"ชีวิตที่ไม่ได้สวยงามและยากลำบากของเสือโคร่งสีทอง"
ชีวิตที่ไม่ได้สวยงามของเสือโคร่งสีทอง แม้แต่ขนที่สวยงามก็ไม่อาจปกปิดความยากลำบากในชีวิตที่พวกมันต้องพบเจอบนโลกใบนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุว่าทำไมเราควรสนับสนุนการอนุรักษ์และปกป้องพื้นที่ธรรมชาติอย่างเข้มแข็ง
ในตอนเย็นของวันที่ 24 มกราคม 2024 ไกด์นำเที่ยวและช่างภาพสัตว์ป่า Gaurav Ramnarayanan ได้ออกเดินทางไปยังอุทยานแห่งชาติ Kaziranga ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเเป็นมรดกโลกของ UNESCO โดยเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าขนาด 430 ตารางกิโลเมตรในประเทศอินเดีย พร้อมกับลูกทัวร์ส่วนตัวของเขา
อุทยานแห่งชาตินี้ขึ้นชื่อเรื่องสัตว์ป่าหายากหลายชนิดทั้งแรดนอเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก และนกสีสวยงามอีกหลายร้อยสายพันธุ์ แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ทีมของ Ramnarayanan ตามหา พวกเขากำลังเฝ้ารอบางอย่างที่พิเศษกว่านั้น นั่นคือเสือโคร่ง และเวลานั้นก็มาถึงเร็วกว่าที่คาดไว้
ในช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันถัดมาพวกเขาก็ได้ยินเสียงร้องเตือนจากกวาง ซึ่งเป็นเสียงที่สัตว์ร้องออกมาเมื่อเห็นนักล่า Ramnarayanan เร่งรุดออกอย่างรอบคอบและเงียบเชียบทันที ทันใดนั้นพวกเขาก็เห็นเสืออยู่บนถนนห่างออกไปประมาณ 700 เมตร
“ตอนแรกที่เห็น ‘เขา’ เขามีรูปร่างขาวมากและดูไม่เหมือนเสือโคร่งเบงกอลทั่วไป” Ramnarayanan เล่า “ผมเคยเห็นเสือโคร่งมากพอที่จะรู้ได้ทันทีตั้งแต่แรกว่าเสือตัวนี้ไม่ธรรมดา” การส่องสัตว์ผ่านกล้องได้ยืนยันสิ่งที่เขาคิด เสือโคร่งตัวนี้ ‘ขาว’ มาก มันคือเสือโคร่งสีทองที่หาได้ยากยิ่ง
“เสือโคร่งตัดสินใจเข้ามาหาเราโดยไม่มีท่ามีจะโจมตีหรือทำร้ายเรา แต่เพียงเพื่อเดินผ่านเส้นทางและทำเครื่องหมายอาณาเขตของมันเอง” เขาเล่าต่อ มันเข้ามาใกล้มากในระดับ 100 เมตรและ Ramnarayanan ก็ถ่ายรูปมันไว้ได้อย่างสวยงาม ทว่าสีทองที่สวยงามนั้นมีเบื้องหลังที่ไม่สวยงามอยู่
เสือโคร่งสีทองหรือ Golden tiger นั้นไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ที่แยกออกมาและก็ไม่ใช่สายพันธุ์ย่อยของสปีชีส์ใด แต่เป็นผลมาจากการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมที่ทำให้สีขนเปลี่ยนไป คล้ายกับที่เกิดขึ้นในเสือสีขาว ยีนด้อยในดีเอ็นเอได้สร้างสีที่ดูแปลกตาเหล่านี้ขึ้นมา
ทาง Uma Ramakrishnan ศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาจากศูนย์วิทยาศาสตร์ชีวภาพแห่งชาติของอินเดียเปรียบเทียบการกลายพันธุ์นี้ว่าเหมือนกับ ‘ดีเอ็นเอที่สะกดคำผิด’ สำหรับเสือขาว การกลายพันธุ์ได้ไปยับยั้งการสร้างสีของขน
แต่ในเสือโคร่งสีทอง การกลายพันธุ์ในยีนที่ชื่อว่า ‘wideband’ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างผลิตฟีโอเมลานิน (pheomelanin; เม็ดสีเหลืองอมแดง) ถูกขยายระยะเวลาออกไประหว่างที่ขนเจริญเติบโต กล่าวอย่างง่าย พวกมันสร้างสีขนปกติได้ไม่เต็มที่
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าลูกเสือโคร่งน้อยกว่า 1 ใน 10,000 ตัว (0.0001%) จะเกิดมาพร้อมกับลักษณะสีขาว ขณะที่ขนสีทองนั้นหาได้ยากยิ่งกว่า และการพบมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการพบเสือโคร่งสีทอง อาจเป็นสัญญาณว่ามีการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกันมากขึ้น
“วิธีเดียวที่มันจะแสดงออกมา(ขนสีทอง)ได้ก็คือการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกันหรือการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม” Ramakrishnan กล่าว “โดยเกิดขึ้นเมื่อยีนที่หายาก(ยีนด้อนที่ทำให้เกิดขนสีทอง)กลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นโดยบังเอิญ ซึ่งยังคงเป็นเรื่องที่กำลังได้รับการศึกษาอยู่”
Ramakrishnan เสริมว่าขนสีทองนี้พบได้มากขึ้นโดยเฉพาะเสือที่เลี้ยงในที่กักขัง ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับอดีตที่ห่างไกล เนื่องจากในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามนุษย์ได้คัดเลือก ‘เสือที่ดูสวยงามนี้’ เพื่อสร้างเสือที่ดูสวยงามรุ่นต่อไป
ตัวเลขสถิติอาจทำให้ประหลาดใจกว่าเดิม ตามรายงานทั้งหมดที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์แทบไม่พบเสือขาวนี้ในป่าเลย โดยพบเห็นตัวสุดท้ายและถูกยิงเสียชีวิตเมื่อทศวรรษ 1950 แต่ทั่วโลกกลับมีเสือขาวในที่กักขังมากกว่า 200 ตัว และมีเสือสีทองประมาณ 30 ตัวทั่วโลก
แม้จะยังไม่ทราบดีว่าขนสีที่ไม่สม่ำเสมอนี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากแค่ไหน แต่สิ่งที่รู้กันดีก็คือ ‘การผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกัน’ อาจทำให้เกิดปัญหาทางร่างกายได้เช่น ใบหน้าแบนหรือตาเหล่ รวมถึงการกลายพันธุ์อื่น ๆ ที่อาจทำให้เสืออ่อนแอต่อโรคมากขึ้น
นอกจากนี้การพบเสือสีทองในป่าก็ยังเป็นสัญญาณของข่าวที่ไม่สู้ดีนักอีกอย่าง นั่นคือกลุ่มประชากรที่กระจัดกระจายและแยกตัวห่างจากกัน อันที่จริงแล้วมีผู้พบเห็นเสือโคร่งสีทองใน Kaziranga มาตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งทำให้เกิดกระแสฮือฮาบนอินเตอร์เน็ต (บางแหล่งข้อมูลระบุว่าอุทยานมีเสือสีทอง 4 ตัว)
แม้จะเป็นจุดขายที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยว แต่ทางอุทยานก็ไม่ได้ยินดีมากนักตามแถลงการณ์ที่โพสต์บน X (หรือ Twitter) ในปี 2020 โดย Rabindra Sharma นักวิจัยของอุทยานว่า “ยีนด้อนปรากฏขึ้นเนื่องจากมีการผสมพันธุ์ในสายเลือดเดียวกันภายในประชากรที่กระจัดกระจายออก”
รายงานในปี 2020 ระบุว่าเสือโคร่งประมาณ 70% จากทั้งหมด 190 ตัวของรัฐอัสสัมอาศัยอยู่ใน Kaziranga แต่ภูมิภาคนี้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนทำให้สัตว์ป่าสูญเสียเส้นทางการอพยพตามธรรมชาติของมัน และนั่นทำให้เสือโคร่งไม่สามารถเจอเสือตัวอื่น ๆ จนพวกมันต้อง ‘ผสมพันธุ์กันเอง’ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามการอยู่รอดของเสือทั้งหมด
“การเชื่อมโยงแหล่งที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้นระหว่างประชากร(เสือ) โดยส่งเสริมการใช้ที่ดินที่สนับสนุนให้เสือเคลื่อนที่ในระยะไกลได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ” Kota Ullas Karanth นักอนุรักษ์และผู้ก่อตั้งศูนย์การศึกษาสัตว์ป่าในอินเดียกล่าว “ในบางกรณี โครงสร้างเช่นสะพานลอยและอุโมงค์สัตว์ที่วางตามแหล่งอยู่อาศัยที่เสี่ยง ก็อาจช่วยได้เช่นกัน”
จำนวนเสือโคร่งสีทองที่สูงผิดปกติของอุทยานบ่งชี้ถึงสัญญาณที่น่ากังวล และอาจทำให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง ไม่เพียงเท่านั้น การลักลอบล่าสัตว์และธรรมชาติที่เสื่อมโทรมลงก็ทำให้เสือยิ่งเสี่ยง
ภาพเสือโคร่งสีทองอาจดูสวยงามและน่ารัก แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้เราตระหนักได้ว่าความหายากเหล่านี้มีคุณค่าและควรได้รับการปกป้องแค่ไหน ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงตัวเสือแต่รวมถึงสภาพแวดล้อมทั้งหมดที่พวกเขาอาศัยอยู่
ที่มา
https://www.sciencedirect.com/…/pii/S266671932030039X…
https://twitter.com/kaziranga_/status/1283008356450369537
https://www.ifaw.org/uk/animals/white-tigers
https://tigers.panda.org/…/the_truth_about_white_tigers/
https://edition.cnn.com/…/golden-tabby-tiger…/index.html
https://www.wildcatsanctuary.org/white-tigers/
Photo: Erlebnis- & Tigerpark Dassow/wikicommons