“Fed” ลดดอกเบี้ยช้า แต่ลดแน่ สู่วงจร “ดอกเบี้ยขาลง”... แนะขยับสู่ “ตราสารหนี้ระยะยาว” & “ตราสารหนี้ EM” !!!
Fun of Funds: ในปี2024 นี้ ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่สำคัญของทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ หลัง “ธ.กลางสหรัฐ” (Fed) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในเดือนก.ย. 24
เป็นสัญญาณการเริ่มต้นวงจร “ดอกเบี้ยขาลง” รอบใหม่ ที่จะมีอิทธิพลต่อการลงทุนในตลาดการเงินโลกหลังจากนี้
ในบริบทการลงทุนที่เปลี่ยนไปภายใต้แนวโน้ม“อัตราเงินเฟ้อ” และ“อัตราดอกเบี้ย” ที่ปรับลดลง
นักลงทุนควรจัดการสินทรัพย์ในส่วนของ“ตราสารหนี้” อย่างไรดีทั้งในส่วนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หุ้นกู้เอกชน และหุ้นกู้ต่างประเทศ
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีคำแนะนำดีๆ ที่น่าสนใจจาก“Morningstar” มาฝากกัน
“ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ” เข้าสู่วงจรขาลงเรียบร้อย…คาดลงสู่ระดับ 2.00 – 2.25% ในปี26
แม้ล่าสุดทาง “ธ.กลางสหรัฐ” (Fed) ออกมาส่งสัญญาณว่าอาจจะลดดอกเบี้ยช้าและน้อยกว่าที่ตลาดคาดก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ดอกเบี้ยเข้าสู่ “วงจรขาลง” เรียบร้อยแล้ว จากระดับสูงสุดที่ 5.25 – 5.50% ในเดือนก.ย.24
จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุในรายงานว่า ทาง “ทีมเศรษฐกิจของMorningstar” คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงเหลือ 4.25%–4.50% ในช่วงสิ้นปี 2024, 3.00%–3.25% ในสิ้นปี 2025 และ 2.00%–2.25% ในสิ้นปี 2026 ตามลำดับ ซึ่งนั่นจะทำให้อัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงด้วยเช่นกัน
“อย่างไรก็ตาม พบว่า นักลงทุนสหรัฐยังคงถือ ‘เงินสด’ หรือ“กองตราสารตลาดเงิน’ ค่อนข้างมาก แม้ว่าการถือเงินสดก็มีประโยชน์แต่ก็ไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่ดีให้พอร์ตได้ ในระยะยาวการถือเงินสดจำนวนมากจะทำให้ผลตอบแทนของพอร์ตโฟลิโอต่ำกว่าการลงทุนในตราสารหนี้อื่นๆ เนื่องจากผลตอบแทนจากการถือเงินสดจะลดลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยของ Fed ทั้งนี้ข้อมูลจาก ‘Investment Company Institute’ บ่งชี้ว่า ‘กองทุนตราสารตลาดเงิน’(Money Market) ซึ่งมีสภาพคล่องเหมือนเงินสด มีจำนวนสินทรัพย์เพิ่มมากขึ้นเป็น 6.51 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนต.ค. ปีนี้ ซึ่งนักลงทุนยังไม่ได้ลดการถือเงินสดลงเลยตั้งแต่ผ่านช่วง Covid-19 มา”
แนะขยับสู่ “ตราสารหนี้ระยะยาว” รับประโยชน์ “ดอกเบี้ยขาลง”
เพื่อเป็นการรักษาอัตราผลตอบแทนของเงินลงทุน นักลงทุนจึงควรลงทุนใน “ตราสารหนี้” ที่มีอายุยาวในภาวะที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงในอนาคต เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ที่ตอนนี้ให้ Yield อยู่ที่ 4.3% ซึ่งมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการถือเงินสดหรือลงทุนใน Money market fund ภายใต้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของ Fed ระยะยาวในช่วง 10 ปีจากนี้ไปที่ 2.3%
“เนื่องจากผลตอบแทนจากการถือเงินสดจะลดลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยของ Fed ขณะที่ราคา ‘ตราสารหนี้ระยะยาว’ จะปรับเพิ่มขึ้นหากดอกเบี้ยปรับลดลงในอนาคต นักลงทุนจึงได้กำไรจากส่วนต่างของราคาที่เพิ่มขึ้นในอนาคตนั่นเอง”
จากข้อมูลสถิติพบว่า ตั้งแต่ปี22 เป็นต้นมา การลงทุนที่ใกล้เคียงเงินสดให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารหนี้ระยะยาวในภาวะที่ Fed ผ่อนปรนนโยบายการเงิน โดยการลงทุนในตราสารหนี้ระยะกลางอายุ 5-7 ปีให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยง นักลงทุนยังได้โอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีจากราคาตราสารหนี้ที่ปรับเพิ่มขึ้นและไม่ต้องรับความเสี่ยงจากการถือตราสารหนี้ที่มีอายุยาวจนเกินไปเช่น 30 ปีเนื่องจากอาจมีความเสี่ยงจากภาวะดอกเบี้ยที่เปลี่ยนทางเป็นขาขึ้นแทนนั่นเอง
“หุ้นกู้” & “High Yield” อาจให้ “ผลตอบแทน” ไม่คุ้มกับ “ความเสี่ยง”
ส่วน “หุ้นกู้เอกชน” ให้ผลตอบแทนที่ต่ำเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น โดยดูได้จาก “Credit Spreads” หรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ได้รับจากความเสี่ยงที่มากขึ้นนั้นอาจไม่พอและยิ่ง Spreads แคบเท่าไหร่หุ้นกู้ก็ยิ่งมีราคาแพงมากขึ้นเท่านั้น
ปัจจุบันหุ้นกู้เอกชนในสหรัฐระดับ “Investment-grade” มี Spreads อยู่ในระดับที่แคบมากเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี21หลังจาก Fed เข้าแทรกแซงตลาดตราสารหนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลัง Covid-19
สำหรับกลุ่ม “High Yield” ก็เช่นกันมี Spreads อยู่ในระดับที่แคบมากที่สุดเท่าที่เคยเป็นมาในอดีต
แนวโน้มเช่นนี้ไม่ได้จํากัดอยู่แค่ในสหรัฐเท่านั้น แต่ Spreads ของตราสารหนี้เอกชนประเทศอื่นๆ ก็อยู่ในระดับที่แคบมากเช่นกัน
“ทั้งนี้หากดูในอดีตที่มีการผ่อนคลายนโยบายการเงินตั้งแต่ปี1995 พบว่า Spreads ของหุ้นกู้เอกชนยังสามารถคงที่อยู่ได้ในช่วง 12 เดือนหลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก แต่ระดับ Spreads ในอดีตโดยเฉลี่ยก็ยังอยู่สูงกว่ารอบปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด หุ้นกู้เอกชนจึงมีความเสี่ยงทั้งจากแนวโน้ม Spreads ที่ต่ำมาตลอดและยังเผชิญความเสี่ยงจากภาพเศรษฐกิจที่อาจตกต่ำอย่างรุนแรงได้อีกนั่นเอง”
“ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่” น่าสนใจ…ทั้ง “กระจายความเสี่ยง” & “ผลตอบแทนที่ดี”
สำหรับพันธบัตรรัฐบาลใน “ตลาดเกิดใหม่” อื่นๆ ก็มีความน่าสนใจทั้งในแง่ช่วยกระจายการลงทุนและให้ผลตอบแทนที่ดี โดยมองหาประเทศที่ผลตอบแทนพันธบัตรยังอยู่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปและเงินเฟ้อเป้าหมายของธนาคารกลาง ทั้งนี้ประเทศที่ยังให้ผลตอบแทนในพันธบัตรที่น่าสนใจตามเงื่อนไขข้างต้น
ตัวอย่าง: “บราซิล” ซึ่งมีผลตอบแทนตราสารหนี้อายุ 5 ปีอยู่ที่ 14.1% เทียบกับอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่ 4.8% หรือ “เม็กซิโก” ซึ่งมีผลตอบแทนตราสารหนี้อายุ 5 ปีอยู่ที่ 10.1% เทียบกับอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่ 4.8% เป็นต้น
ส่งท้ายปีเก่า “มะโรง-2024” สู่ “ปีมะเส็ง-2025” กับวงจรดอกเบี้ยขาลงของประเทศผู้นำโลกอย่างสหรัฐ ก็เป็ยจังหวะที่ดีที่ผู้ลงทุนจะได้เขย่าพอร์ต ปรับกลยุทธ์การลงทุนส่งท้ายปี เพื่อรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้อีกสักครั้ง