หุ้นไทยปี 68 อัพไซด์จำกัด นักวิเคราะห์ ผู้จัดการกองทุน ให้เป้า 1,485-1,550 จุด
หุ้นไทยปี 68 นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุน มองมีอัพไซด์จำกัด ให้เป้าดัชนี 1,485-1,550 จุด ครึ่งปีแรกไม่สดใส สงครามการค้าสหรัฐฯจีน รวมถึงเศรษฐกิจสองประเทศโตชะลอ ครึ่งปีหลัง SET ฟื้น ลงทุนปลอดภัย เน้นหุ้นพื้นฐานแกร่ง เสี่ยงต่ำ ปันผลสม่ำเสมอ "ลดน้ำหนักลงทุน" กลุ่มน้ำมันและก๊าซ ปิโตรเคมี อสังหาริมทรัพย์
นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง ประเมินแนวโน้มหุ้นไทยปี 2568 ว่า ภาพรวมครึ่งปีแรกอาจไม่สดใจ เนื่องจากความเสี่ยงที่อาจเข้ามากระทบต่อบรรยากาศการลงทุน อาทิ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมทั้งเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตชะลอตัวต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีหลังตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัว เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่น่าจะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว รวมทั้งเศรษฐกิจจีนที่เริ่มดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 2568 ที่ 1,485 จุด ราคาปิดต่อกำไร (P/E) 16 เท่า และคาดการณ์กำไร บจ. (EPS) ที่ระดับ 95 บาท
"หากมีปัจจัยบวกหนุน เช่น อัตราดอกเบี้ยของไทยและต่างประเทศ ปรับลดลงต่อเนื่อง สงครามตะวันออกกลาง รวมทั้งสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนคลี่คลายลง และการลงทุนของภาครัฐมาตามนัด อาจหนุนให้ SET Index ปรับตัวขึ้นประมาณ 100 จุด หรือกรณี Bull case มองตลาดหุ้นไทยไปได้มากสุดที่ 1,585 จุด"
กลยุทธ์การลงทุนปี 2568 ท่ามกลางความผันผวน บล.บัวหลวง แนะนำให้กระจายการลงทุน (Asset Allocation) หรือการจัดสรรสินทรัพย์ เพื่อกระจายความเสี่ยงลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก ส่วนที่เหลือให้น้ำหนักในหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ สัดส่วนราว 20% (ทีมวิจัยบล.บัวหลวง จะปรับมุมมองการลงทุนอีกครั้งในเดือน ก.พ.68) โดยเน้นหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) พื้นฐานแกร่ง ความเสี่ยงต่ำ และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะชะลอตัวลงต่อเนื่องและปรับตัวต่ำสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2568 เช่น กลุ่มพาณิชย์ ที่เน้นการบริโภคและการใช้จ่ายประจำวัน อาทิ CPALL ,CPAXT และ COM7 กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว แนะนำ หุ้น AOT
หุ้นที่แนะนำให้ระมัดระวังการลงทุน คือ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เนื่องจากธนาคารและไฟแนนซ์ยังคุมเข้มเรื่องการปล่อยกู้ และการเปลี่ยนพฤติกรรมมาสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มปิโตรเคมี ที่ภาพรวมยังไม่ค่อยดีนัก เป็นไปตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯและจีน ประกอบกับ บริษัทในเอเชียมีการขยายกำลังการผลิตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้สร้างแรงกดดันต่ออัตราการทำกำไรของบริษัทในธุรกิจดังกล่าว
สอดคล้องกับบล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล มีมุมมองว่า หุ้นไทยครึ่งปีแรก 2568 ไม่คึกคัก นักลงทุนรอดูมาตรการของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจส่งผลทำให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทย ขณะที่คงเป้าดัชนี ( SET Index) สิ้นปี 2568 ที่ระดับ 1,630 จุด คาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดเติบโต 3% ในปี 2567 และโต 11% ในปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้ามาช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก
จากปัจจัยลบภายนอกที่ไม่สดใส จึงมองว่าหุ้นอิงกำลังซื้อในประเทศ และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า หุ้นแนะนำ กลุ่มอุปโภคบริโภค, กลุ่มค้าปลีก, กลุ่มการแพทย์, กลุ่มธนาคารและกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่แนะนำ "ลดน้ำหนักลงทุน"กลุ่มน้ำมันและก๊าซ, กลุ่มปิโตรเคมีและกลุ่มอสังหาริมทรัพย์
ธีมการลงทุนในหุ้นไทย มี 6 ธีมได้แก่ หุ้น ESG จะเป็นที่ต้องการมากขึ้นจากกองทุน Thai ESG , ธีมหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการแจกเงิน 10,000 บาท จะทำให้กลุ่มค้าปลีก กลุ่มธนาคาร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและกลุ่มสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค และกลุ่ม Home improvement น่าจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้, ธีมหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก FDI ,ธีมหุ้นสถานบันเทิงครบวงจร,ธีมหุ้นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และ ธีมหุ้น Value play มีหุ้น Top pick คือ AMATA, BCH, CBG, CPN, CRC, MTC และ SCB
มาที่มุมมองของบริษัทจัดการลงทุน โดย นายวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย คาดว่า หุ้นไทยปี 68 ไม่น่าจะมีอัพไซด์มากนัก โดยได้ปรับลดเป้าหมาย SET Index สิ้นปี 2568 จาก 1,600 จุด มาเป็น 1,500-1,550 จุด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวช้ากว่าคาด และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) คาดว่าจะเติบโต 5-7% จากเดิมคาดโต 12% กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 95 บาท และคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับลดดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง
"ครึ่งแรกปี 2568 บลจ.กสิกรไทย คาดว่า SET Index แกว่งไซด์เวย์ในกรอบ 1,300-1,450 จุด แนะเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลสูง กิจการมั่นคง เช่น กลุ่ม โทรคมนาคม และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น"
สำหรับหุ้นต่างประเทศ บลจ.กสิกรไทย คาดว่าหุ้นสหรัฐฯจะไปต่อได้ และน่าจะทำให้ภาพใหญ่ของตลาดหุ้นทั่วโลกไปต่อได้เช่นกัน จากปัจจัยบวกสำคัญ คือ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ปรับลดลงอีกทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯยังไปได้ดี และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯน่าจะมีนโยบายอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ให้ระมัดระวังในการลงทุนเนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ แพงแล้ว โดยราคาปิดต่อกำไร (พี/อี เรโช) ขึ้นมาที่ 22 เท่า แต่ไม่น่าเกิดฟองสบู่
ด้านโพลผู้จัดการกองทุน ชอบหุ้นกลุ่มพาณิชย์ ท่องเที่ยว ICT และสถาบันการเงิน โดยนางชวินดา หาญรัตนกูล ในฐานะนายกสมาคม บลจ. ได้เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของสมาชิกบริษัทจัดการลงทุน (สำรวจช่วงกลางเดือนธ.ค. 2567) ต่อมุมมองการลงทุนปี 2568 โดยพบว่าทีมผู้จัดการกองทุนไทยเกือบทั้งหมดมีมุมมองปานกลางค่อนไปทางบวกต่อภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป**
ผู้จัดการกองทุน มองว่าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และทิศทางอัตราดอกเบี้ยจะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ โดยคาดการณ์คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปี 2568 เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีขึ้น โดยจะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ ณ ระดับ 1.75 % ณ สิ้นปี 2568 และอาจมีการปรับลดลงเล็กน้อยต่อเนื่องจนอยู่ที่ระดับ 1.5 % ณ สิ้นปี 2569 เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าควบคู่ไปกับการดูแลเศรษฐกิจในภาพรวมให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ
ในขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ สำหรับการจัดน้ำหนักการลงทุนในประเทศ ผู้จัดการกองทุนมีมุมมองเป็นกลาง (Neutral) เน้นให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้เป็นสำคัญโดยเฉพาะตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนระยะปานกลางถึงยาว
ส่วนการลงทุนในหุ้นจะให้ความสำคัญกับการลงทุนในหุ้นขนาดกลางถึงใหญ่ (Medium to Large Cap) เป็นหลัก โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความยั่งยืน (ESG Investing) ซึ่งเชื่อว่าในระยะยาวจะช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนแบบทั่วไปได้เล็กน้อยโดยเปรียบเทียบ
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมในดวงใจของผู้จัดการกองทุนในประเทศ คือ กลุ่มการค้าพาณิชย์ กลุ่มท่องเที่ยวสันทนาการ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) และกลุ่มสถาบันการเงิน ตามลำดับ
ปี 2568 อุตสาหกรรมกองทุนรวม สนใจออกกองทุน ThaiESG ใหม่ ๆ ในรูปแบบผสมผสาน (Mixed Fund) เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนแบบยั่งยืนและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ส่วนการลงทุนในหุ้นยั่งยืนนั้นกลุ่มอุตสาหกรรมในดวงใจมีความใกล้เคียงกับการจัดสรรการลงทุนในหุ้นไทยทั่วไปตามที่กล่าวข้างต้น และผู้จัดการกองทุนยังคาดหวังที่จะออกกองทุนที่เน้นลงทุนเพื่อสร้างความยั่งยืนในต่างประเทศรูปแบบ Feeder Fund – ESG FIF เพื่อนำเสนอให้แก่ผู้ลงทุนไทยให้เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย