพศไหน อย่ากลัวที่จะ "จำกัดขนรักแร้" ทั้งโกน เลเซอร์ หรือแว๊กซ์ และ "ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย" เนื่องจากการกำจัดขนรักแร้สามารถรักษาความสะอาดใต้วงแขน ป้องกันแบคทีเรียและเหงื่อจากการเกาะติด รวมถึงสามารถลดผลกระทบของกลิ่นได้
อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายหรือยาระงับเหงื่อในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีจำหน่ายทั่วไปควรใช้อย่างเหมาะสม เพราะหากทามากเกินไปอาจอุดตันรูขุมขนและทำให้รูขุมขนอักเสบได้ ดังนั้น เพื่อลดกลิ่นตัว นพ. หลี่ ปิงซุนแนะนำว่าควรทาน 5 ประเภทให้น้อยลง
1.อาหารรสจัด เพราะจะกระตุ้นผิวหนังและต่อมผิวหนัง ขับเหงื่อ ทำให้ปัญหากลิ่นตัวรุนแรงขึ้น ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เช่น พริกไทย ขิง กระเทียม 2.แอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ยังสามารถกระตุ้นต่อมเหงื่อให้หลั่งเหงื่อและเพิ่มกลิ่นกาย
3. อาหารทะเลกุ้ง ปู หอย และอาหารทะเลอื่น ๆ มีโปรตีนและกรดอะมิโนจำนวนมาก ซึ่งง่ายต่อการย่อยสลายและมีกลิ่นเฉพาะตัว ซึ่งจะส่งผลต่อกลิ่นตัว 4. เนื้อแดง เช่น เนื้อวัวและเนื้อหมู มีไขมันและโปรตีนมากกว่า ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดกลิ่นในระหว่างการย่อยอาหาร 5. กาแฟและชา มีคาเฟอีนและธีโอฟิลลีน ซึ่งสามารถกระตุ้นต่อมเหงื่อให้หลั่งเหงื่อและเพิ่มกลิ่นตัว
นอกจากนี้ ตามรายงานของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล แนะนำการรักษาและป้องกันการมีกลิ่นตัว ได้แก่ การล้างบริเวณรักแร้บ่อย ๆ ด้วยน้ำสะอาดและสบู่ฆ่าเชื้อ เพื่อลดแบคทีเรียแต่ไม่ควรล้างบ่อยเกินไป, หลีกเลี่ยงภาวะที่ร้อนจัด-ภาวะอบอับชื้น, ใช้น้ำหอมฉีดพ่นเพี่อกลบกลิ่นตัว แต่ต้องระวังการผื่นแพ้น้ำหอมที่อาจเกิดได้ รวมถึงอาจฉีดโบท๊อกเพื่อลดการสร้างสารก่อกลิ่น
ขอบคุณที่มาจาก Ettoday